เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 105 จ้องเล่นให้ยับ ไร้เมตตา !

บทที่ 105 จ้องเล่นให้ยับ ไร้เมตตา !

บทที่ 105 จ้องเล่นให้ยับ ไร้เมตตา !


บทที่ 105  จ้องเล่นให้ยับ ไร้เมตตา !

ทันทีที่คำพูดของอี้จงไห่หลุดจากปาก ทั้งลานกลางบ้านก็เงียบสงัดราวถูกผนึกไว้ด้วยมนตร์ ไม่มีใคร… กล้าเอ่ยอะไรเพื่อปกป้องเหออวี่จู้แม้แต่ครึ่งคำ ทุกคนทำได้แค่มองลงไปที่ปลายเท้าของตัวเอง เหมือนกับว่าถ้ามองนานพอ อาจจะเห็นทองคำผุดขึ้นมา…

ทั้งที่ในใจลึก ๆ ทุกคนรู้ดี สิ่งที่อี้จงไห่พูดไปทั้งหมด มันก็แค่คำพูดเปล่าที่ไม่ต่างอะไรกับลมปาก ใครกันในลานนี้ ที่ไม่รู้ว่าสันดานของเจี่ยจางซื่อเป็นยังไง อยู่บ้านเดียวกันมาเป็นสิบ ๆ ปี นิสัยชอบปากเสีย หาเรื่องชาวบ้านไม่เคยขาด ส่วนเรื่อง “ค่ารักษาพยาบาล” นั่นน่ะหรือ…

เธอทันไปหาหมอตอนไหนวะ ! ทั้งวันทั้งคืนนั่งกินแล้วก็ขี้ นอกจากลุกไปเข้าห้องน้ำ ก็แทบไม่เห็นจะขยับก้นเลยสักครั้ง ให้เธอเดินรอบบ้าน ยังกับจะเอาชีวิตเธอ

มิน่าล่ะ... ถึงแม้ทุกบ้านจะผอมกันหมด แต่บ้านนั้นกลับหน้าท้องกลมบาน เจี่ยจางซื่อน่ะ อ้วนจนเหมือนหมูตัวเมียไม่มีผิด !

ในตอนที่บรรยากาศกำลังอึดอัด เสียงของหลิวไห่จงก็ดังแทรกขึ้นทันที

“ลุงใหญ่พูดถูกต้องแล้ว ! ช่วงนี้ ฉันเองก็ร่วมสอบสวนกับเขามาตลอด ! เหออวี่จู้เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน ตบจางซื่อก่อน ! เพื่อความยุติธรรมในซื่อเหอหยวนเขาต้องขอโทษต่อหน้าทุกคน และชดใช้ค่ารักษาให้ครบ !”

พูดจบ หลิวไห่จงก็ยืนตัวตรง สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ อี้จงไห่หันไปมองอย่างพึงใจมาก เห็นว่าหลิวไห่จงให้ความร่วมมืออย่างดีก็ยิ่งรู้สึกสบายใจ

แต่สายตาของเขาก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น หันไปมองยังอีกด้านทันที สายตาหมายมั่นอยู่ที่ “เหยี่ยนปู้กุ้ย”

“ลุงสาม มีความเห็นอะไรกับสิ่งที่ฉันพูดไปไหม ?” เสียงของอี้จงไห่เย็นเยียบแต่กดดัน พูดเหมือนถาม แต่ความจริงคือการบีบบังคับ

เพราะเมื่อครู่ เหยี่ยนปู้กุ้ยดันโพล่งขึ้นมาขัดจังหวะ แน่นอนว่ามันทำให้เขารู้สึกขุ่นเคือง ตอนนี้จึงถือโอกาสกดดันซ้ำ เพื่อเอาคืนให้สาสม

ในซื่อเหอหยวนตอนนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเหยี่ยนกับบ้านเหอ ก็กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนรู้กันดีว่าแน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน ที่สำคัญ เขาก็ได้ข่าวว่าลูกชายคนโตของเหยี่ยนปู้กุ้ย สามารถเข้าไปทำงานในโรงงานเหล็กได้ ทั้งที่… โควตาเข้าทำงานแบบนั้นมันหายากสุด ๆ

แต่รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ? เหออวี่จู้ดันขายโควตาให้แค่ “สองร้อยหยวน” เท่านั้น ! ใช่… สองร้อย ! !

