- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 106 ใจเย็นดั่งน้ำแข็ง...หมาแก่ถึงกับสั่น !
บทที่ 106 ใจเย็นดั่งน้ำแข็ง...หมาแก่ถึงกับสั่น !
บทที่ 106 ใจเย็นดั่งน้ำแข็ง...หมาแก่ถึงกับสั่น !
บทที่ 106 ใจเย็นดั่งน้ำแข็ง...หมาแก่ถึงกับสั่น !
สายตาของเหออวี่จู้กวาดมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ภายในลานใหญ่ ไม่มีใครเลยที่ยอมยืนข้างเขา นอกจาก ‘เหยี่ยนปู้กุ้ย’ คนเดียวที่ยังกล้าพูดแทนเขา
แม้ว่าในอนาคตเขาจะเปิดร้านอาหาร ต้องใช้คนมากมาย ทั้งเด็กฝึกงานในครัว เด็กล้างจาน หรือพนักงานเสิร์ฟ เขาเคยคิดว่าหากมีใครสักคนในวันนี้กล้ายืนข้างเขา เขาก็พร้อมจะให้โอกาส ให้ตำแหน่ง ให้อนาคต
แต่ตอนนี้...เขาเห็นทุกอย่างชัดเจนแล้ว จิตใจพลันเย็นเฉียบ ราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว
อดีตชาติของเขา ทุ่มเททั้งแรงกายและใจให้กับซื่อเหอหยวนแห่งนี้ เอาเงินของหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ไปซื้อของให้พวกนี้กิน ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ให้พวกมันมีความสุข คิดแล้ว...ช่างโง่เขลาเสียจริง !
“ไอ้พวกหมาเวร ! ! จะอดจะหนาวตายก็เพราะพวกแกมันสมควร ! ! วันนี้ ถ้ามีคนกล้ายืนขึ้นมาพูดแทนฉันแม้แต่คนเดียว แค่คนเดียว ฉันจะไม่ถือสาอะไรเลย ! แต่ไม่มีเลยซักคน ! ไม่มีซักคำพูด ไม่มีซักแววตาที่เห็นใจ ! โอ้โห...เปิดหูเปิดตาดีจริง ๆ !”
ในใจของเหออวี่จู้ปั่นป่วนไปหมด ทั้งร้อน ทั้งเย็น ทั้งเปรี้ยว เผ็ด ขม หวาน ผสมปนเปกันจนพูดไม่ออก
ในขณะนั้นเอง เสียงของอี้จงไห่ก็ดังขึ้น
“เหออวี่จู้ นายก็น่าจะเห็นแล้วล่ะ ว่าทุกคนในซื่อเหอหยวนไม่มีใครค้านการตัดสิน ! งั้นตอนนี้ เชิญนายกล่าวขอโทษต่อครอบครัวเจี่ย พร้อมทั้งชดใช้ค่ารักษาพยาบาลต่อหน้าพวกเรา และชาวบ้านทุกคนในลานใหญ่ทันที !”
เขากล่าวด้วยท่าทีหนักแน่น ราวกับราชโองการจากสวรรค์ หวังจะกดเหออวี่จู้ด้วยแรงกดดันจากฝูงชน แต่แรงกดดันนั้น มันจะได้ผลกับคนที่ ‘กลัว’ เท่านั้น
กับเหออวี่จู้ตอนนี้เหรอ... พูดเลยว่าไม่ระคายผิวแม้แต่น้อย
เขาหรี่ตาลง มองกลับไปที่อี้จงไห่และหลิวไห่จง สายตาเย็นยะเยือกคล้ายใบมีด มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน
“อี้จงไห่ หลิวไห่จง พวกแกนี่ช่างทุ่มเทนักนะ ! จะเล่นงานฉันให้ได้เลยใช่ไหม ตามตื้อไม่ปล่อยแบบนี้ ! งั้นฉันขอถามจริง ๆ หน่อยเถอะ ฉันไปทำอะไรให้พวกแกนักหนา ถึงต้องรุมเล่นงานกันแบบนี้ ?”
อี้จงไห่ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า ตอบกลับเรียบเฉย
“นายไม่ได้ทำอะไรผิดกับใครทั้งนั้น ! เราก็แค่ยึดมั่นในความยุติธรรม!ไม่ว่าใครจะโดนรังแก หรือถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เราก็ต้องออกโรงช่วยทั้งสิ้น !”
“วันนี้ถ้าไม่ใช่เจี่ยจางซื่อ แต่เป็นคนอื่น เราก็จะทำแบบเดียวกัน ! เลิกพูดวกไปวนมาเถอะ ! เชิญนายทำตามมติของซื่อเหอหยวนได้เลย ! ไม่อย่างนั้น เราจะใช้มาตรการบังคับ ! และอย่ามาว่าเราใจร้ายทีหลังก็แล้วกัน !”
