- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 107 ตีกลับ ปิดบัญชีถึงราก !
บทที่ 107 ตีกลับ ปิดบัญชีถึงราก !
บทที่ 107 ตีกลับ ปิดบัญชีถึงราก !
บทที่ 107 ตีกลับ ปิดบัญชีถึงราก !
ทั้งลานใหญ่เงียบกริบ ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่อี้จงไห่ รอฟังว่าชายผู้นี้จะจัดการกับเหออวี่จู้อย่างไร แต่ไม่ทันที่ใครจะได้คาดเดาอะไรต่อไปได้ ก็มีคนลุกขึ้นจากที่นั่ง... และคนนั้นคือ “เจี่ยตงซวี” !
บรรยากาศในลานใหญ่เริ่มแปลกไป สถานการณ์ชวนให้อึ้งจนทุกคนหยุดหายใจ เพราะเมื่อครู่ อี้จงไห่ยังพูดปาว ๆ ว่า เขาไม่ได้เขียนจดหมายร้องเรียน เว้นเสียแต่...จะมี “พยาน” ออกมายืนยัน และตอนนี้ พยานคนนั้น กำลังยืนขึ้นมาแล้ว !
ทุกคนตะลึงงัน อี้จงไห่เองก็เช่นกัน ถึงกับงุนงงไปหมด
"ตงซวี ! แกลุกขึ้นมาทำไม ? จะไปเข้าห้องน้ำเหรอ ? งั้นรีบไปเถอะ เดี๋ยวกลับมาแล้วให้เหออวี่จู้ขอโทษแม่แก แล้วก็จ่ายค่ารักษาให้ ! "
เขารีบพูดสวนขึ้น พร้อมโยนเหยื่อล่ออีกคำให้ตงซวีหันเหความสนใจ แต่จริง ๆ แล้ว เขาเองก็กำลังกลัวจับใจ ว่าถ้าศิษย์รักของเขา กลายเป็นคนที่เปิดโปงตัวเขาเองต่อหน้าผู้คน... เพราะนั่นคงจะเป็นเรื่องตลกระดับตำนานของซื่อเหอหยวนที่ไม่มีวันลบเลือนได้เลย
เจี่ยตงซวี่ยืนนิ่ง ก่อนจะเปิดปากขึ้นอย่างช้า ๆ “อาจารย์...ผมขอเรียกคำนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกันนะครับ ตอนผมเข้าทำงานที่โรงงานรีดเหล็ก คนที่สอนผม ฝึกให้ผมจนมีทักษะยืนหยัดอยู่ได้ ก็คือท่าน…ท่านเป็นคนสอนผมว่าเป็นคนต้องมีความซื่อสัตย์ มีเมตตา มีคุณธรรม”
“คำสอนพวกนั้น ผมจำขึ้นใจไม่เคยลืมเลยครับ วันนี้...ผมก็เลยต้องลุกขึ้นมาพูดความจริงสักครั้ง ไม่อย่างนั้น ผมคงไม่มีหน้ามองตัวเองในกระจก ผมทำใจไม่ได้ครับ ที่จะโกหกคนอื่น เพียงเพื่อจะรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง”
“ขอโทษนะครับ อาจารย์… วันนี้ ต่อให้ท่านจะโกรธ ด่าผม หรือไม่ยอมรับผมอีกต่อไป ผมก็ยอม แต่เรื่องนี้...ผมต้องพูด !”
เสียงของเจี่ยตงซวี่ดังก้อง กลั่นออกมาจากใจ ทุกคนในลานใหญ่ต่างมองเขาด้วยความตกตะลึง แม้แต่เจี่ยจางซื่อกับฉิหวยหรูเองก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเขาจะทำอะไรกันแน่ แต่คนที่เข้าใจดีที่สุด... ก็คือเหออวี่จู้
เขานั่งสงบนิ่ง ดวงตาฉายแววเยือกเย็นราวกับรู้ว่าทุกอย่างกำลังเข้าสู่บทสรุป ในขณะที่อี้จงไห่เริ่มกระวนกระวายอย่างหนัก
“ตงซวี ! นั่งลงเดี๋ยวนี้ ! อย่าลืมนะ ฉันคืออาจารย์ของแก ! แกจะทำอะไรกันแน่ ? แกจะพูดอะไรออกมา !”
อี้จงไห่เริ่มเดือด หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก เขาเริ่มเดาออกแล้วว่าเจี่ยตงซวีกำลังจะเปิดโปงอะไร และเขารู้ดีว่า ถ้าเจี่ยตงซวีพูดออกมาเมื่อไหร่...เขาจบเห่แน่ !