ตอนอี้จงไห่ได้ยินเรื่องนี้ เขาแทบจะหัวเราะจนหลังแอ่น เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า “คนอย่างเหออวี่จู้จะโง่ได้ถึงเพียงนี้ !”

เขาไม่รู้เลยเหรอว่า “โควตาเข้าทำงานในโรงงานเหล็ก” มันมีค่ามากแค่ไหน ? ถ้าเป็นเขา เขาจะเรียก “สองพันหยวน” ยังน้อยไปด้วยซ้ำ !

งานโรงงานเหล็กคืออาชีพในฝันของคนยุคนี้ เพราะทั้งมั่นคง รายได้ดี อยู่ยาวถึงแก่ แถมยังเป็นที่หมายตาของแม่บ้านแม่เรือน แค่มีโควตาอยู่ในมือ ผู้หญิงก็พร้อมจะเข้าหา ไม่ต้องจีบให้เหนื่อย !

แต่ไอ้เหออวี่จู้ดันขายให้แค่สองร้อยหยวน... ยังไม่ทันได้ใช้ประโยชน์จากโควตานั้น ก็ถูกร้าน “เฟิงเจ๋อหยวน” ไล่ออกทันที

ถ้าเขายังอยู่ที่ร้าน อย่างน้อยก็ยังมีรายได้ประจำ แต่ตอนนี้ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ชีวิตกำลังจะตกเหวอยู่แล้ว

และสาเหตุหลักที่เขามองเห็นก็คือ “ไม่มีผู้ใหญ่ในบ้านคอยแนะนำ !” ไม่งั้นใครจะปล่อยให้เอาทรัพย์สินล้ำค่ามาขายทิ้งกันในราคาแค่นี้กันเล่า ?

เพราะอย่างนี้แหละ อี้จงไห่จึงอยากใช้เวทีประชุมครั้งนี้ เล่นงานเหยี่ยนปู้กุ้ยให้หนัก แยกเขากับเหออวี่จู้ออกจากกัน เพราะสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือ “สิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้”

แต่เหยี่ยนปู้กุ้ย… ไม่ใช่ไก่รองบ่อน เขายิ้มเยาะ แล้วพูดขึ้นเสียงดัง

“แล้วจะให้ฉันคิดยังไงล่ะ ? ก็นั่งดูอยู่นี่ไง ! แกกับหลิวไห่จงแอบทำเรื่องกันเสร็จสรรพ ไม่บอกฉันสักคำ ! แล้วพอจะลงโทษเหออวี่จู้ ถึงค่อยมาถามหาความเห็น ?”

“ฉันจะกล้าออกความเห็นได้ยังไง ? เดี๋ยวถ้าพูดผิดหูพวกแกไป วันหน้าจะโดนเล่นงานเหมือนเหออวี่จู้ไหมล่ะ ? สรุปง่าย ๆ … เรื่องนี้ พวกแกสองคนตัดสินไปเลย ฉันไม่กล้ายุ่ง !”

น้ำเสียงเขาแข็งกร้าว ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ไม่แม้แต่จะประนีประนอม ไม่ใช่เพราะไม่กลัว… แต่เพราะเขารู้ดีว่าถึงเวลา “ต้องเลือกข้าง” แล้ว

เหยี่ยนปู้กุ้ยไม่ใช่คนโง่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาถูกอี้จงไห่กดหัว พูดอะไรก็ไม่มีคนฟัง เขายอมกล้ำกลืนเพราะรู้ว่าแข่งกับอี้จงไห่ไปก็ไม่ชนะ

แต่วันนี้มันต่างออกไป ถ้าเขานิ่งเฉย เหออวี่จู้ต้องหันหลังให้แน่ แม้แต่การ “งดออกเสียง” ยังไม่พอ ต้องออกมาปกป้องอย่างชัดเจนเท่านั้น

เพราะอะไร ?

