เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 117 ซัดไม่ยั้งกลางหน้า ต่างคนต่างคิด

บทที่ 117 ซัดไม่ยั้งกลางหน้า ต่างคนต่างคิด

บทที่ 117 ซัดไม่ยั้งกลางหน้า ต่างคนต่างคิด


บทที่ 117  ซัดไม่ยั้งกลางหน้า ต่างคนต่างคิด !

เมื่อถูกสั่งพักงานตรวจสอบตัวเอง อี้จงไห่ก็รู้สึกเหมือนโชคร้ายถาโถมอยู่แล้ว แต่ใครจะคิดว่าจู่ ๆ เจี่ยตงซวีจะประกาศลั่นว่าเขาถูกไล่ออก !

เรื่องบ้าอะไรกัน นี่มันเหลวไหลสุด ๆ ไม่มีทางเป็นไปได้ !

นอนไม่หลับแล้วตอนนี้ อี้จงไห่ลุกขึ้นยืน พุ่งตัวออกจากห้องตรงไปยังหน้าบ้านเจี่ยตงซวี แต่เจ้าตัวกลับไม่อยู่แล้ว กลับบ้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไม่แม้แต่จะรอให้เขาได้พูดอะไร

เรื่องนี้ทำเอาอี้จงไห่หงุดหงิดสุดขีด

แต่จะให้เขาทนกับเรื่องที่อีกฝ่ายทุบหน้าต่างบ้านเขากลางดึกน่ะเหรอ ? ฝันไปเถอะ !

ถ้าเขาเงียบเฉยกับเรื่องนี้ วันหน้าคงไม่มีหน้าจะอยู่ในซื่อเหอหยวนนี้ได้อีก

“ตึง ! ตึง ! !”

เขากำหมัดแน่น ตรงดิ่งไปยังประตูบ้านเจี่ยตงซวี แล้วเริ่มทุบมันอย่างแรง

“เจี่ยตงซวี ไอ้เนรคุณ ! ออกมานี่เดี๋ยวนี้ ! กลางดึกจะมาทุบหน้าต่างบ้านคนอื่นแบบนี้ ไม่กลัวเวรกรรมเหรอ !”

“ฉันแม่งตาบอดแท้ ๆ ที่ไปรับแกมาเป็นศิษย์ !”

จริงอยู่ที่ตำแหน่ง "ผู้ดูแล" ของเขาในชุมชน ไม่ได้มีอำนาจอะไรเป็นพิเศษนัก แต่ถ้าคิดว่าไร้ค่าเลยก็ไม่ใช่เสียทีเดียว

โดยเฉพาะกับคนอย่างอี้จงไห่ ที่ชอบเล่นเกมอำนาจ แค่เขาส่งเรื่องรายงานให้กองทัพว่าใครมีพิรุธ อ้างว่าเป็น "สายลับศัตรู" กองทัพก็จะเรียกตัวคนนั้นไปสอบทันที และเพื่อความปลอดภัย องค์กรไหนจะกล้าเก็บไว้ ? ก็ต้องไล่ออกทันทีเพื่อป้องกันตัว

นี่แหละอำนาจที่แท้จริงของตำแหน่งแบบเขา

แต่ตอนนี้... แผนทุกอย่างของอี้จงไห่ถูกพังยับ เพราะเหตุผลเดียว.... เหออวี่จู้ !

ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงทำให้แผนพังยับ ยังทำให้เขากับศิษย์รักต้องแตกหัก ! พูดให้ชัด เสียหน้า, เสียศิษย์, เสียงาน... เสียทุกอย่าง !

คนในซื่อเหอหยวนก็ได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้เหมือนกัน ว่าถ้าจะหาเรื่องใครก็หาได้... แต่อย่าหาเรื่อง "เหออวี่จู้ " !

เพราะถ้าใครแตะต้องเขา... ก็จะเจอทางตันแบบนี้โดยไม่ต้องสงสัย

ขณะที่ชื่อเสียงของอี้จงไห่ตกต่ำลงทุกวัน ชื่อเสียงของเหออวี่จู้กลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ยิ่งเขาประกาศว่าจะเปิดร้านอาหารใหม่ ก็ยิ่งทำให้กลายเป็นดาวเด่นของชุมชนไปโดยปริยาย คนในลานต่างอยากเข้าใกล้เขา ใคร ๆ ก็อยากได้งานในร้าน !