เขาไม่สามารถนั่งเฉยอีกต่อไปแล้ว ลุกพรวดขึ้น ตบโต๊ะเสียงดังลั่น ตะโกนออกมาด้วยความร้อนรน แต่ก็ไร้ประโยชน์...
ในเมื่อสิ่งที่เหออวี่จู้ให้เจี่ยตงซวี่ไว้มันช่างเย้ายวนเหลือเกิน เงินเดือนหนึ่งร้อยหยวน ! ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าในโรงงานเหล็ก ! และในอนาคต อาจได้เลื่อนเป็นรอหัวหน้าแผนก !
หากเป็นใครคนอื่นพูด เขาคงไม่เชื่อ แต่คนพูดคือ ลูกเขยของประธานโรงงาน หลัวปั้นเฉิง ! อีกไม่กี่เดือน เหออวี่จู้ก็จะเข้าพิธีแต่งงานกับลูกสาวของเขาแล้ว ดังนั้น ทุกคำพูดของเขา...คือ "คำมั่น" ที่ไว้ใจได้ !
ผลประโยชน์ตรงหน้ามันเยอะเหลือเกิน เยอะจน “ความกตัญญู” ก็ถูกสั่นคลอน
เจี่ยตงซวีมองอาจารย์ของตนเองด้วยสายตานิ่งเย็น "อาจารย์...ท่านไม่ต้องพูดอีกแล้วครับ เหมือนที่เหออวี่จู้พูดไว้... หากไม่อยากให้ใครรู้ ก็อย่าได้ทำสิ่งนั้นแต่แรกวันนี้ เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ท่านอยากปิดบัง ยังไงก็ปิดไม่มิดหรอกครับ”
“คนทั้งซื่อเหอหยวน เขารู้กันหมดแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา เพราะเกรงใจท่านเท่านั้นเอง แต่ผมน่ะ...ผมกลัวว่าพ่อผมจะกลับมาบีบคอผมตายตอนกลางคืนเสียมากกว่า !”
(ใครบางคนในลานใหญ่เผลอหัวเราะออกมาเบา ๆ )
นี่มันมุก “อัญเชิญวิญญาณบรรพบุรุษ” ของตระกูลเจี่ยโดยแท้ ! เจี่ยจางซื่อผู้เป็นแม่ เวลาเดือดร้อน ก็ชอบเรียกวิญญาณพ่อเจี่ยขึ้นมาอ้าง ตอนนี้ลูกชายก็สืบทอดตำรา เรียกวิญญาณพ่อขึ้นมาข่มใจตัวเองเช่นกัน !
อี้จงไห่เริ่มเดือดดาลจนแทบบ้า “เจี่ยตงซวี่ ! หยุดพูดเดี๋ยวนี้ ! แกลองเอามือจับหน้าอกตัวเองดู ว่าฉันเคยทำอะไรให้แกเสียใจบ้าง ! แกจะทำแบบนี้กับฉันเหรอ ?”
“แกจะกบฏต่อครูบาอาจารย์ใช่ไหม ? อย่าคิดนะว่าแกจะยังได้ทำงานอยู่ที่โรงงานอีก !”
ในขณะที่อี้จงไห่กำลังแยกเขี้ยวใส่ลูกศิษย์ เหออวี่จู้กลับนั่งไขว่ห้างอย่างสบายใจ ล้วงบุหรี่ออกมา จุดไฟ สูบอย่างเงียบ ๆ แล้วพ่นควันใส่อากาศ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่เจ็บลึก
“อี้จงไห่...จะขู่ใครก็คิดให้ดี ทำไม ไม่อยากให้ใครพูดความจริง ? หรือกลัวว่าความลับของแกจะถูกเปิดเผยจนหมด ? กลัวจะต้องอับอายต่อหน้าคนทั้งลานบ้านงั้นเหรอ ?”
คำพูดนั้นแหลมคมยิ่งกว่ามีด แทงลึกเข้าไปถึงใจดำของอี้จงไห่ ใบหน้าเขาซีดเผือด ราวกับกินแมลงวันเข้าไปทั้งฝูง
ใช่แล้ว... นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาต้องเจ็บหนักเพราะ "เจี่ยตงซวี" ครั้งแรก เขาพยายามปกป้องครอบครัวเจี่ย แต่คนพวกนี้กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้เขาต้องหน้าแตกกลางลานบ้าน
โดนเหออวี่จู้ตบหน้า จนพูดไม่ออก และตอนนี้...เขาพยายามจะช่วยเจี่ยตงซวี่อีกครั้ง หวังจะแก้แค้นให้ แต่ผลลัพธ์กลับ ยิ่งเจ็บหนักกว่าเดิม !
