- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 99 จุมพิตตัดสินใจ... ควันบุหรี่ เหล้า และหัวใจที่ไม่อาจหยุดได้ !
บทที่ 99 จุมพิตตัดสินใจ... ควันบุหรี่ เหล้า และหัวใจที่ไม่อาจหยุดได้ !
บทที่ 99 จุมพิตตัดสินใจ... ควันบุหรี่ เหล้า และหัวใจที่ไม่อาจหยุดได้ !
บทที่ 99 จุมพิตตัดสินใจ... ควันบุหรี่ เหล้า และหัวใจที่ไม่อาจหยุดได้ !
ริมทะเลสาบ
เมื่อได้ยินคำสารภาพรักอย่างตรงไปตรงมาของเหออวี่จู้ หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ก็ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นทันที เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะตรงขนาดนี้ อยู่ดี ๆ ก็ถามว่าอยากเป็นแฟนเขาไหม ?
แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ ! ก็เธอเป็นผู้หญิงนะ !
“งั้น...นายจะทำของอร่อยให้ฉันกินทุกวันได้ไหม ? ฉันชอบสุด ๆ เลย โดยเฉพาะขาหมูตงโพฝีมือนายน่ะ !”
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ยิ้มออกมา ถามกลับเสียงใส
“แน่นอนอยู่แล้ว เธออยากกินอะไร ฉันก็จะทำให้ทุกอย่าง !”
เหออวี่จู้พยักหน้าอย่างมั่นใจ
“งั้นฉันตกลง ! จากนี้ไป ฉันเป็นแฟนนายแล้วนะ !”
“ฮิ ๆ ...”
เธอตอบตกลงอย่างสดใส ไม่มีอ้อมค้อม
เพราะที่จริงแล้ว ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอก็ได้คิดเรื่องนี้เอาไว้แล้ว เมื่อเทียบกับใคร ๆ แล้ว อย่างน้อยเธอก็รู้จักเหออวี่จู้ดีอยู่บ้าง
โดยเฉพาะภาพจำตอนพบกันครั้งแรกที่เขายัดหมูเข้าปากเธอแบบไม่ถามความสมัครใจนั้น มันยังติดอยู่ในหัวของเธออย่างไม่มีวันจาง และตอนนี้ พ่อแม่ก็ชัดเจนว่าต้องการให้เธอกับเขาคบกัน แถมยังบอกว่าอยากให้แต่งงานกันก่อนสิ้นปีเสียด้วยซ้ำ
ถ้าอย่างนั้น...เลือกเหออวี่จู้ ก็ดูจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เลวร้ายอะไรเลย
“ฉันอยากเล่าเรื่องหนึ่งให้เธอฟัง เธออยากฟังไหม ?” เหออวี่จู้จ้องมองเธอ ราวกับจะถ่ายทอดบางสิ่งจากอดีต
“เล่าสิ ฉันฟังอยู่นะ” หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ยิ้มให้ พยักหน้ารับอย่างตั้งใจ
เหออวี่จู้สูดหายใจเบา ๆ ก่อนจะเริ่มเล่า “กาลครั้งหนึ่ง...มีชายคนหนึ่งเป็นพ่อครัว เป็นคนปากตรงไปตรงมา...”
คำพูดไหลออกมาช้า ๆ น้ำเสียงของเขานุ่มลึก ราวกับเล่านิทานให้ฟัง
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ก็ตั้งใจฟัง แต่ยิ่งฟังกลับยิ่งรู้สึกว่า ผู้หญิงในเรื่องนี้ ช่างเหมือนกับเธอเหลือเกิน !
ผู้หญิงในเรื่อง...ไม่ได้แต่งงานกับพ่อครัว แต่กลับไปเลือกชายอีกคนที่เป็นคนฉายหนัง สุดท้าย แม้จะหย่ากัน และได้กลับมาอยู่กับพ่อครัว มีลูกด้วยกัน แต่ก็ยังไม่อาจได้อยู่ด้วยกันในที่สุด
พ่อครัวคนนั้นไปลงเอยกับหญิงหม้ายอีกคน ปล่อยให้ผู้หญิงคนแรกจมอยู่กับความเสียใจ จนตรอมใจตาย
จนเมื่อเรื่องเล่าจบลง มาถึงตอนพ่อครัวถูกลูกเลี้ยงไร้หัวใจขับไล่ออกจากบ้านในคืนส่งท้ายปี แล้วต้องมาตายอย่างโดดเดี่ยวใต้สะพาน
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาทันที “พ่อครัวนั่นก็สมควรแล้วล่ะ ! มีคุณหนูดี ๆ ไม่เอา ดันไปเลือกหญิงหม้าย !”