เพราะแค่ “ตัดเย็บเสื้อผ้า” ให้เหออวี่จู้กับน้องสาว ก็ได้กำไรตั้ง “สามหยวน” แล้ว แถมเศษผ้าที่ยังใช้ได้ก็ให้พวกเขาเอากลับไปด้วยทั้งหมด

เขาลองประเมินดูแล้ว ว่าเศษผ้านั้นสามารถเอาไปเย็บเป็นเสื้อกั๊กสำหรับหน้าหนาวได้ตั้งหลายตัว ครอบครัวเขากำลังลำบาก ไม่มีเงินซื้อผ้า ตอนนี้ไม่ต้องซื้อแล้ว !

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องโควตาเข้างาน แค่สองร้อยหยวน ได้งานดีให้ลูกชาย ! ใครจะหาจังหวะแบบนี้ได้อีก ?

ลูกชายคนโต “เหยี่ยนเจียเฉิง” ตอนนี้ กับแฟนสาว “อี้หลี่” ก็เกือบจะหมั้นกันแล้ว เจียเฉิงอายุแค่ 15 ถึงแม้กฎหมายจะระบุให้ชายแต่งได้ตอน 20 หญิง 18 แต่ความจริง… คนส่วนใหญ่แต่งกันเร็วกว่านั้นทั้งสิ้น !

ถ้าไม่จดทะเบียนก็แค่จัดโต๊ะจีนก่อน ในสายตาคนในเมืองกับชนบท จัดงานเลี้ยงก็ถือว่าแต่งแล้ว ! เรื่องเอกสารค่อยตามไปจดทีหลัง

และทั้งหมดนี้… มันเริ่มต้นจากการสร้าง “ความสัมพันธ์กับเหออวี่จู้” ล้วน ๆ !

ดังนั้น… เขาจะไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดมือแน่นอน !

แม้กระทั่งหลายครอบครัวในยุคนั้น ทั้งชีวิตก็ไม่เคยมีใบทะเบียนสมรส แต่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า ในทะเบียนบ้านก็ยังคงระบุเป็น "ครอบครัวเดียวกัน"

นั่นเพราะ... ประเทศเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มสร้างตัว นโยบายหลายอย่างยังคงมีช่องว่าง มีจุดบอดมากมาย ย้อนกลับไปอีกไม่กี่สิบปี เด็กหญิงอายุ 13–14 แต่งงานก็ถือเป็นเรื่องปกติ มีหลานตอนอายุ 40 ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย !

ดังนั้นเมื่อ “เหยี่ยนเจียเฉิง” ได้เข้าทำงานในโรงงานเหล็ก เรื่องแต่งงานของทั้งสองบ้านก็ไม่มีใครขัดอีกต่อไป เพราะในยุคนี้ แค่มีงานประจำก็เหมือนยืนหนึ่งในบ้านแล้ว ไม่มีคำว่า “อดอยาก” มีแค่ “กินดีหรือกินพอ” เท่านั้น

และหากสามีกับภรรยามีงานทั้งคู่ บ้านนั้นก็นับเป็นบ้านรวย ! ไม่ด้อยไปกว่าครอบครัวเศรษฐีเงินล้านในยุคปัจจุบันเลย แถมยังมีชีวิตที่อิสระกว่า สบายใจกว่าอีกต่างหาก

แน่นอน… เหยี่ยนปู้กุ้ยเข้าใจทุกอย่างดี ดังนั้นในเวลานี้ ที่เขาต้องเผชิญกับการแทรกแซงของ “อี้จงไห่” เขาก็ไม่มีทางยอมจำนนอีกต่อไป ไม่ถอย ไม่อดทน แต่เลือกที่จะปะทะกลับอย่างจัง

เขาจ้องหน้าอี้จงไห่กับหลิวไห่จง แววตาเย็นเยียบ ปากยกยิ้มเหยียดอย่างไม่ไว้หน้า ในใจ… เต็มไปด้วยความดูถูกต่อพฤติกรรมของทั้งสอง

หลิวไห่จงเห็นแบบนั้นก็ของขึ้น ตวาดลั่นใส่ทันที

“เหล่าเหยี่ยน ! แกพูดแบบนี้หมายความว่าไงหา ! ใครจะไล่แกออกจากตำแหน่งกัน ? ก็เพราะแกสนิทกับใครบางคนเกินไปนั่นแหละ ! ถ้าแกเว้นระยะกับมันบ้าง พวกฉันจะปิดบังแกเหรอ ? ทั้งหมดนี้… ต้นเหตุมันอยู่ที่ตัวแกเองทั้งนั้น ! อย่ามาโทษพวกฉันเลย ! ถ้าไม่พอใจก็ไม่ต้องออกเสียงเลยก็ได้ ! ไม่มีใครบังคับ !”