เจี่ยตงซวียังคงพูดต่อด้วยความแน่วแน่ "อาจารย์ครับ ผมเคารพท่านอย่างที่สุด ทั้งในฐานะครูผู้สอน ทั้งในฐานะผู้ใหญ่ในชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มมองเห็นว่าท่านเปลี่ยนไป"
“ท่านเริ่มไขว่คว้าอำนาจ กลัวเสียเก้าอี้ กลัวคนอื่นเหนือกว่า จนในที่สุด...ผมแทบจะจำท่านไม่ได้แล้วครับ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดออกมาเต็มเสียง “เอาจริง ๆ เลยนะครับทุกคน จดหมายร้องเรียนที่ทุกคนเห็นกันเมื่อครู่ เป็นลายมือของอาจารย์ผมเอง ! และผม...เป็นคนเอาไปส่งไปรษณีย์ด้วยตัวเอง !”
“เหตุผลที่เขาเขียน ก็เพราะเหออวี่จู้เคยไม่ให้เกียรติ ไม่ยกย่องเขาในฐานะผู้อาวุโส และยังเคยตบหน้าเขาต่อหน้าสาธารณชน ! เขาเลยโกรธมาก...ถึงขั้นสาบานว่าจะเล่นงานเหออวี่จู้ให้ถึงที่สุด !”
เสียงในลานใหญ่ระเบิดขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของอี้จงไห่ถอดสี มือที่เคยแน่นสั่นเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุม ครั้งนี้...เกมพลิกหมดแล้วจริง ๆ
“การประชุมในวันนี้ เขากับลุงรองไม่ได้สืบหาความจริงใด ๆ เลย ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการตัดสินใจโดยพลการล้วน ๆ ! อีกอย่าง แม่ผมก็ไม่ได้ปวดหัวข้างเดียวอะไรเลย ไม่ได้ไปหาหมอ ไม่ได้ใช้เงินค่ารักษาอะไรทั้งนั้น !”
“ทั้งหมดนี่...เขาโกหกเองทั้งนั้น ! พูดตรง ๆ ก็คือ เขาเห็นว่าอวี่จู่เงินเดือนเยอะ ก็เลยจะรีดเงินให้หมดตัว แถมจะยึดห้องเล็กของบ้านเขาเอามาให้ผมอีกด้วย ! แค่หวังว่าผมจะเลี้ยงเขาตอนแก่เฒ่า ส่งเขาไปสู่สุคติก็เท่านั้น !”
อี้จงไห่ที่ยืนอยู่ตรงนั้น ฟังคำพูดของเจี่ยตงซวีแล้ว ก็ถึงกับหมดเรี่ยวแรง น้ำเสียงสิ้นหวัง
เขารู้ดี... วันนี้เขาแพ้อีกครั้ง แพ้แบบหมดรูป ไม่เหลือแม้แต่ทางกลับมา แม้แต่ “ศิษย์รัก” ก็ยังหันหลังให้ แถมยังเสียบมีดเข้ากลางหลังโดยไม่ลังเล เขายังจะเหลือหน้าไปพูดอะไรได้อีก ?
ยังจะมีสิทธิ์ไปจัดการเหออวี่จู้อีกหรือ ? ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว เหลือเพียงแค่ชื่อเสียงที่ถูกฉีกยับ กับศักดิ์ศรีที่พังครืนต่อหน้าผู้คน ต่อไปนี้ คนในลานบ้านจะพูดถึงชื่ออี้จงไห่อย่างไร ?
“อี้จงไห่เหรอ ? หึ ! คนที่กลายเป็นเรื่องตลกไง ! ศิษย์ตัวเองยังทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาแฉกลางลาน ! ถ้าเป็นฉันนะ จะฉี่ราดใส่ตัวเองให้จมน้ำตายซะ ยังดีกว่ามีหน้ามีชีวิตอยู่ !”
“อี้จงไห่น่ะไม่มีลูกไม่ใช่เพราะเวรกรรมจากสวรรค์หรอก... แต่เพราะเขาสะสมกรรมเองต่างหาก ! ชาตินี้ไม่มีลูก ก็เพราะทำเรื่องเลวไว้มาก !”