คำพูดนั้น ฟังเผิน ๆ ดูดีมีเหตุผล เหมือนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่คนที่ฟังแล้วรู้สึกคันยิบ ๆ ที่กระดูกสันหลังมากที่สุด...คือเหออวี่จู้
เขาไม่อยากพูดให้เปลืองน้ำลายอีก
“อี้จงไห่ พอได้แล้ว อย่าเสแสร้งเลย ทำไมไม่พูดตรง ๆ ว่า พวกแกเคืองที่ฉันตบหน้าพวกแกกลางลาน ? เพราะเรื่องแค่นั้น ถึงกับยอมเขียนจดหมายร้องเรียน ส่งไปฟ้องถึงร้านเฟิงเจ๋อหยวน ?”
“แถมยังผลักดันให้ฉันโดนไล่ออกอีก ? คิดว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้เหรอ ? อย่าลืม ซื่อเหอหยวนไม่ใช่โลกของพวกแกคนเดียว ! !”
ทันทีที่พูดจบ เสียงซุบซิบก็ดังระงมไปทั่วลาน หลายคนเพิ่งรู้ ว่าเหออวี่จู้ถูกไล่ออก...เพราะจดหมายร้องเรียน และคนที่เขียนจดหมายนั้นก็คืออี้จงไห่ !
สายตาของคนทั้งลานใหญ่ เริ่มมองเขาด้วยความลังเล สงสัย และหวาดกลัว
‘ไอ้หมาแก่...มันกล้าเล่นลับหลังขนาดนี้เลยเหรอ ? ต่อไปฉันจะทำอะไรในบ้าน ยังต้องระแวงมันส่งจดหมายอีกไหมเนี่ย ? ’
ความไว้ใจที่อี้จงไห่สร้างมาหลายสิบปี เริ่มสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด
เขารีบตอบกลับทันควัน “เหออวี่จู้ ! แกอย่ามาใส่ร้าย ! แกมีหลักฐานไหมว่าฉันเป็นคนเขียนจดหมาย ? ไหนล่ะ มีลายเซ็นฉันไหม ? ไม่มีชื่อ ไม่มีพยาน นี่มันเป็นแค่กระดาษเปล่า ๆ ! ฉันว่าที่จริง แกอาจจะจัดฉากเองก็ได้ !”
เงียบ... เงียบมาก... จนได้ยินเสียงฝีเท้าของเหออวี่จู้ ขณะเดินขึ้นมาข้างหน้า
เขาล้วงมือเข้าในกระเป๋า หยิบจดหมายออกมา ใบหน้าของอี้จงไห่ซีดเผือดทันที เขาจำได้...นั่นคือจดหมายที่เขาเขียนด้วยลายมือของตัวเอง ! !
‘มัน...มันมาอยู่ในมือไอ้เด็กนี่ได้ยังไง ! ’
แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เหออวี่จู้ยื่นจดหมายให้คนในลานใหญ่หมุนเวียนดูกันไป เสียงพูดคุยก็ตามมาอย่างไม่ขาดสาย
“เฮ้ย...นี่มันลายมืออี้จงไห่จริง ๆ นี่หว่า ! โดยเฉพาะตรงวงกลมที่ขีดไว้ นี่มันสไตล์ลายมือเขาเลย ! โอ๊ย...ชักไม่ไว้ใจแล้วนะ แบบนี้ต่อไปจะเขียนฟ้องฉันไหมล่ะ !”
เรื่องราวบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง...
“หรือว่า...เจี่ยตงซวีเป็นลูกแท้ ๆ ของอี้จงไห่กับเจี่ยจางซื่อ !”
...
ความวุ่นวายไม่มีทีท่าจะหยุด สีหน้าของอี้จงไห่แดงเถือกเหมือนกะหล่ำปลีสุก แต่เหออวี่จู้ก็ยังไม่หยุด
“อี้จงไห่ แกยังกล้าเถียงอีกไหมว่าจดหมายนี่ไม่ใช่ฝีมือแก ? ถ้างั้น...กล้าสาบานไหม ? ถ้าโกหก ขอให้แกไม่มีลูกไปตลอดชีวิต ! ถ้ามีลูก...ก็ขอให้ลูกเกิดมา ‘ไม่มีรูทวาร’ !”
คำสาบานชวนขนลุก ทำให้ทุกคนเงียบกริบ แต่อี้จงไห่ถอยหนึ่งก้าวทันที เขาไม่กล้าสาบาน เพราะเขารู้ดีว่าจดหมายนั่นเป็นของเขาจริง
เขาพูดเลี่ยงทันควัน “เหออวี่จู้ ! แกอย่ามาใส่ความฉัน ! แกจะบอกว่าใครเขียนก็ได้ ลายมือใครก็เลียนแบบได้ ! ไม่มีชื่อ ไม่มีพยาน แบบนี้ใช้กล่าวหาคนไม่ได้หรอก ! ถ้าอยากให้ฉันรับผิด ก็ต้องหาคนที่เห็นกับตามาเป็นพยาน !”
เขาพยายามจะล้างมือจากทุกข้อกล่าวหา คิดว่าคนที่รู้...ไม่มีใครกล้ายืนข้างเหออวี่จู้
แต่แล้ว... เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในใจของใครบางคน ใช่ ถึงเวลาของเขาแล้ว
ในเวลานั้นเจี่ยตงซวี่จึงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากที่นั่ง...