“โง่ยิ่งกว่าอะไรดี ! แล้วไอ้คนฉายหนังก็เลว ถ้าเป็นฉันนะ จะเอาให้ตายคามือเลย ! ส่วนพวกเฒ่า ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้น สมแล้วที่ลงเอยกันแบบนั้น !”
“ที่ฉันโกรธที่สุด ก็คือพ่อครัวนั่นแหละ หญิงหม้ายหลอกเขามาตลอด เขาก็ยังเลี้ยงลูกให้เธออีก ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย !”
“ทั้งที่มีคนที่รักเขาจริง มีลูกให้เขาด้วย แทนที่จะเห็นค่า กลับเลือกจะไปเจ็บตัว ! ตายแบบนั้นแหละดีแล้ว ! ไม่สงสารสักนิด !”
เมื่อได้ยินหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ระบายความเห็น เหออวี่จู้ก็ได้แต่ยิ้มขื่นอยู่ในใจ
เขาเคยคิดมาเสมอ หลังจากที่หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ในชาติก่อนจากไป เธอจะเคยโกรธเขาไหม ?
เสียดายที่เขาไม่มีวันได้คำตอบจากเธออีกแล้ว
แต่วันนี้...เขาได้รู้แล้ว ผ่านเรื่องเล่าที่แฝงความจริงไว้ เขาได้ยินเสียงของเธอที่อยากรู้มาตลอด
“ใช่...พ่อครัวนั่นสมควรแล้วจริง ๆ”
“เพราะงั้น ชาตินี้เขาถึงไม่คิดจะยุ่งกับหญิงหม้ายอีก เขาจะขอใช้ทั้งชีวิต ทุ่มทุกอย่าง เพื่อหญิงสาวคนนั้น”
เขานึกในใจอย่างแน่วแน่ ก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้า ร่วมวิจารณ์พ่อครัวคนนั้นกับเธอ แล้วก็รู้สึกสงสารหญิงสาวในเรื่องขึ้นมาเล็ก ๆ
เวลาผ่านไป... ทั้งสองนั่งใกล้กันขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด มือของพวกเขาก็ประสานกันแน่น ใบหน้าของทั้งสองมีรอยยิ้ม
แค่หลัวเสี่ยวเอ๋อร์นั้นดูเขินมากกว่าหน่อย
ก็วันนี้เพิ่งจะเป็นนัดแรก ! เพิ่งจะตกลงเป็นแฟนกัน ยังไม่ทันไรก็โดนจับมือแล้วเนี่ยนะ ?
แต่พอคิดถึงท่าทีของพ่อแม่ ที่อยากจะให้ตกลงวันนี้พรุ่งนี้แต่งเลย สุดท้ายก็เลยรู้สึกว่า...ยังไงก็หนีไม่พ้นแล้ว จับวันนี้กับจับพรุ่งนี้...มันก็คือเรื่องเดียวกันนั่นแหละ
คิดได้แบบนั้น เธอก็ไม่ได้ดึงมือกลับ ปล่อยให้เขาจับเล่นลูบคลำไปตามสบาย
แถมไม่รู้เพราะอะไร ไอ้อุณหภูมิจากฝ่ามือเขา มันทำให้ใจเธอสั่น ๆ จั๊กจี้ ๆ อย่างบอกไม่ถูก เป็นความรู้สึกแบบนี้ครั้งแรกในชีวิต
คงเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น เมื่อตอนชายหญิงเริ่มมีใจกันสินะ...
“ว่าแต่นะ เมื่อกี้เธอรับปากว่าจะให้ ‘ค่าตอบแทน’ ฉันใช่ไหม ? ตอนนี้ฉันคิดออกแล้ว เธอจะให้ได้ไหมล่ะ ?”
เหออวี่จู้มองหญิงสาวตรงหน้า ความรู้สึกในใจพุ่งขึ้นมาอย่างไม่อาจอดกลั้น อยากจะลิ้มรสความหวานตรงหน้าเสียเหลือเกิน
“ได้สิ นายบอกมาเลย อยากได้อะไร ถ้าฉันให้ได้ ฉันก็จะให้นาย !”
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ไม่ทันรู้เลยว่า หมาป่าตัวใหญ่กำลังแยกเขี้ยว เตรียมงาบลูกแกะตัวน้อยตรงหน้า
“ฉันอยากให้เธอจูบฉันหนึ่งที... นั่นแหละ คือค่าตอบแทนของฉัน !”