เสียงซุบซิบของชาวบ้านเหมือนเข็มเล่มเล็ก ๆ แทงเข้ามาทั่วร่าง ทุกคนยังคงเงียบกริบ... ตั้งใจฟังเจี่ยตงซวีที่ยืนอยู่กลางลาน เขายังคงพูดต่ออย่างไม่ลดละ
“พี่หลี่ ที่บ้านพี่มีปัญหาก่อนหน้านี้ จริง ๆ พี่ไม่ได้ผิดอะไรเลยนะครับ ! แค่อาจารย์ของผมอยากได้บุญคุณจากบ้านเว่ย ก็เลยเอนเอียงเข้าข้างเขา แล้วบ้านเฉินที่เงินหายไปไม่กี่หยวน จริง ๆ ก็ไม่มีใครอื่นเอาไปหรอกครับ... เป็นอาจารย์ผมนั่นแหละที่เก็บไป !”
“แต่อายที่จะคืนให้ ก็เลยปล่อยให้เรื่องเงียบไป ไม่ออกมาช่วยหาด้วยซ้ำ เพราะกลัวจะถูกเปิดโปง ! แล้วเรื่องของลูกสาวพี่สะใภ้หวัง... ก็เป็นอาจารย์ผมนั่นแหละที่เป็นคนปล่อยข่าว !”
ชื่อแล้วชื่อเล่า ความลับแล้วความลับ ถูกแฉออกมาแบบไม่หยุดหย่อน ตอนแรก คนในลานก็นั่งฟังด้วยความเพลิดเพลิน เหมือนดูละครเรื่องใหญ่ แต่พอเริ่มพูดถึงชื่อคนใกล้ตัว ชื่อของตัวเอง...
สีหน้าของผู้ฟังก็เริ่มเปลี่ยนไป บางคนกำหมัดแน่น บางคนเริ่มจ้องอี้จงไห่ด้วยสายตาโกรธแค้นค่อย ๆ ทีละคน ทีละกลุ่ม สุดท้าย... กว่าครึ่งของคนในลาน เริ่มส่งสายตาเย็นเฉียบไปทางอี้จงไห่
“เฮ้อ…ก็ประมาณนี้แหละครับ”
“จริง ๆ แล้ว เรื่องพวกนี้ผมเก็บไว้ในใจมานานมากแล้ว ! แต่ผมไม่กล้าพูดออกมา…วันนี้ ถ้ายังไม่พูดอีก ผมคงอึดอัดจนระเบิดตายไปก่อนแน่ ๆ”
“ผมไม่อยากเห็นใครต้องมารับเคราะห์แทนคนผิดอีกต่อไป หวังว่าทุกคนจะให้อภัยผมนะครับ ให้อภัยที่ผมเคยร่วมมือกับเขา ปล่อยให้เรื่องเลว ๆ พวกนี้เกิดขึ้น !”
เจี่ยตงซวีพูดจบ ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ โค้งคำนับอย่างจริงใจต่อหน้าทุกคน สีหน้าเต็มไปด้วยความสำนึกผิด ราวกับ “ผู้เสียสละเพื่อความยุติธรรม” แต่ในสายตาของเหออวี่จู้ มันกลับดูเสแสร้งจนขนลุก
กลิ่นนางร้ายมันชัดจนลอยขึ้นฟ้าเลยนะ เจี่ยตงซวี
เหออวี่จู้แอบคิดในใจอย่างขบขัน “ไม่แปลกใจเลยที่แกกับฉินหวยหรูจะลงเอยกันได้ ก็พวกเดียวกันไง ! สายเลือดมันเข้ากันดีจริง ๆ !”
หันกลับไปมองชาวบ้านในลาน แต่ละคนเริ่มฉุนเฉียวขึ้นเรื่อย ๆ เหออวี่จู้จึงหันไปพูดกับอี้จงไห่ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “อี้จงไห่... ยังจะมีหน้าพูดอะไรอีกไหม ?”
“คนที่เปิดโปงเรื่องทั้งหมด ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ศิษย์รักของแกเอง ! ยังจะกล้าปฏิเสธอีกหรือเปล่า ? ส่วนเรื่องของฉันก็เคลียร์ชัดหมดแล้ว”
“พวกแกสองคนอาศัยตำแหน่งผู้ดูแลซื่อเหอหยวนทำเรื่องชั่วสารพัด ถ้าเรื่องพวกนี้ไปถึง ‘คณะกรรมการทหาร’ แกคิดว่าจะลงเอยยังไงล่ะ ?”
“หืม ? อี้จงไห่... หลิวไห่จง ?”
