- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 112 งานเลี้ยงครอบครัวอันร้อนแรง ศิษย์กับอาจารย์เปิดศึก !
บทที่ 112 งานเลี้ยงครอบครัวอันร้อนแรง ศิษย์กับอาจารย์เปิดศึก !
บทที่ 112 งานเลี้ยงครอบครัวอันร้อนแรง ศิษย์กับอาจารย์เปิดศึก !
บทที่ 112 งานเลี้ยงครอบครัวอันร้อนแรง ศิษย์กับอาจารย์เปิดศึก !
ณ สำนักงานของ "หลัวปั้นเฉิง" ในโรงงานเหล็ก เหออวี่จู้กำลังนั่งอยู่พลางถือสัญญาอยู่สามฉบับในมือ ใบหน้าปะปนไปด้วยความขำขันและความจนปัญญา ก่อนจะหันไปมองหลัวปั้นเฉิง
“ลุงหลัว แบบนี้มันเกินไปหน่อยหรือเปล่า ? ต่อให้ผมจะโง่แค่ไหน ก็ยังรู้เลยว่า เงินแค่ 5,500 หยวน มันไม่มีทางซื้อร้านสองห้องกับบ้านอีกหนึ่งหลังได้แน่นอนครับ !”
เมื่อได้ยินคำพูดของเหออวี่จู้ หลัวปั้นเฉิงก็หัวเราะหึ ๆ อย่างอารมณ์ดี
“เอาน่า ของพวกนี้ ฉันได้มาจากคอนเน็กชั่นเก่า ๆ ของฉันทั้งนั้น ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้แพงอย่างที่นายคิดหรอก ก็ตามราคาที่เขียนในสัญญานั่นแหละ จ่ายมาเถอะ”
“ถึงแม้ว่าเรื่องงานจะเป็นเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวก็อีกเรื่อง แต่ยังไงซะ พวกเราก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จะพูดจาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันทำไมให้ปวดหัว ? เรื่องไม่กี่พันหยวน จะมาทำให้กระทบกระเทือนน้ำใจกันมันก็ไม่คุ้มใช่ไหม ? ถ้านายรู้สึกเกรงใจ งั้นเอาแบบนี้ เย็นนี้มาทำอาหารเย็นที่บ้านฉันสักมื้อเป็นไง ?”
คำพูดของหลัวปั้นเฉิง เล่นเอาเหออวี่จู้จนคำจะพูด ก็ในเมื่อพูดมาแบบนี้แล้ว เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร ?
“ขอบคุณครับลุงหลัว งั้นตามนี้เลย เย็นนี้ผมจะไปทำอาหารให้ที่บ้าน อาหารจีนแปดภาค ยี่สิบหกสาขาทั่วประเทศ ลุงเลือกมาได้เลย ขอแค่บอกชื่อเมนูกับมีวัตถุดิบ ผมทำให้ได้หมด !”
พูดจบ เหออวี่จู้ก็เผยท่าทีมั่นใจสุดขีด ไม่ได้ถ่อมตัวแม้แต่น้อย
“โอ้โห ! ปากกล้านักนะเรา!พูดแบบนี้แปลว่า สามสิบสี่ภาคอาหารทั่วประเทศ นายทำได้เกือบหมดเลยเหรอ ? ต่อให้เรียนจากในท้องแม่ก็เถอะ ยังไงก็ไม่น่าทำได้ขนาดนั้น !”
หลัวปั้นเฉิงร้องอุทานด้วยความตกตะลึง
เหออวี่จู้หัวเราะเบา ๆ แล้วตอบว่า “อาจเป็นเพราะผมมีพรสวรรค์เรื่องการทำอาหารก็ได้ครับ แค่เห็นขั้นตอนในหนังสือ ผมก็รู้สึกได้เลยว่าตัวเองสามารถทำออกมาได้แบบเป๊ะ ๆ”
แน่นอน เขาไม่มีวันบอกความจริง ว่าทั้งหมดนั้นมาจากรางวัลของระบบ เพราะไม่มีใครเชื่อแน่ ๆ ถ้าบอกว่าเป็นเพราะมีระบบช่วย มีแต่จะคิดว่าเขาบ้าไปแล้วแน่ ๆ !
ดังนั้นการบอกว่าเรียนมาจากหนังสือ จึงเป็นข้ออ้างที่ปลอดภัย แถมยังช่วยให้คนอื่นมองว่าเขามีพรสวรรค์อีกด้วย
“งั้นเอางี้เลย ทำ ‘อาหารตระกูลถาน’ ละกัน ! พอดีว่าป้าของนายไม่ได้กินมานานแล้ว ตอนที่พ่อของยังอยู่ ก็ชอบพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ว่าอยากกิน แต่ตอนนั้นฉันงานยุ่งเลยไม่ได้จัดให้ซักที จนเขาจากไปเสียก่อน...”