พูดจบ หลิวไห่จงก็ทำท่าจะหันไปพูดกับอี้จงไห่ต่อ แต่เหยี่ยนปู้กุ้ยกลับสวนคำทันควัน

“เหล่าหลิว ! แกนี่มันพูดเพ้ออะไรออกมาฟังไม่รู้เรื่องเลยนะ ! ทำไมวะ ? เพราะพวกแกทะเลาะกับเสี่ยวจู้ ฉันเลยห้ามคบกับเขาเหรอ ?”

“เราอยู่ในชุมชนเดียวกัน เป็นเพื่อนบ้านกัน ! ฉันจะคุยกับใคร มันไปหนักหัวใครกันนักหนา ? ไหนล่ะ กฎบ้านไหน กฎหมายอะไรที่ห้ามฉันคุยกับเขา ?”

“หรือว่าตอนนี้ ตำแหน่ง ‘ผู้ดูแลบ้าน’ มันใหญ่ถึงขั้นบงการว่าใครควรคุยกับใครได้แล้ว ? แล้วนี่ฉันก็เป็นผู้ดูแลเหมือนกัน ทำไมไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะ ?”

เหยี่ยนปู้กุ้ย… ไม่ได้มาเล่น ๆ อย่าลืมว่าเขาเป็น “ครูสอนภาษาจีน” เวลาเล่นคำหรือใช้วาทศิลป์ ต่อให้เป็นเหออวี่จู้ก็ยังต้องขอชื่นชม

ปกติเขาจะเป็นคนสุขุม พูดจาสุภาพ แต่หากจะให้เหี้ยม  รับรองว่าปากนี้คือมีดโกนชั้นดี

ถ้าไม่ติดว่าชอบทำตัวเป็นคนมีการศึกษา ไม่ชอบทะเลาะโวยวาย ในลานบ้านนี้… ไม่มีใครปะทะฝีปากกับเขาได้เลยสักคน ต่อให้เป็นแม่บ้านเสียงแหลมปากเร็ว ก็อย่าหวังจะสู้ได้ !

“แกนี่มัน… !” หลิวไห่จงกำลังจะตอบโต้ แต่ก็ถูกอี้จงไห่ขัดไว้ทัน

“พอเถอะ ! ในเมื่อเหยี่ยนปู้กุ้ยดูไม่พอใจ ก็ยังไม่ต้องให้เขาออกความเห็นตอนนี้ ไว้จบประชุม ค่อยมาคุยกันสามคนอีกที”

“ตอนนี้ เรามาเข้าประเด็นกันเลยดีกว่า !”

เขาหันกลับไปพูดกับทุกคนในลานบ้าน พยายามสร้างภาพ “ผู้ผดุงความเป็นธรรม”

“ทุกคนรู้ดีว่า หลักของซื่อเหอหยวนเราคือความยุติธรรม ความเปิดเผย และไม่ใช้อำนาจเผด็จการ ใครมีอะไรจะพูด ก็ขอให้พูดตามตรง”

“ทีนี้… เรื่องของเหออวี่จู้… ยังมีใครมีความเห็นเพิ่มเติมอีกไหม ?”

แม้เขาจะพูดออกมาเหมือนเปิดโอกาส แต่ใครก็มองออกว่าเขาแค่พูดเพื่อ “เดินตามพิธีการ” ไม่ใช่ต้องการฟังจริง ๆ

เขาเองก็รู้ดีว่า  ตอนนี้ “เหยี่ยนปู้กุ้ย” เริ่มหันมาเข้าข้างเหออวี่จู้ ดูจากการพูดจาการกระทำก็ชัดเจน แต่ก็ไม่แปลก… เพราะคนฉลาดย่อมรู้คุณคน งานในโรงงานเหล็กนั่น มันมีค่ามหาศาลในสายตาใครที่เข้าใจระบบยุคนี้

เหออวี่จู้เองอาจจะไม่รู้เรื่องดีเท่าไหร่ แต่เหยี่ยนปู้กุ้ยในฐานะ “ครู” รู้แน่ และเมื่อรู้ก็ไม่แปลกที่จะพยายามผูกสัมพันธ์เอาไว้ให้มั่น

แต่แม้จะมีเหยี่ยนปู้กุ้ยเข้าข้าง ในเวทีประชุมวันนี้ เขาก็สร้างแรงกระเพื่อมไม่ได้หรอก !

