- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 118 ปิดข่าวให้เป็นหนึ่งเดียว ร่วมใจอย่างรู้หน้าที่ !
บทที่ 118 ปิดข่าวให้เป็นหนึ่งเดียว ร่วมใจอย่างรู้หน้าที่ !
บทที่ 118 ปิดข่าวให้เป็นหนึ่งเดียว ร่วมใจอย่างรู้หน้าที่ !
บทที่ 118 ปิดข่าวให้เป็นหนึ่งเดียว ร่วมใจอย่างรู้หน้าที่ !
เหออวี่จู้ อายุ 16 ปีเท่านั้น หากเทียบกับมาตรฐานการแต่งงานในยุคนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าแปลกอะไร ผู้ชายส่วนมากก็แต่งงานกันตั้งแต่อายุ 18 มีไม่น้อยที่ยิ่งเร็วกว่านั้น 16-17 ก็มีให้เห็นทั่วไปจนเคยชิน
ดังนั้น ข่าวที่ว่าเหออวี่จู้จะหมั้นหมายกับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ ลูกสาวของท่านประธานหลัวในช่วงปลายปีนี้ จึงไม่มีใครมองว่าไม่เหมาะสม
ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ ต่างก็เห็นว่าเป็นข่าวดีที่ทำให้หลายคนหูตาลุกวาว อย่างเช่น หลิวไห่จง กับ เหยียนปู้กุ้ย ที่รีบตรงเข้ามาใกล้เหออวี่จู้ทันที
“เสี่ยวจู้ ไอ้ตงซวี่มันพูดจริงเหรอ ?”
“ใช่แล้ว ! นายจะแต่งกับลูกสาวท่านประธานหลัวจริงเหรอ ?”
คำถามของทั้งสองมาแทบจะพร้อมกัน แต่ใจที่ถามนั้นกลับต่างกัน
หลิวไห่จงสนใจเพียง “เส้นสาย” ส่วนเหยียนปู้กุ้ยสนใจ “กิจการร้านอาหาร” และเรื่องปากท้องของครอบครัว
เพราะหากข่าวนี้เป็นจริง ร้านอาหารที่เหออวี่จู้เคยพูดถึงก่อนหน้า ก็คงไม่ใช่แค่ฝันกลางวันอีกต่อไป แต่มันกำลังจะเป็นความจริง !
“ใช่ครับ เรื่องจริง” เหออวี่จู้พยักหน้ารับตรง ๆ “พวกเราวางแผนไว้ว่าจะจัดงานปลายปีนี้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการ และก็ยังไม่ได้ประกาศให้คนนอกทราบด้วย ดังนั้น ขอให้พวกคุณทั้งสองช่วยปิดเรื่องนี้เอาไว้ก่อน อย่าพูดออกไปนะครับ”
พูดพลางหันขวับไปทางเจี่ยตงซวี “โดยเฉพาะแกนะตงซวี่ ถ้ากล้าปากสว่างอีกครั้ง ฉันจะไม่ไว้หน้าแล้ว !”
เมื่อเหออวี่จู้พูดแบบนี้ ทั้งสามคนก็หยุดพูดถึงเรื่องนี้ทันที ไม่มีใครถามซ้ำอีก แต่ในใจลึก ๆ นั้นต่างรู้ชัด เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน
โดยเฉพาะหลิวไห่จงกับเหยียนปู้กุ้ยที่อดคิดในใจไม่ได้ว่า… “ถ้าเหออวี่จู้ได้แต่งกับลูกสาวของท่านประธานหลัวจริง ต่อไปเขาจะใหญ่โตขนาดไหนกันนะ ?”