“ดีละ วันนี้ให้นายทำแทนพ่อนาย ถือว่าใช้หนี้บุญคุณ ! ฉันก็อยากชิมเหมือนกัน ว่าฝีมือนายจะขนาดไหน !”
หลัวปั้นเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เหออวี่จู้พยักหน้าทันทีโดยไม่ลังเล
“ได้เลยครับ รับรองลุงจะพอใจแน่นอน ! งั้นฝากลุงช่วยเตรียมวัตถุดิบด้วยนะครับ อยากกินอะไร ขอให้มีวัตถุดิบ ผมทำให้ได้หมด !”
“ผมจะไปตั้งแต่บ่าย เตรียมของซับซ้อนไว้ก่อน แล้วตอนเย็นค่อยลงมือจริงก็ยังทัน แต่ว่าตอนห้าโมงเย็น ผมต้องแวะไปที่โรงเรียนอนุบาล ไปรับน้องสาวกลับบ้านก่อนนะครับ”
“เรื่องวัตถุดิบง่ายมาก เดี๋ยวจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย !”
ว่าแล้วหลัวปั้นเฉิงก็ลุกขึ้น หยิบโทรศัพท์บนโต๊ะแล้วโทรหาโรงอาหารทันทีเขาพูดกับปลายสายว่า “ฉันจะมีงานเลี้ยงที่บ้านตอนเย็นนี้นะ ต้องการวัตถุดิบตามรายการต่อไปนี้…”
“ฮวางเหมินหยูฉือ (หูฉลามตุ๋น), เจี๋ยวจิไก่ (ไก่นึ่งเห็ดหญ้า), ไก่ป่าอบไม้ไผ่, ยินเอ๋อร์ซูฮุ่ย (ซุปเห็ดหูหนูขาว), หงเสาเป๋ายวี๋ (เป๋าฮื้อแดง), ลั่วฮั่นต้าเซี่ย (กุ้งใหญ่ลั่วฮั่น)”
“ตามนี้เลย เตรียมให้ครบ แล้วส่งไปที่บ้านฉันทันที !”
เมื่อวางสาย หลัวปั้นเฉิงก็หันมายิ้มกับเหออวี่จู้
“นี่ไง วัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว ! ฉันเลือกเมนูเด็ด ๆ จากอาหารตระกูลถานเลยนะ นายอย่าให้เสียชื่อเชียวล่ะ !”
“อีกเดี๋ยวนายก็ไปที่บ้านเลย ส่วนอวี่สุ่ย เดี๋ยวฉันให้เสี่ยวหลี่ไปรับจากโรงเรียน แล้วกลับพร้อมฉัน นายจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไป ๆ มา ๆ เป็นไง ?”
เห็นว่าอีกฝ่ายจัดการทุกอย่างไว้ครบ เหออวี่จู้ก็พยักหน้ารับโดยไม่อิดออด
เขาแต่เดิมตั้งใจจะไปรับน้อง แล้วขอบคุณ "หร่านชิวเย่" ที่ช่วยดูแลน้องสาวเมื่อคืน ถ้ามีโอกาสก็อยากเลี้ยงข้าวสักมื้อ แต่เมื่อแผนเปลี่ยนไปแบบนี้ ก็ไว้จัดการวันหลังก็แล้วกัน
“ตกลงครับ ฟังตามที่ลุงหลัวจัดการ !”
“นี่เป็นเงินค่าบ้านครับ”พูดจบ เหออวี่จู้ก็หยิบแบงก์เงินออกมาจากกระเป๋าสะพาย ทั้งหมดหกปึก ปึกละพันห้าปึก กับอีกปึกหนึ่งมีห้าร้อยหยวน รวมเป็นห้าพันห้าร้อยหยวนพอดี
“นายนี่กล้าจริง ! เงินเยอะขนาดนี้ ยังเอายัดใส่กระเป๋ามาแบบลวก ๆ เมื่อกี้ทำไมไม่บอกฉันล่ะ ? ถ้ามีใครเข้ามาห้องนี้ตอนเราไม่อยู่ แล้วเปิดเจอกระเป๋านายเข้า เงินหายหมดแน่ !”