เพราะทั้งหลิวไห่จงและเหล่าคนอื่นในซื่อเหอหยวนล้วน “เดินตามธงของอี้จงไห่” ทั้งสิ้น

วันนี้... สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ “การตัดสิน” แต่คือ พิธีประกาศโทษที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วต่างหาก

ไม่ใช่เพราะอยากได้ความยุติธรรม แต่เพื่อปิดปากคนภายนอก ว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน” ถึงแม้จะมีการลงโทษ ก็ไม่มีใครสามารถหาเรื่องได้ในภายหลัง

เพราะในยุคนี้... “เสียงข้างมาก” คือทุกสิ่ง ตราบใดที่เสียงในเวทีส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็ไม่มีใครแตะต้องเขาได้ !

และในตอนที่เขาพูดจบ สายตาของเขาก็ไล่มองผู้คนรอบลาน ดวงตาที่ดูเหมือนใสซื่อกลับเจือความเจ้าเล่ห์จนเย็นยะเยือก ทุกครั้งที่สายตาสัมผัสใคร คน ๆ นั้นก็จะก้มหน้าหลบโดยไม่กล้าสบตา

ใช่… ไม่มีใครอยากยุ่งกับเรื่องนี้ เพราะมันคือปัญหาของ “เหออวี่จู้” ไม่ใช่เรื่องของพวกเขา

ต่อให้เขาจะโดนใส่ร้ายจริง ๆ แต่แค่ขอโทษ… จ่ายเงิน… ก็จบ ไม่เห็นต้องออกโรงเสี่ยงอะไร

พูดง่าย ๆ ก็คือ “ไม่ใช่เรื่องของเรา ก็อย่าเอาตัวเข้าไปยุ่ง”

ในลานบ้านแห่งนี้ ถ้าไม่รู้จัก “ปัดหิมะหน้าบ้านตัวเองให้พ้น” แล้วเอาหัวไปยุ่งหลังคาคนอื่น ก็เตรียมใจไว้ได้เลยว่า วันหนึ่งจะต้องซวย !

เหมือนอย่างเหยี่ยนปู้กุ้ยในวันนี้ แม้เขาจะเป็น “หนึ่งในสามผู้ดูแลบ้าน” แต่จากคำพูดและท่าทีเมื่อครู่ ทุกคนก็รู้ดีว่า… เขากำลังตัดขาดจากอี้จงไห่และหลิวไห่จง

และถ้าเขาไม่รีบไปง้อพวกนั้นหลังจบประชุม ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตสุขสงบในลานบ้านนี้อีกต่อไป บางที… อาจถึงขั้นเสียตำแหน่งผู้ดูแลบ้าน กลายเป็น “ชาวบ้านธรรมดา”

และเมื่อถึงตอนนั้น… เขาก็จะกลายเป็น “เหยื่อรายต่อไป” ของอี้จงไห่แน่นอน !

ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาผู้อยู่อาศัยในซื่อเหอหยวน จึงพากันก้มหน้าหลบ เหมือนเต่าเก็บหัวเข้ากระดอง ไม่มีใครกล้าสบตาอี้จงไห่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการ “ออกมาปกป้องความยุติธรรม”

แต่แล้ว ท่ามกลางความเงียบงัน เหออวี่จู้กลับไม่มีแม้แต่แววตาหวาดกลัว ตรงกันข้าม… เขากลับ “ยิ้มอยู่”

เขายิ้มให้กับ “การแสดง” อันน่าตลก ที่อี้จงไห่เพิ่งเล่นจบลง

และในตอนที่อี้จงไห่จ้องมาที่เขา เหออวี่จู้ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้า ๆ มองไปรอบลาน ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า…

จบบทที่ บทที่ 105 จ้องเล่นให้ยับ ไร้เมตตา !

คัดลอกลิงก์แล้ว