แต่เมื่อคืน เขาเจอปัญหา ไม่มีใครยอมออกหน้าช่วยเขาสักคน ทุกคนรู้ว่าเขาน่าจะโกรธ จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปพูดดีด้วยตอนนี้ เพราะกลัวถูกด่ากลับมาเป็นชุด

เงียบไว้ก่อน ดูท่าทีไปก่อนดีที่สุด

ถึงแม้เหออวี่จู้จะพูดเรื่องเปิดร้านอาหาร แต่มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ไม่ใช่แค่ซื้อซีอิ๊วหรือน้ำมันหอย แต่มันต้องใช้เงินมากมาย จะจริงหรือโกหก ใครก็ยังไม่แน่ใจ ต้องรอดู

แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็... ต่อให้เงินเดือนน้อยแค่ไหนก็ต้องหาทางเข้าทำงานให้ได้ !

เพราะแค่ได้ทำงานในร้าน ก็เท่ากับบ้านจะมีข้าวกินไม่ขาดมือ ! ...แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า อีกไม่กี่วันเหออวี่จู้ จะย้ายออกจากซื่อเหอหยวนนี้ไปแล้ว

พรุ่งนี้ เขากะว่าจะไปดูร้านใหม่พอดีหลังจากไปส่งอวี่สุ่ย สะดวกสุด ๆ

แต่ตอนนี้...อี้จงไห่ยังยืนทุบประตูปากก็ด่าไม่หยุด เสียงด่าดังลั่นจนเจี่ยตงซวีในบ้านสะดุ้งลุกพรวดขึ้น

“ไอ้แก่ไม่เจียม ! ยังไม่ได้เคลียร์เรื่องกลางวัน แกกล้ามากนะที่มาให้ฉันซัดถึงหน้าบ้าน ! วันนี้ถ้าฉันไม่ซัดแกให้เละ ฉันก็ไม่ใช่เจี่ยตงซวีแล้ว !”

ทันทีที่พูดจบ เจี่ยตงซวี่เปิดประตูพรวด ! เห็นอี้จงไห่กำลังเงื้อหมัดจะทุบประตูอีกรอบ

“ไอ้แก่ ! ใครให้ความกล้าแกมาทุบประตูบ้านฉัน ! กลางวันฉันยังสะสางเรื่องไม่เสร็จ กลางคืนแกดันเสือกมาให้ฉันซัดเองถึงหน้าบ้านเลยหรือ !”

“มาจัดการเรื่องเก่า ๆ กันหน่อยไหมล่ะ ! แกมันตัวป่วน ทำให้ฉันเสียทั้งงานทั้งตำแหน่ง ! วันนี้ฉันจะคิดบัญชีให้ครบทุกหยวนทุกเหมาเลยคอยดู !”

พูดจบ เขาก็ถีบอี้จงไห่ล้มลง แล้วกระโจนขึ้นคร่อม หมัดซัดใส่หน้าอี้จงไห่รัว ๆ ไม่มีพัก เหมือนลูกเห็บตกไม่ลืมหูลืมตา

แม้จะล่วงเข้าสี่ทุ่มแล้ว แต่เสียงโวยวายก็ทำให้คนในลานตื่นขึ้นมา

เริ่มจากคนในลานกลาง จากนั้นก็คนลานหน้า และคนลานหลัง ทุกคนออกมายืนดูแบบไม่ขยับเข้าไปห้าม

เหออวี่จู้ยืนกอดอกอยู่หน้าบ้าน มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ ไม่มีท่าทีจะเข้าไปแยกแม้แต่น้อย คนอื่นก็เช่นกัน ไม่มีใครเข้าไปห้าม

ในสายตาชาวบ้านตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นอี้จงไห่หรือเจี่ยตงซวีก็ไม่มีใครเป็นคนดีนัก เหมือนหมาสองตัวกัดกัน ใครจะอยากเอามือไปแหย่กันเล่า

เหยียนปู้กุ้ยกับหลิวไห่จงก็ยืนแฝงตัวอยู่ในฝูงชน ไม่แม้แต่จะออกหน้ามาห้าม

เหยียนปู้กุ้ยยิ่งไปกันใหญ่ เขาแอบย่องเข้าไปใกล้เหออวี่จู้ แล้วพูดยิ้ม ๆ “เสี่ยวจู้ ไอ้แก่ส่งเงินให้ยัง ? ถ้ามันช้าไปวันเดียว นายได้เงินเพิ่มตั้งร้อยนะ !”