หลัวปั้นเฉิงพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะตอนนี้ยังไม่มีระบบกล้องวงจรปิด ต่อให้เป็นโรงงานใหญ่แบบนี้ก็เถอะ ถ้ามีใครลอบเข้ามาตอนพักเที่ยง เปิดเจอกระเป๋าเงินที่ใส่เงินขนาดนี้ไว้ ก็มีหวังหายหมดแน่ ๆ
“ไม่เป็นไรครับ ใครจะไปคิดล่ะว่าผมจะเอาเงินใส่กระเป๋าง่าย ๆ แบบนี้ อีกอย่าง ที่นี่ก็ไม่ใช่ใครจะเข้ามาได้ง่าย ๆ ปลอดภัยแน่นอนครับ !” เหออวี่จู้พูดแบบไม่ใส่ใจ
“กล้าดีนี่ ! แต่บอกไว้เลยว่า ที่นี่ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด ! เสี่ยวหลี่เคยบอกฉันว่า ห้องนี้เคยมีร่องรอยคนแอบเข้ามาค้นของ อย่างน้อยเดือนละสองครั้ง ! แต่ไม่เคยจับได้ว่าเป็นใคร ! เพราะงั้น ห้ามทำแบบนี้อีก เข้าใจไหม ?”
เมื่อได้ฟังแบบนั้น เหออวี่จู้ถึงกับชะงัก เสี่ยวหลี่เป็นอดีตทหารหน่วยสอดแนม หากเขาพูดออกมาก็ต้องมีมูล
แสดงว่าตอนนี้สายลับยังไม่หมด คณะกรรมการทหารยังต้องทำงานหนักกันต่อไป
“รับทราบครับลุงหลัว ต่อไปผมจะระวังให้มากกว่านี้ !”
เมื่อเขารับปาก หลัวปั้นเฉิงจึงยิ้มออก รับเงินจากเขาแล้วเก็บใส่ตู้เซฟ
ทั้งคู่พูดคุยกันอีกสักพัก ก่อนที่เหออวี่จู้จะขอตัวออกไป โดยไม่ยอมให้ใครไปส่ง เขาขี่จักรยานเองตรงไปยังบ้านหลัวเพราะรถยนต์สมัยนี้เบาะแข็งอย่างกับหิน แถมยังร้อนแดด ไม่สะดวกเหมือนจักรยานที่ปั่นลมเย็น ๆ
“งั้นก็ได้ แต่ระวังทางด้วยนะเดี๋ยวฉันโทรบอกที่บ้าน ให้ป้าของนายเปิดประตูไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องรอ”
เหออวี่จู้พยักหน้ารับ หยิบของขึ้นจักรยานแล้วออกเดินทาง
……
ขณะเดียวกัน ที่แผนกงานในโรงงานเหล็กจู่ ๆ ก็มีชายสองคนเปิดศึกใส่กัน ท่ามกลางความตกตะลึงของเพื่อนร่วมงาน !
และสองคนนั้น ก็ไม่ใช่ใครอื่น...
ใช่แล้ว…สองคนที่ก่อเหตุวุ่นวายกลางโรงงานในตอนนี้ก็คือศิษย์อาจารย์ที่เคยสนิทกันยิ่งกว่าญาติ “อี้จงไห่” กับ “เจี่ยตงซวี”
เรื่องราวเริ่มต้นมาตั้งแต่เช้าอี้จงไห่อาศัยอำนาจเก่า สั่งงานเจี่ยตงซวีอย่างเอาเป็นเอาตาย งานที่ยัดให้วันนี้ เรียกได้ว่าเป็นสามเท่าจากปกติเลยก็ว่าได้ ต่อให้เอาชีวิตมาทิ้ง เจี่ยตงซวีก็ไม่มีทางทำให้หมดได้ภายในวันเดียว
แต่เขาไม่พูดไม่บ่นอะไรเพราะกำลังรอให้เหออวี่จู้ทำตามสัญญา เลื่อนเขาเป็นผู้ช่วยหัวหน้า แค่ขึ้นตำแหน่งได้เมื่อไหร่ อี้จงไห่ก็จะกลายเป็นเศษฝุ่นให้เขาก้าวข้ามทันที !
ดังนั้นเขาจึงก้มหน้าก้มตาฝืนทน แต่พอผ่านมาครึ่งวัน ก็ยังไม่มีข่าวเรื่องการแต่งตั้งใด ๆ จนตอนพักเที่ยง ขณะเดินไปโรงอาหาร เจี่ยตงซวีถึงกับมือสั่นเพราะเหนื่อยล้า นั่นมันไม่ใช่แค่เหนื่อยธรรมดา มันเรียกว่าหมดแรงจนแทบทรุด !