ในขณะที่เจี่ยตงซวีเองก็เห็นกับตาว่าท่านประธานหลัวปฏิบัติกับเหออวี่จู้อย่างไร เขายิ่งเชื่อเต็มที่ ไม่สงสัยแม้แต่นิดเดียว
หลิวไห่จงคิดไว้ว่าถ้าเหออวี่จู้ได้เป็นคนในตระกูลหลัวจริง ต่อไปหากตนอยากมีตำแหน่งในโรงงาน คงต้องได้พึ่งพาเหออวี่จู้แน่นอน แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะหยุดอยู่แค่นั้น...ถ้าเหออวี่จู้ไม่สนใจเรื่องในชุมชนอีก ตำแหน่ง “หัวหน้าผู้ดูแลชุมชน” ที่ตอนนี้อี้จงไห่ถูกปลดไป ก็น่าจะมีหวังตกเป็นของเขา
คิดได้แบบนี้ แววตาของหลิวไห่จงก็เป็นประกาย ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงเรียบๆ ว่า “เสี่ยวจู้ ไหน ๆ ตอนนี้นายก็มีสายสัมพันธ์กับท่านหลัวแล้ว… ถ้างั้นนายคิดยังไงกับตำแหน่ง ‘หัวหน้าผู้ดูแลชุมชน’ ล่ะ ? อี้จงไห่โดนไล่ออกไปแล้ว จะให้นั่งเก้าอี้นี้ต่อก็คงไม่เหมาะ อยากฟังความเห็นนายหน่อยน่ะ”
ฟังยังไงก็รู้ นี่มันโยนหินถามทาง หลิวไห่จงอยากให้เหออวี่จู้เปิดทางให้เขาขึ้นนั่งเก้าอี้ “หัวหน้าผู้ดูแลชุมชน”
เหออวี่จู้จึงหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “ลุงรองไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่สนใจเรื่องในชุมชนหรอก อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ผมไม่ยุ่ง แค่ขออย่างเดียว อย่ามายุ่งกับผมก็พอ”
“เราก็อยู่กันแบบเพื่อนบ้านดี ๆ อย่าทำตัวไม่มีตาให้ดูสถานการณ์ด้วย และถ้าใครคิดจะหาเรื่องผม ผมก็ไม่ไว้หน้าแน่นอน หากลงมือเมื่อไหร่ อย่าหาว่าผมใจร้ายก็แล้วกัน”
คำพูดเย็นชาแต่เด็ดขาดนี้ราวกับเตือนล่วงหน้า เหออวี่จู้ไม่อยากยุ่งแต่ก็ไม่ใช่คนที่ใครจะมาแหย่เล่นได้เหมือนกัน
หลิวไห่จงรีบพยักหน้ารับทันที “ได้เลยเสี่ยวจู้ ! ฉันสัญญา จะไม่มีใครมารบกวนชีวิตนายแน่นอน ถ้าใครกล้าหาเรื่องนายอีก ฉันนี่แหละจะจัดการมันก่อนเลย !”
เขาสบายใจขึ้นทันทีที่รู้ว่าเหออวี่จู้ไม่คิดเป็นผู้ดูแลชุมชน นั่นแปลว่าเก้าอี้ “หัวหน้าผู้ดูแลชุมชน” ที่ว่างอยู่ เขามีสิทธิ์เต็ม ๆ
ขอแค่เขาไปแจ้งคณะกรรมการทหารให้เรียบร้อย เรื่องก็จะจบในมือเขาทันที
“นี่แหละ... โอกาสทองของฉัน !” หลิวไห่จงแอบคิดในใจ ก่อนยิ้มกว้าง
“งั้นก็ดีแล้ว ! เสี่ยวจู้พูดแบบนี้ ฉันก็สบายใจ ! ถ้างั้นพวกเราขอตัวก่อนนะ นายก็พักผ่อนเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
เหออวี่จู้ไม่พูดอะไรอีก กลับเข้าบ้านไปทันที ปล่อยให้พวกนั้นยืนปรึกษากันตามสบาย
เพราะตอนนี้เขามีเรื่องให้จัดการอีกเยอะ ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระในชุมชนอีกแล้ว อย่างที่เขาว่าไว้ ถ้าใครไม่หาเรื่องเขา เขาก็ไม่ยุ่ง แต่ถ้าใครกล้าแหย่… เขาจะลงมือไม่ยั้งแน่นอน ดูตัวอย่างเจี่ยตงซวีกับอี้จงไห่ก็พอ