ทันใดนั้น หลิวไห่จงก็รีบยกมือร้องเสียงหลง “เฮ้ย ๆ ๆ เสี่ยวจู่ ! อย่าไปแจ้งนะ ! จริง ๆ เรื่องวันนี้... มันไม่ค่อยเกี่ยวกับฉันเท่าไหร่เลย !”
“ที่พูดเมื่อกี้น่ะ... อี้จงไห่เขาบอกให้ฉันพูด ! ฉันไม่รู้อะไรหรอก ! เขาเป็นผู้ดูแลใหญ่ ฉันก็เลยไม่กล้าขัดคำ ! ฉันก็แค่โมโหเรื่องตอนที่แกจัดเลี้ยง กลับเชิญแต่เหล่าเหยียน ไม่เชิญฉัน ! แค่หงุดหงิดนิดหน่อยเอง ! ไม่คิดจะทำให้มันบานปลายแบบนี้ !”
“พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ฉันจะทำแบบนั้นได้ยังไง ! แล้วอีกอย่าง อวี่สุ่ยน้องสาวแกก็ยังเล็กอยู่ ฉันจะทำร้ายเด็กได้ยังไงกัน ! ฉันก็แค่... อยากเตือนแกนิดหน่อยเอง ไม่ได้อยากให้แกต้องจ่ายเงิน หรือเสียบ้านหรอก !”
หลิวไห่จงพูดยาวเป็นชุด จับใจความได้ว่า “อย่าเหมารวมฉันนะ ฉันก็แค่ผ่านมาเฉย ๆ !” แต่ในสายตาคนอื่น มันคือการพยายามล้างมือในอ่างทองคำ
ในเมื่อแกก็พูดไปแล้ว ทำไปแล้ว จะมาปัดความรับผิดชอบตอนนี้ มันช้าไปแล้ว ! ดูอย่างเหยียนปู้กุ้ยสิ ยังไม่ตกหลุมพรางเลย ! พูดตอนนี้ มันก็แค่ไร้สาระ
เหออวี่จู้ไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องไปที่อี้จงไห่ รอคำตอบ แต่ตอนนี้อี้จงไห่เองก็จนมุมแล้ว เพราะสิ่งที่เจี่ยตงซวีพูด มันคือความจริงทั้งหมด
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ คนที่พูดดันเป็นศิษย์ที่เขาเลี้ยงมากับมืออีกต่างหาก คนจึงยิ่งเชื่อ ไม่เหลือช่องให้โต้แย้งใด ๆ สุดท้าย เขาก็เอ่ยขึ้นช้า ๆ
“วันนี้ฉันยอมรับก็แล้วกัน ! อยากทำอะไรก็เชิญ จะฆ่าจะอะไรก็แล้วแต่ !” อี้จงไห่กัดฟัน กัดคำ ปล่อยให้ความพ่ายแพ้ไหลเข้ามาอย่างไม่ต้านทาน
เหออวี่จู้ได้ยินแล้วกลับกลอกตาใส่ “เฮ้ย อย่าเพิ่งยอมแพ้ดิ ! ฉันอุตส่าห์จัดฉากใหญ่ขนาดนี้ แกมาทำแบบนี้ ใครจะดูละครต่อเล่า ! มาเลย ฉันให้โอกาสอีกครั้ง”
“รวมคำพูดใหม่มา ฉันอยากเห็นแกกลับมาอวดดีอีกสักรอบ ! ไหน ๆ แกก็เป็นช่างฝีมือระดับสูง เป็นผู้ดูแลในซื่อเหอหยวน เป็นคนสำคัญ ! จะยอมแพ้ง่าย ๆ ได้ยังไงกันล่ะ !”
เขาหัวเราะเย็น ๆ มองอี้จงไห่ที่หมดสภาพ อย่างกับหมาตกน้ำ ในชาติก่อน เขาเคยปรานีคนพวกนี้... โดยเฉพาะ ปังเกิ๋ง เจ้าหมาหัวเน่าที่ไม่เคยเรียกเขาว่าพ่อแม้แต่ครั้งเดียว
แต่เขาก็ยังอุตส่าห์หางานให้มันทำ ขับรถให้เจ้าหน้าที่รัฐ ผลสุดท้าย... เมียก็ยึดบ้านเขาไป คืนวันส่งท้ายปี มันยังไล่เขาออกจากบ้านให้ไปนอนตายใต้สะพาน !
เพราะงั้น... ชาตินี้ เขาจะไม่ใจดีอีกแล้ว ต้องถอนรากถอนโคน ไม่ให้เหลือแม้แต่เงา ! เพราะหากยังใจอ่อนเหมือนชาติก่อน ชีวิตเขาจะต้องพังอีกครั้ง !