ใครจะไปคิดว่า...หลังจากกินข้าวเสร็จ เตรียมจะงีบพัก อี้จงไห่กลับมาอีกครั้ง พร้อมคำสั่งให้เขาลุกไปทำงานต่อ แถมยังขู่ว่า ถ้าไม่เสร็จตามเป้า จะรายงานตรงกับหัวหน้าแผนก ทำให้ถูกหักเงินเดือนอีกต่างหาก
หากเกิดขึ้นแค่หนึ่งสองครั้ง ยังพอทนแต่ในตอนนี้ อี้จงไห่ถือเป็นศัตรูโดยตรงของเจี่ยตงซวี ตราบใดที่เขายังไม่ได้ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้า คำสั่งของอี้จงไห่ก็จะยังคอยตามหลอกหลอนเขาอยู่เรื่อย ๆ
สุดท้าย เจี่ยตงซวีทนไม่ไหวสวนกลับไปเสียงดังลั่น “แกต้องการอะไร อี้จงไห่อย่ามาเล่นบทบารมีแถวนี้นะ ! ฉันจะบอกให้นะ ฉันจะได้เป็นผู้ช่วยหัวหน้าเร็ว ๆ นี้แล้ว !”
“เหออวี่จู้รับปากฉันเองว่าจะเพิ่มเงินเดือนฉันเป็นเดือนละ 100 หยวน แล้วก็เลื่อนตำแหน่งให้ด้วย ! แกควรหุบปากให้ไว ไม่งั้นเมื่อคำสั่งลงมาเมื่อไหร่ ฉันจะเอาคืนแกทั้งร้อยเท่าพันเท่าเลย ! !”
อี้จงไห่ฟังจบ ก็หัวเราะลั่นอย่างดูถูก เขาไม่อยากเชื่อเลยว่า อดีตศิษย์ที่เคยวางใจที่สุด จะกลายเป็นไอ้งั่งหัวโตได้ขนาดนี้
ไอ้โง่เอ๊ย...เรื่องจดหมายร้องเรียน ที่ไปเล่นงานเหออวี่จู้น่ะก็พวกเราทั้งคู่ร่วมมือกัน ! คิดเหรอว่าเหออวี่จู้จะยอมปล่อยให้แกรอดง่าย ๆ ? แกยังรับหน้าที่เป็นคนส่งซะด้วย เขาจะลืมได้ยังไง !
“เหออวี่จู้รับปากแก ?”
“ใช่ ! เขาพูดออกมาเองเลย !” เจี่ยตงซวีเงยหน้าตอบอย่างมั่นใจ
อี้จงไห่ถึงกับหัวเราะเสียงดังลั่นอีกครั้ง “ไอ้บื้อ ! อย่าไปโง่กว่าเหออวี่จู้เลยวะ แค่คำพูดลอย ๆ ก็หลอกแกได้หัวปั่น งั้นก็เอาเลย ฉันจะรอดูวันที่แกได้เป็นผู้ช่วยหัวหน้า ! ถ้าแกได้ตำแหน่ง ฉันจะลาออกเดี๋ยวนั้นเลย ! แต่ตอนนี้ หยุดพูดเรื่องไร้สาระแล้วลุกขึ้นไปทำงานซะ ! ไม่งั้นก่อนเลิกงาน ฉันจะรายงานแกแน่ ! เดือนนี้แกอย่าหวังได้เงินเต็ม ต่อให้ได้ครึ่งนึง ฉันจะยอมเปลี่ยนแซ่เลย !”
เขาไม่มีวันเชื่อว่าเหออวี่จู้จะช่วยให้ไอ้โง่อย่างเจี่ยตงซวีได้เงินเดือน ๆ ละ 100 หยวน หรือได้เลื่อนตำแหน่งอะไรทั้งนั้น
แล้วเหออวี่จู้เป็นใคร ? ไม่ใช่ลูกเขยของท่านหลัวซะหน่อย จะมีสิทธิ์ไปเปลี่ยนอะไรในโรงงานได้ !
อี้จงไห่มองเจี่ยตงซวีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช เหมือนมองควายตื่นข่าวก็ไม่ปาน
“ฉันไม่มีพ่ออย่างแก ! ไปไกล ๆ เลย ฉันจะพักผ่อน อย่ามากวน !”
เจี่ยตงซวีสบถลั่น แต่ก็ไม่ทันไร อี้จงไห่ก็ทำท่าจะเดินไปหาหัวหน้าทันที
“โอเค งั้นแกพักต่อไปนะ ฉันไปฟ้องหัวหน้าแผนกเดี๋ยวนี้เลย ! งานวันนี้แกไม่มีทางเสร็จหรอก ขอจดชื่อไว้ก่อนละกัน !”