ทั้งคู่ถูกไล่ออกจากงานแล้ว อนาคตที่รอพวกเขาอยู่มีแต่ความมืดมน โดยเฉพาะอี้จงไห่ ถึงจะเคยเป็นช่างฝีมือระดับสูง แต่เมื่อท่านหลัวรับปากว่าจะ “บอกข่าว” ไปถึงโรงงานอื่น ๆ ต่อให้เขาเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้ารับเข้าทำงานอีก
สุดท้ายก็จะกลายเป็น คนตกงานถาวร นั่งอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่มีอะไรทำ ไม่มีรายได้ วัน ๆ ก็เอาแต่นั่งเครียด จนวันหนึ่งอาจจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ถึงตอนนั้น ถ้า “หญิงชราหูหนวก” ลานหลังตายไปอีก อี้จงไห่ก็จะไม่มีใครให้พึ่งพา ทางเดียวที่เหลืออยู่… คือย้ายกลับชนบทไปแบบไม่มีใครเหลียวแล
หลังจากเหออวี่จู้กลับเข้าบ้าน หลิวไห่จงก็หันไปชวนเหยียนปู้กุ้ยอย่างอารมณ์ดี “ไปดื่มกันไหมเพื่อน ! ที่บ้านฉันยังมีเหล้าเผาเหลืออยู่หน่อย กับถั่วลิสงแกล้มพอประมาณ”
เดิมทีเหยียนปู้กุ้ยกะจะกลับบ้านนอน แต่พอได้ยินว่า “มีเหล้า มีถั่ว” แบบนั้น เขาจะพลาดได้ยังไง ! “ไปสิ ! อยากชิมเหล้าดี ๆ ของนายอยู่พอดี !”
สองคนหัวเราะคิกคัก เดินไปยังหลังบ้านด้วยกัน
ส่วนเจี่ยตงซวี่ ? ...ไม่มีใครแม้แต่จะเหลียวมอง
ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นศิษย์ของอี้จงไห่อีกต่อไป ในสายตาคนในชุมชน เขาแทบไม่มีค่าอะไรแล้ว ที่ผ่านมา คนเคารพเขา ไม่ใช่เพราะเขา ไม่ใช่เพราะบ้านตระกูลเจี่ย แต่เป็นเพราะ “อี้จงไห่” แต่ตอนนี้เขาตัดขาดอี้จงไห่แล้ว ใครจะกล้าเข้าใกล้คนที่ “หักหลังครูบาอาจารย์” แบบนี้กัน ? ถ้าวันหนึ่งถูกแทงข้างหลังขึ้นมา ใครจะไปช่วยได้ล่ะ ?
“ตงซวี่ ! กลับบ้านนอนได้แล้ว !” เสียงของเจี่ยจางซื่อดังมาจากในบ้าน “สองคนนั่นก็ไม่ใช่คนดีอะไร แกอย่าไปยุ่งกับพวกมัน ! ไม่มีอะไรดีหล่นใส่แกหรอก !”
เจี่ยตงซวีได้ยินก็รีบเดินกลับเข้าบ้านเงียบ ๆ
ส่วนทางด้านหลิวไห่จง กลับถึงบ้านแล้วก็สั่งภรรยาให้เอาเหล้าเผากับถั่วลิสงออกมา แถมยังให้ตั้งกระทะเจียวไข่สองฟอง และเตรียมผักดองเป็นของแกล้มอีกชุด สองคนยกแก้วกันคนละใบ
“เชิญเหล่าเหยียน !”
“ขอบใจ !”
เหล้าเผาร้อนแรงพอเข้าปาก ก็ลามเป็นไฟไล่ลงถึงท้อง
“อู้ว ! แสบคอแต่สะใจ !” เหยียนปู้กุ้ยยิ้มกว้าง “ยังดีที่นายมีเงินซื้อเหล้าดี ๆ แบบนี้นะ ไม่เหมือนฉัน... เหล้าจาง ๆ ยังหาซื้อไม่ได้เลย !”
“ฉันเข้าใจนายดีเหล่าเหยียน” หลิวไห่จงยิ้มตอบ “บ้านนายก็ไม่ง่าย ต้องเลี้ยงคนตั้งหลายคน แต่ตอนนี้ลูกชายคนโตได้เข้าทำงานในโรงงานเหล็กแล้ว แค่รอให้ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ อีกไม่นาน... บ้านนายก็จะมีรายได้มั่นคงแน่นอน !”