“ถ้าถูกเจี่ยตงซวีซัดจนเข้าโรงบาลอีก อาทิตย์หนึ่งก็บวกเจ็ดร้อยเลยนะ ฮ่า ๆ !”

เหออวี่จู้หัวเราะเบา ๆ “จ่ายแล้วครับ คนมันนอนไม่หลับ รอผมกลับมาเลยด้วยซ้ำ เขารีบยื่นเงินให้ทันที”

“ใช่สิ เจ้าแก่นั่นมันเจ้าเล่ห์จะตายไป ไม่โง่พอจะเลื่อนหรอก” เหยียนปู้กุ้ยหัวเราะ

“แต่สายตานี่สิ ดูไม่ออกเลยว่าเจี่ยตงซวีมันนิสัยยังไง การรับมันเป็นศิษย์ ก็เท่ากับรับระเบิดไว้ใต้หมอนแล้ว !”

มองไปยังเจี่ยตงซวี่ที่กำลังซัดอี้จงไห่อย่างบ้าคลั่ง เหยียนปู้กุ้ยก็อดส่ายหัวไม่ได้

เมื่อก่อนทุกคนคิดว่าอี้จงไห่เลือกศิษย์ได้ดี ใครจะรู้ว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้  ตบหน้าอาจารย์ ซ้ำยังต่อยจนเละไม่เหลือชิ้นดี สายสัมพันธ์อาจารย์กับศิษย์ที่เคยแน่นแฟ้น ตอนนี้กลายเป็นศัตรูตลอดชีวิต

ภาพนี้ทำให้ใครต่อใครพูดไม่ออก ชายแก่ผู้ไร้ลูกไร้หลาน สุดท้ายก็ทุ่มหมดตัวเพื่อปั้นคนมาดูแลยามแก่เฒ่า แต่พอปั้นได้ครึ่งทาง ศิษย์กลับหักหลังเสียเอง และไม่ใช่แค่หักหลัง... ยังซัดหน้าอาจารย์กลางดึกต่อหน้าคนทั้งลาน ! แบบนี้ไม่เรียกละครก็คงไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว !

“แผลที่เท้าก็เป็นเพราะรองเท้าที่เลือกเอง ถ้าอี้จงไห่สอนแต่เรื่องดี ๆ ให้เจี่ยตงซวีตั้งแต่แรก ก็คงไม่ถึงจุดนี้ ทำเรื่องต่ำทรามไว้มาก ก็ต้องชดใช้กันเอง นี่แหละเวรกรรม ! ฟ้าลงทัณฑ์ ไม่เว้นใครทั้งสิ้น !”

“อย่างที่เขาว่าไว้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว… ไม่ใช่ไม่เจอ แค่ยังไม่ถึงเวลา ! เห็นไหมล่ะ ลุงสาม อี้จงไห่นั่นแหละ เจอเวรกรรมเข้าให้แล้ว !”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเหออวี่จู้ดังขึ้นอย่างเย้ยหยัน สายตาดูหมิ่นอย่างไม่ปิดบัง

เขาเกลียดอี้จงไห่เข้าไส้  ไม่ใช่แค่เรื่องในชาตินี้ แต่เป็นความแค้นจากชาติที่แล้ว

หากไม่มีไอ้แก่นั่นมาล้างสมองเขาทุกวัน... เขาคงไม่หลงทางไปสุดปลายเหวแบบนั้น ไม่ต้องลงเอยด้วยชีวิตที่แสนอัปยศ ถูกหักหลังจากทุกทิศ และตายไปอย่างคนไร้ค่า

แต่นี่ไง... เวลาของเขามาถึงแล้ว !

เพียงไม่กี่เกมที่เขาวางแผน ทุกอย่างของอี้จงไห่ก็พังพินาศ เสียเจี่ยตงซวี ศิษย์ตัวเก็งที่กะจะใช้เลี้ยงดูยามชราเสียเงินก้อนโตให้เหออวี่จู้  ยังไม่พอ  ยังต้องเสียงานที่โรงงานอีก !