สิ้นเสียง ความอัดอั้นที่เจี่ยตงซวีแบกไว้ทั้งเช้า ก็ระเบิดออกมาทันที
เขากระโดดพรวดขึ้นจากพื้นพุ่งเข้าใส่อี้จงไห่เต็มแรง ต่อยรัวแบบไม่ให้ตั้งตัว
“ไอ้สารเลว ! คิดว่าฉันเป็นหมูให้เชือดรึไง ! วันนี้ฉันจะอัดแกให้จมดิน !”
ถึงจะเหนื่อยมาทั้งวัน แต่เจี่ยตงซวีก็ยังหนุ่มแน่น แรงเยอะกว่าชัดเจน เพียงไม่กี่จังหวะก็จับอี้จงไห่กดลงกับพื้น
หมัดขนาดเท่าชาม ฟาดลงมาไม่ยั้ง อี้จงไห่ไม่ทันได้ตั้งตัว ทำได้แค่ยกมือป้องหัว ไม่ให้เจอเข้าจุดสำคัญ
เจี่ยตงซวีเหมือนคนคลั่ง ยิ่งชก ยิ่งสะใจ หมัดก็ยิ่งแรงขึ้น รัวเร็วขึ้น
“แกชอบวางแผนขัดขาฉันนักใช่ไหม ! ชอบทำเป็นกร่างใส่หน้าฉันนักใช่ไหม งั้นมานี่เลย ! รับไปซะให้หมด ! ! !”
พูดหนึ่งคำ ต่อยหนึ่งหมัด จนผ่านไปสิบกว่าหมัด อี้จงไห่ถึงกับร้องลั่น “โอ๊ย ๆ ๆ ๆ !”
เสียงดังขนาดนี้ แน่นอนว่าคนอื่นในแผนกได้ยินกันหมด พวกเขาจึงรีบวิ่งมาดู ก็เห็นภาพชัดเจน เจี่ยตงซวีกำลังนั่งคร่อมร่างอาจารย์ ต่อยรัวเหมือนตีกลองสงคราม !
ทุกคนถึงกับยืนอึ้ง
แม้ทั้งสองจะมีปัญหากัน แต่เรื่องเมื่อคืนยังไม่แพร่ไปทั่ว หลายคนยังไม่รู้เลยว่าคู่นี้ตัดขาดกันไปแล้ว
ตอนนี้ พอมาเห็นศิษย์ต่อยอาจารย์เข้าจริง ๆ ทุกคนถึงกับเหวอ
“เฮ้ย เจี่ยตงซวี ! หยุดเดี๋ยวนี้ !”
“จะบ้ารึไง ! กล้าลงมือกับอาจารย์ตัวเอง ใครให้กล้าขนาดนี้วะ !”
“เร็วเข้า ! ใครก็ได้ ช่วยแยกมันสองคนออกที !”
เสียงตะโกนดังก้อง พนักงานที่พักอยู่ก็ทยอยกรูเข้ามาช่วยกันดึงทั้งสองออกจากกัน
ในที่สุด หัวหน้าแผนก “จางเต๋อหง” ก็มาถึง เมื่อเห็นอี้จงไห่โดนซัดจนหน้าตาบวมเป่ง ก็ถึงกับยืนงงไปชั่วขณะ
“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ! ?”
“อาจารย์อี้ บอกผมที เกิดอะไรขึ้น ? เจี่ยตงซวีไปลงไม้ลงมือกับอาจารย์ตัวเองทำไม ?”
เขาหันไปถามอี้จงไห่ด้วยสีหน้างุนงง
อี้จงไห่ได้แต่ถอนหายใจแล้วเริ่มเล่าเรื่องให้ฟังแบบปนเศร้า
“หัวหน้าครับ วันนี้ผมแค่มอบหมายงานให้เขาเอง...ก็แค่อยากช่วยให้เขาพัฒนาทักษะช่างขึ้น เพื่อไปสอบปลายปีได้ดี ใครจะไปคิดว่าเขาจะไม่ขอบคุณ แถมยังมาว่าผมอีก พอผมตักเตือน เขาก็ลุกขึ้นมาทำร้ายผมเลยครับ !”
ยังไม่ทันพูดจบ เจี่ยตงซวีที่ถูกคนจับแยกไว้ก็โวยกลับสุดเสียง “โกหกทั้งเพ ! ไอ้แก่นรก ! กล้าพูดความจริงไหมวะ !”