เพราะข่าวที่ว่า “เหยียนเจียเฉิง” ได้เข้าไปทำงานในโรงงานเหล็ก สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งซื่อเหอหยวน !
ทุกคนต่างสงสัย ไม่เข้าใจว่าเขาเข้าไปได้อย่างไร จนกระทั่งมีคนไปสืบความจริงมาได้ จากปากของเหยียนเจียเฉิงเองว่า...เขาซื้อ “โควตาเข้าโรงงาน” มาจากมือของเหออวี่จู้ !
พอรู้แบบนั้น ใจคนก็เริ่มหวั่นไหว บางคนถึงกับอยากเข้าไปถามเหออวี่จู้ด้วยตัวเองว่า “ยังมีโควตาเหลืออีกไหม ? พอจะขายให้พวกเราบ้างหรือเปล่า ?”
เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า โควตาโรงงานเหล็กนั้นมีค่ามากแค่ไหน ! ขนาดลูกชายบ้านเหยียนที่ทำงานโรงทอ ยังได้แค่ค่าแรงห้าหยวนต่อเดือน แต่ถ้าเข้าไปทำงานในโรงงานเหล็ก ต่อให้เป็นแค่ช่วงฝึกงาน ก็ได้มากกว่าสามเท่า !
ที่สำคัญ พอได้เข้าไปทำงานปุ๊บ แค่บอกกับฝ่ายหญิงว่า "ทำงานอยู่โรงงานเหล็ก" พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ยินดียกลูกสาวให้ทันทีโดยไม่ต้องลุ้น
พอได้ยินแบบนั้น ใครกันจะไม่อิจฉา !
เหยียนปู้กุ้ยถึงกับพึมพำกับตัวเองว่า “ถ้าเหออวี่จู้ยังมีโควตาเหลืออีก ฉันก็อยากซื้อให้ลูกชายคนรองเหมือนกัน…ส่วนเจ้าเล็กยังเด็กเกินไป คงยังใช้ไม่ได้”
แต่สุดท้ายก็ต้องพับแผนไว้ เพราะรู้มาว่าโควตานั้นได้มาจากการที่ “เหอต้าชิง” ออกจากโรงงาน แล้ว “หลัวปั้นเฉิง” จึงโอนสิทธินั้นมาให้เหออวี่จู้ ตอนนี้โควตาจึงหมดเกลี้ยงแล้ว
แต่พอวันนี้รู้ว่าเหออวี่จู้กับหลัวปั้นเฉิงกำลังจะกลายเป็นพ่อกับลูกเขยกัน เหยียนปู้กุ้ยก็คิดใหม่ขึ้นมาทันที
แบบนี้... ขอแค่เขาเอ่ยปาก โควตาโรงงานอีกสองที่ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากแล้ว ! ที่สำคัญคือ... ราคาถูกมาก ! โควตาหนึ่งแค่สองร้อยหยวน ซื้อสองที่ก็แค่สี่ร้อย คนอื่นอาจไม่มีเงิน แต่เขา... “พอมีจ่าย !”
“เรื่องนี้ต้องขอบคุณเสี่ยวจู้จริง ๆ” เหยียนปู้กุ้ยพูดด้วยความซาบซึ้ง “ถ้าไม่ได้เขาให้โควตาโรงงานมา ลูกชายฉันก็คงยังต้องเป็นลูกจ้างชั่วคราวในโรงทอผ้าไปอีกนาน ทำทั้งชีวิตก็ได้เงินเดือนแค่ห้าหยวน ! แต่พอเข้าโรงงานเหล็ก เงินเดือนสูง มีเกียรติ แถมยังหาภรรยาง่ายอีกด้วย !”
“บ้านฝ่ายหญิงพอรู้ว่าลูกชายฉันทำงานที่โรงงานเหล็ก ก็รีบตอบตกลงจะแต่งงานทันที ! แต่ถ้ายังอยู่โรงทอผ้า... ใครจะรับข้อตกลงง่ายแบบนี้ ?”