เขากระซิบเบา ๆ ข้างหูเธอ ลมหายใจอุ่น ๆ กระทบใบหู
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ก็เหมือนกุ้งต้ม หน้าแดงก่ำไปหมดทั้งหน้า
“นายนี่มัน...คนบ้า ! ใครเขาใช้จูบเป็นค่าตอบแทนกัน ไม่มีทาง ! เปลี่ยนเรื่องเลย !”
เหออวี่จู้หัวเราะ แล้วพูดต่ออย่างไม่ลดละ “ถ้าเปลี่ยนก็ได้ งั้นฉันขอเป็นคนจูบเธอเอง ดีไหมล่ะ ? แต่ถ้าเธอยังไม่ยอม ฉันจะใช้กำลังแล้วนะ ! เธอก็รู้ว่าฉันฝีมือดีแค่ไหน แถมแถวนี้ก็ไม่มีคนด้วย...”
เขายิ้มเจ้าเล่ห์ใส่
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ก็รู้ว่าเขาแค่แกล้งขู่
แต่แหม ! นัดแรกก็จับมือ แถมจะจูบอีกเหรอ ! มันจะ...เร็วไปไหม !
เธอกำลังจะเปิดปากปฏิเสธ แต่เหออวี่จู้ที่มองปากแดง ๆ ของเธออยู่ ก็อดใจไม่ไหวแล้ว ไม่รอให้เธอพูดอะไร เขาก็โน้มหน้าเข้าไป จูบลงไปทันที !
“อื้อออ... !”
เธอรู้สึกเหมือนร่างกายถูกสายฟ้าฟาด แต่เพียงไม่นาน ก็เหมือนทุกอย่างอ่อนลง ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ทรุดตัวลงในอ้อมแขนของเขา
...
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ทั้งสองค่อย ๆ แยกจากกัน แล้วพากันลุกขึ้น เดินกลับไปที่บ้านไร่ เพื่อเตรียมทานมื้อเที่ยง
ดวงตาของหลัวเสี่ยวเอ๋อร์เวลานี้ มองเหออวี่จู้ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นแค่ยอมรับโชคชะตา แต่ตอนนี้...กลับมีแววแห่งความหวั่นไหวปนอยู่
โดยเฉพาะจูบนั้น มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังลอยละลิ่วไปบนฟ้า
พอได้ลิ้มรส ก็อยากจะชิมอีก แบบที่ใคร ๆ ก็ว่าไว้ ไม่มีสาวใด ไม่เคยฝันถึงความรัก
และเธอก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้านเหออวี่จู้เลย
ในทางกลับกัน...หัวใจของเธอ มีเขาอยู่มานานแล้วต่างหาก
ดังนั้น ต่อให้โดนจูบอีก เธอก็ไม่ได้โกรธ ไม่ได้ไม่พอใจเลยสักนิด
กลับกัน พอเริ่มจากความเขิน ตอนท้ายของจูบ เธอกลับกลายเป็นฝ่ายโอนอ่อน และเต็มใจเสียยิ่งกว่าเดิม
ระหว่างทางกลับ เหออวี่จู้ยังคงจับมือนุ่ม ๆ ของเธอไว้แน่น น้ำเสียงรื่นเริง อารมณ์ดี
“ช่วงนี้ฉันกำลังลองฝึกทำอาหารขึ้นชื่อจากหลาย ๆ ภาคดูนะ พอทำสำเร็จเมื่อไหร่ จะให้เธอชิมเป็นคนแรกเลย ! อย่างเมื่อไม่นานนี้ ฉันเพิ่งลองทำ ‘เต้าหู้เหวินซือ’ รสชาติดีมาก !”
“ตอนนี้กำลังฝึกทำ ‘พระกระโดดกำแพง’ อยู่ ถ้าทำสำเร็จ จะรีบเอาไปให้เธอชิมแน่นอน !”
“นายทำอาหารพวกนี้ได้ด้วยเหรอ ! สุดยอดเลยนะเนี่ย !”
“นี่มันไม่ใช่อาหารเสฉวนเลยสักนิด ! เก่งเกินไปแล้ว !”
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ตาเป็นประกาย “ถ้าทำเสร็จเมื่อไหร่ ต้องรีบเอามาให้ฉันชิมเลยนะ ฉันอยากกิน !”