ต่อจากนี้ไป...อี้จงไห่ไม่มีวันได้เป็นช่างฝีมือระดับแปดอีก ! ไม่มีวันได้เชิดหน้าชูตาในซื่อเหอหยวนอีก เขาจะกลายเป็นหมาข้างถนนตัวหนึ่ง ที่ใครจะเตะก็เตะ ใครจะเหยียบก็เหยียบ

“เจี่ยตงซวี ! ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ !” เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากปากหลิวฮุ่ยเจวียน

เมื่อเธอวิ่งออกมาจากในบ้าน เห็นภาพสุดช็อก อี้จงไห่ถูกเจี่ยตงซวีกดนอนกับพื้น หมัดปลิวว่อนเข้าใส่หน้าแบบไม่ยั้งมือ

เธอก็รีบพุ่งเข้ามาห้าม แต่แรงของหญิงตัวเล็ก ๆ จะไปสู้อะไรกับชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ได้ ?

เธอดึงเท่าไหร่ก็ไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว

หันไปมองรอบ ๆ ทุกคนก็เอาแต่ยืนกอดอก... ยิ้มมุมปาก ดูการแสดงอย่างไม่กะพริบตา ไม่มีใครคิดจะช่วย

สุดท้ายเธอก็ได้แต่ตะโกนลั่นไปยังหลิวไห่จงและเหยียนปู้กุ้ย

เมื่อเสียงเรียกไปถึง สองคนนั้นก็ไม่กล้าหลบต่อ ต้องเดินออกมา แล้วช่วยกันดึงเจี่ยตงซวีออกจากร่างอี้จงไห่

ภาพที่ปรากฏหลังจากนั้น... เลือดทะลักจมูก ปากแตก หัวฟูตะพึด ตาเขียวช้ำ ใบหน้าบวมเหมือนหัวหมู !

“เจี่ยตงซวี่ ! แกมันสัตว์เดรัจฉาน ! !” อี้จงไห่ที่ถูกหลิวฮุ่ยเจวียนพยุงขึ้นมา ยังคงตะโกนด้วยความแค้น “ทำตัวแบบนี้ ระวังเวรกรรมตามทัน ! ฉันจะรอดูว่าแกจะตายยังไง !”

เขาด่ากราดด้วยตาข้างเดียว อีกข้างบวมจนปิดสนิท

“พอเถอะ ลุงอี้ !” หลิวไห่จงรีบพูด ก่อนหันไปสั่งลูกชายสองคน “ไป ! รีบพาลุงไปโรงพยาบาล ให้หมอเช็กให้ละเอียด !”

หลิวฮุ่ยเจวียนก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้าน หยิบเงินแล้วตามไปไม่ห่าง

เมื่อทุกคนที่เป็น ‘ตัวหลัก’ ของเรื่องเดินจากไป หลิวไห่จงก็เดินยืดอกมายืนกลางลาน มองไปรอบ ๆ แล้วพูดเสียงดัง “ดึกดื่นกันขนาดนี้ ยังยืนดูอะไรกันอีก พรุ่งนี้ไม่ต้องไปทำงานกันหรือไง ! แยกย้ายได้แล้ว ! กลับบ้านไปนอนได้ !”

เสียงเขาดังฟังชัด ทำเอาคนดูเริ่มแตกกลุ่ม สลายตัวกลับบ้านกันไปทีละคน

ในลานจึงเหลือเพียงบ้านตระกูลเจี่ยสามคนแม่ลูก กับหลิวไห่จง เหยียนปู้กุ้ย และเหออวี่จู้ ที่ยืนพิงประตู สูบบุหรี่อย่างนิ่ง ๆ

“ตงซวี” หลิวไห่จงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอบรม “ไม่ใช่ว่าลุงสองจะเข้าข้างอี้จงไห่นะ แต่แกกับเขาก็เคยมีความสัมพันธ์แบบศิษย์กับอาจารย์ จะลงมือขนาดนี้มันก็ไม่ดีหรอก”

“อีกอย่าง เรื่องแบบนี้ถ้ามีใครเอาไปพูดข้างหลัง ก็อาจจะหาว่าแก ‘อกตัญญู’ ได้นะ เสียชื่อเปล่า ๆ เข้าใจไหม ?”

ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ในใจหลิวไห่จงกลับสะใจไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา เขาเองก็ไม่พอใจอี้จงไห่ แต่ไม่มีโอกาสจะออกหน้า ตอนนี้เห็นอีกฝ่ายโดนซัดเละขนาดนี้ จะไม่ดีใจก็แปลกแล้ว

“ผมเข้าใจทุกอย่าง ลุงรอง” เจี่ยตงซวีถอนหายใจแรง “แต่มันเกินไปจริง ๆ ไอ้อี้จงไห่นั่นมันตัวร้ายชัด ๆ !”

“เมื่อวานผมพูดบางเรื่องออกไปตามความรู้สึกผิด วันนี้มันเลยเล่นงานผมกลับในโรงงาน ยัดงานเพิ่มให้แบบไม่ปราณี ถ้าผมทำไม่เสร็จ ก็จะโดนตัดเงินเดือน !”

“กลางวันผมแค่อยากพักบ้าง แต่มันก็ตามจิกยิ่งกว่านายฮวงซื่อเหริน ! สุดท้ายเรื่องมันเลยบานปลาย ถูกผู้บริหารสั่งพักงานทั้งคู่ !”

“แถมวันนี้ผมได้ยินจากเสี่ยวจู้ว่า โรงงานตัดสินใจจะใช้เรื่องนี้เป็นกรณีตัวอย่าง ไล่เราสองคนออก ! ถ้าเป็นลุง ลุงจะเฉยได้ไหม ?”

คำพูดนี้ทำให้หลิวไห่จงกับเหยียนปู้กุ้ยหันมามองกันด้วยสายตาตกใจ แต่สายตาของหลิวไห่จง... กลับมีแววดีใจซ่อนอยู่

ถ้าอี้จงไห่โดนไล่ออกจริง เขาย่อมหมดสิทธิ์เป็น "ผู้ดูแลชุมชน" อีกต่อไป ตอนนั้นล่ะ โอกาสของหลิวไห่จงก็จะมาถึง !

เขาหันไปมองเหยียนปู้กุ้ยที่ยังอึ้งอยู่ หลิวไห่จงแอบยิ้มมุมปากอย่างพอใจ

“เอ่อ... แต่ตงซวี” เหยียนปู้กุ้ยพูดขึ้นบ้าง “ลุงอี้นั่นก็เป็นช่างระดับสูงนะ คนแบบนี้โรงงานจะยอมปล่อยไปง่าย ๆ เหรอ ?”

เจี่ยตงซวียิ้มเยาะ “ถ้าคนอื่นพูด ผมก็คงคิดแบบนั้น แต่เรื่องนี้... เสี่ยวจู้เป็นคนพูดนะ !”

“พวกคุณอาจจะยังไม่รู้  ตอนนี้เสี่ยวจู้คือแฟนของลูกสาวท่านหลัว ! สิ้นปีนี้ก็จะแต่งงานกันแล้ว !”

“คืนนี้เขาก็เพิ่งไปกินข้าวที่บ้านว่าที่พ่อตามา ! คุณว่า... คำพูดเขาน่าเชื่อไหมล่ะ ?”

ปัง ! เจี่ยตงซวีปล่อยระเบิดลูกใหญ่ใส่คนทั้งสอง

ได้ยินแบบนี้ สองลุงใหญ่ในชุมชนก็คิดกันคนละแบบ

หลิวไห่จงรีบสรุปทันที.... ต้องรีบเข้าหาเหออวี่จู้ให้ดี หากวันหน้าเขาได้อำนาจเพิ่มอีกนิด พูดคำเดียวก็ช่วยดันใครก็ได้

ส่วนเหยียนปู้กุ้ย...“โอ้โห ! แบบนี้นี่เอง ! ถึงว่าทำไมอยู่ ๆ ถึงพูดว่าเปิดร้านอาหารแล้วก็เปิดได้เลย มีพ่อตาอย่างนี้ ร้านต้องเปิดได้แน่นอน ! แบบนี้ ต้องให้ภรรยาฉันไปคุยกับเหออวี่จู้ ขอสมัครงานในร้านให้ได้ซะแล้ว !”

จบบทที่ บทที่ 117 ซัดไม่ยั้งกลางหน้า ต่างคนต่างคิด

คัดลอกลิงก์แล้ว