หลิวไห่จงพอได้ยินเรื่องนี้ก็พยักหน้ารับหนัก ๆ อย่างเห็นด้วย “ใช่เลย ! บ้านฉันก็เหมือนกัน ! ลูกชายคนโตฉันก็จะแต่งงานเหมือนกัน แต่พอพูดถึงเรื่องแต่งงาน...ดันพูดเรื่อง ‘แยกบ้าน’ ซะงั้น ! อายุแค่นี้ จะออกไปอยู่เองแล้ว ? จะไหวเหรอ ? เดี๋ยวก็ไม่มีจะกิน จะมานั่งร้องไห้กลับบ้านแน่ !”
แต่พูดไปก็เท่านั้น...ลูกโตแล้ว ก็มีความคิดเป็นของตัวเอง ต่อให้เป็นพ่อแม่ ก็ห้ามไม่อยู่ หลิวไห่จงก็เลยได้แต่นั่งระบายออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
ถึงจะมีลูกสามคน แต่ในใจจริง ๆ แล้ว เขาชอบแค่คนโต ส่วนคนกลางกับคนเล็ก... ก็โดนด่าโดนตีเป็นกิจวัตร
แน่นอน เขาก็มีเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นอยู่หนึ่งอย่างว่า “เด็กที่โตจากไม้เรียวถึงจะรู้จักกตัญญู !” แต่เอาเข้าจริง ก็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ เพราะจริง ๆ แล้ว เขาแค่หงุดหงิดจากนอกบ้าน ไม่มีใครฟังเขา ไม่มีใครยอมเขา กลับบ้านมาก็เอาอารมณ์มาลงที่ลูกสองคนนั้น
ในบ้าน... ลูกไม่มีทางเลือก ไม่ฟังก็อดอยู่ ไม่ยอมก็ไม่มีข้าวกิน จะหนีก็ไม่มีที่ไป สุดท้ายเลยต้องทนโดนตี โดนว่าไปเรื่อย แต่ท้ายที่สุด...
ลูกที่โตด้วยไม้เรียว ไม่ได้ออกมาเป็นเด็กดีเสมอไป กลับกลายเป็นเด็กที่ไม่สนหัวผู้เป็นพ่อ มองทุกอย่างเป็นแค่เรื่องผลประโยชน์ ไม่ใช่ความรัก
เหยียนปู้กุ้ยเลยพูดปลอบใจอย่างมีเหตุผลว่า “เด็กโตแล้ว จะมีความคิดเป็นของตัวเองก็เรื่องธรรมดา จะอยู่หรือแยกบ้าน ไม่สำคัญหรอก แค่ทุกเดือนเขาเอาเงินกลับมาบ้านเป็นประจำก็พอแล้ว !”
“ฉันเองก็เหนื่อยเหมือนกัน เลี้ยงทั้งบ้านจากเงินเดือนแค่คนเดียวมันไม่ไหว นายไม่เหมือนฉันหรอก นายเงินเดือนเยอะ กินอยู่สบาย”
พูดพลางเหลือบมองด้วยความอิจฉา เพราะทั้งหลิวไห่จงและอี้จงไห่ต่างก็เป็นคนที่มีเงินเดือนสูงที่สุดในชุมชน
(แน่นอน... ไม่รวมเหออวี่จู้ ที่ตอนนี้รวยกว่าทุกคนแบบไม่เห็นฝุ่น)
“เอาเถอะ ไม่พูดเรื่องให้กลุ้มใจแล้วกัน !” หลิวไห่จงเปลี่ยนเรื่อง หันไปพูดด้วยน้ำเสียงเจือแผนการ “มาคิดกันดีกว่า ว่าจะจัดการเรื่องอี้จงไห่ยังไงดี”
“อย่างที่ฉันบอกแหละ...ตอนนี้เขาโดนไล่ออกไปแล้ว ยังจะนั่งเก้าอี้ ‘หัวหน้าผู้ดูแลชุมชน’ อยู่อีกเหรอ ? ฉันว่านะ เราสองคนควรไปแจ้งเรื่องนี้กับคณะกรรมการทหารให้เรียบร้อย ส่วนว่าจะให้ใครมาเป็น ‘หัวหน้าผู้ดูแลชุมชน’ คนใหม่...เราค่อยคุยกันอีกที หรือฟังคำสั่งจากเบื้องบนก็ได้”