สัญชาตญาณของสายกินแท้ ๆ โผล่มาอย่างไม่ปิดบัง ดูท่า ถ้าต่อไปแต่งงานกันจริง หลัวเสี่ยวเอ๋อร์กับอวี่สุ่ยที่เป็นสายกินเหมือนกัน คงเข้าขากันดีสุด ๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพี่สะใภ้กับน้องสามีเลย
“อาหารทั้งแปดสำนักในจีน ฉันทำได้หมดนั่นแหละ !”
“แต่งงานเมื่อไหร่ เธออยากกินอะไร ฉันจะทำให้ทุกวันเลย ! ต่อให้วันละหนึ่งสำนักอาหาร ทำไปทั้งอาทิตย์ยังไม่ครบเลยด้วยซ้ำ ! รับรองได้ว่าจะเลี้ยงเธอให้อวบอิ่ม ขาวจั๊วะเลยล่ะ !”
เหออวี่จู้หัวเราะ แหย่เล่นอย่างอารมณ์ดี
“ได้เลย ๆ !” หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ยิ้มตาโต “ฉันอยากกิน แต่ไม่เอาแบบอวบอิ่มขาวจั๊วะเหมือนหมูนะ ! อย่าลืมล่ะ พูดไว้แล้ว ถ้าไม่ทำตาม จะให้พ่อแม่ฉันจัดการนายแน่ !”
ทั้งสองหัวเราะกันไปตลอดทาง จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าบ้านไร่
แต่พอถึงประตู ทั้งคู่ก็รู้กันดี รีบปล่อยมือที่จับกันเอาไว้ แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินเข้าไปอย่างสุภาพ
ทันทีที่เข้าไปข้างใน กลิ่นหอมของเนื้อกระต่ายและเนื้อหมูป่าก็ลอยมาแตะจมูก
กลิ่นนี้...หอมยิ่งกว่าหมูเลี้ยงในบ้านอีก !
“เฮ้ กลับมาพอดีเลย !” เสียงของหลัวปั้นเฉิงดังมาจากในบ้าน “ลุงอันเพิ่งทำเส้นหมี่เสร็จ ฉันกำลังจะให้เสี่ยวหลี่ออกไปตามพวกเธอ ! รีบล้างมือแล้วมากินข้าว !”
พอได้ยินแบบนั้น ทั้งสองก็รีบไปล้างมือ ไม่กี่นาทีต่อมา คนทั้งหกก็นั่งล้อมโต๊ะกันอย่างพร้อมหน้า
เมื่อมองเห็นกับข้าวเต็มโต๊ะ ทุกคนก็ยิ้มกว้าง โดยเฉพาะหลัวเสี่ยวเอ๋อร์กับอวี่สุ่ย สองสาวสายกินน้ำลายแทบจะไหล
“ไม่ต้องเกรงใจ หยิบกินได้เลย ! มานี่ เสี่ยวจู้ มาชนแก้วกันสักหน่อย !”
อาหารดี เหล้าชั้นยอด บรรยากาศก็สบาย ๆ มื้อนี้เลยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข
หลังจากกินอิ่มแล้ว ทุกคนก็ยังไม่รีบไปไหน นั่งพักกันต่อจนแดดร่มลมตก ถึงได้งีบกันช่วงสั้น ๆ พอให้หายเหนื่อย
พอฟ้าเริ่มเย็นลง ทั้งหมดก็พากันขับรถกลับ
พอถึงวิลล่า ก็แวะส่งหลัวปั้นเฉิงกับครอบครัวก่อน พร้อมฝากเนื้อหมูไว้ครึ่งหนึ่งให้เขา ส่วนอีกครึ่ง ก็ให้เหออวี่จู้เอากลับไปจัดการเอง จะเก็บไว้ทำของแห้ง หรือจะเอาไปแจกใคร ก็แล้วแต่
ตอนแรกเหออวี่จู้ไม่อยากรับเลย อยากให้ทั้งหมดที่ฝั่งหลัวปั้นเฉิง แต่เจ้าตัวไม่ยอมอย่างเด็ดขาด
สุดท้ายก็เลยต้องจำใจรับมา พอถึงหน้าซอย หลี่เชาก็จะลงจากรถ ช่วยยกเนื้อหมูป่าไปให้ถึงบ้าน
แต่เหออวี่จู้รีบห้ามไว้ก่อน “ไม่ต้องหรอก พี่หลี่ แค่ของแค่นี้เอง อย่าลำบากเลย ! กลับไปพักเถอะครับ ผมคนเดียวก็จัดการได้ !”