พูดจบ หลิวไห่จงก็จ้องหน้าเหยียนปู้กุ้ย พยายามดูว่าอีกฝ่ายมีแผนอะไรในใจหรือเปล่า
ถึงแม้ว่าเหยียนปู้กุ้ยจะดูไม่มีบทบาทในชุมชนเท่าไหร่ แต่เขาคือ “ลุงสาม” คนปัจจุบัน ถ้าวัดตามลำดับ เขาก็มีสิทธิ์ชิงตำแหน่ง “หัวหน้าผู้ดูแลชุมชน” เช่นกัน หลิวไห่จงจึงไม่กล้าประมาทแม้แต่นิดเดียว
เหยียนปู้กุ้ยหัวเราะเบา ๆ แล้วพยักหน้าช้า ๆ “เหล่าหลิว ฉันเข้าใจนายดีนะ ! ถ้าทางการจะปลดอี้จงไห่จริง ๆ ฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย ใครจะมาแทนเขา ฉันไม่ขัดขวางแน่นอน”
“ถ้าเป็นนายได้ขึ้นตำแหน่ง... ก็เหมาะสมแล้ว ! อย่างน้อย ฉันอาจได้ติดร่มเงานาย ได้เลื่อนขั้นบ้างก็ยังดี !” เหยียนปู้กุ้ยพูดตรง ๆ “ฉันไม่หวังไกล ไม่หวังเป็นหัวหน้าผู้ดูแลชุมชนหรอก ขอแค่รักษาตำแหน่งผู้ดูแลที่สามให้ได้ก็พอ แต่ถ้าจะได้เป็น ‘ลุงรอง’ คนใหม่ ก็คงเป็นเรื่องดี !”
พูดแบบนี้ หลิวไห่จงก็โล่งใจเต็มที่ ในใจยิ้มร่า หน้าก็ยิ้มออก เขายกแก้วเหล้าเชิญอีกฝ่ายทันที
“งั้นต้องดื่มให้แก้วนี้แล้ว !”
พูดจบ ก็ชูแก้วขึ้นอย่างรื่นรมย์ รอยยิ้มบนหน้ากว้างจนเห็นฟันเกือบหมด
ทั้งคู่ดื่มจนหมดครึ่งขวด ถั่วลิสง ไข่เจียว และผักดองก็เกลี้ยงไม่เหลือสักชิ้น
หลังจากนั้น เหยียนปู้กุ้ยก็เดินโซเซกลับบ้าน ล้มตัวลงนอนบนเตียง หลับสนิททันที
ส่วนหลิวไห่จงก็ไม่น้อยหน้า พออีกฝ่ายกลับไป เขาก็ถอดเสื้อ ถอดรองเท้า ไม่แม้แต่จะล้างหน้า ล้างเท้า ล้มตัวลงนอน กรนเสียงดัง ภรรยาก็ได้แต่นั่งบ่นงึมงำ เก็บโต๊ะเงียบ ๆ คนเดียว...
รุ่งเช้า
เหออวี่จู้ตื่นเช้าเหมือนทุกวัน ออกกำลังกาย ล้างหน้าแปรงฟัน ทำกับข้าว จากนั้นก็พาอวี่สุ่ยไปส่งโรงเรียนตามปกติ
แต่เช้านี้ เขาไม่ได้รีบกลับทันที เขายังยืนรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนเงียบ ๆ จนกระทั่งเด็ก ๆ ทยอยเข้าไปจนหมด ตอนนั้นเอง หร่านชิวเย่ก็เดินเข้ามา
เธอมองเขาแล้วยิ้มเบา ๆ ไม่ได้เข้ามาทักอะไร เพราะทั้งสองมีความเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องพูด ต่างฝ่ายต่างรอ จนเด็กนักเรียนเข้าไปจนหมด ทั้งคู่จึงค่อยเดินเคียงข้างกัน และเริ่มบทสนทนาในยามเช้าอย่างเงียบงัน...