เห็นว่าเจ้าตัวพูดจริงจัง หลี่เชาก็ไม่ได้ดื้อ แต่ก่อนกลับ เขาก็หยิบของบางอย่างจากท้ายรถออกมาอีก
“อันนี้ท่านหลัวฝากมาให้มีบุหรี่พิเศษสองห่อ บุหรี่จงฮัวสามห่อ กับเหล้าเหมาไถอีกหนึ่งลัง ยังไงก็ต้องมาส่งเองอยู่ดี !”
เหออวี่จู้ได้ยินก็พูดไม่ออก สุดท้าย ก็เลยเป็นเขาหิ้วหมูป่า หลี่เชาถือเหล้าและบุหรี่ ทั้งคู่เดินเข้าไปในซอยด้วยกัน
โชคดีที่หมูป่าโดนห่อไว้อย่างมิดชิด ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร ไม่อย่างนั้น ถ้าใครเห็นว่าเขาแบกเนื้อหมูป่ากลับซื่อเหอหยวน คงโดนคนในซอยอิจฉาตาร้อนกันยกใหญ่ โดยเฉพาะไอ้อี๋จงไห่ อาจถึงขั้นบังคับให้เอาออกมาแบ่งกันด้วยซ้ำ
ถึงจะไม่กลัวมันก็เถอะ แต่ก็น่าเบื่อเปล่า ๆ
ระหว่างทาง เจอใครก็ยิ้มทักไปตามมารยาท ไม่มีใครซักไซ้มาก
พอเดินผ่านหน้าบ้าน ก็ไม่เห็นเหยี่ยนปู้กุ้ย คงยังไม่กลับมาจากการตกปลา
ทำให้เหออวี่จู้โล่งใจไม่น้อย เพราะถ้าเจอนะ…รายนั้นต้องโผล่มาขอส่วนแบ่งแน่ ๆ ทั้งถาม ทั้งล้วง ทั้งขอดูขอชิม
ส่วนพวกบ้านตรงกลางนั่นเหรอ เขาไม่ใส่ใจแม้แต่นิดเดียว
เมื่อกลับถึงบ้าน เหออวี่จู้ก็จัดการขนของเข้าบ้านทั้งหมด กำลังจะชวนหลี่เชาให้นั่งพัก ดื่มน้ำสักหน่อย
แต่หลี่เชาก็โบกมือ “พอแค่นี้ก่อนเหอะ พี่ขอตัวกลับละ พักผ่อนเถอะ ! เอาไว้วันหลังว่าง ๆ จะมาขอคำแนะนำเรื่องปิกวกนะ !”
หลังจากส่งเขาออกไป เหออวี่จู้ก็กลับเข้าบ้าน
เห็นอวี่สุ่ยทำท่าง่วง ๆ อยู่
“ง่วงก็ไปนอนเลย เดี๋ยวเย็น ๆ พี่จะเรียกมากินข้าว”
“ขอบคุณนะพี่” อวี่สุ่ยตอบเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับห้องตัวเอง
พอเธอไป เหออวี่จู้ก็หันมามองของตรงหน้า ทันใดนั้น เขาก็เรียกระบบขึ้นมาในใจ แล้วเก็บบุหรี่กับเหล้าเข้าพื้นที่จัดเก็บทันที
ใครจะไปคิดว่า หลัวปั้นเฉิงจะให้ของมามากมายขนาดนี้ ขนาดที่ใช้ไปได้อีกนาน ช่วงนี้คงไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกแล้ว
พูดไปแล้ว พักหลังมานี้ เขายังไม่ได้ซื้อบุหรี่เองเลย นอกจากตอนที่ขอลางานไปทำอาหารที่โรงงานรีดเหล็ก วันรุ่งขึ้นก็ซื้อบุหรี่ต้าเฉียนเหมินไปแจกให้พนักงานในครัวของเฟิงเจ๋อหยวนตอนนั้นยังโดนอาจารย์บ่นอยู่เลย
พูดถึงอาจารย์ เหออวี่จู้ก็ตั้งใจไว้ว่า คืนนี้จะไปหาเขาสักหน่อย ยังไงเรื่องที่เฟิงเจ๋อหยวนก็ต้องอธิบายให้ชัดเจน
รวมถึงแผนอนาคตของตัวเองด้วย
เรื่องพวกนี้ ต่อให้ปิดใคร ก็ไม่ควรปิดอาจารย์
ถ้าปล่อยไว้แล้ววันหลังกลายเป็นขัดแย้งกัน คนที่ไม่รู้ความจริง อาจเข้าใจผิด คิดว่าเขากับอาจารย์มีปัญหากัน ดูแล้วน่าอายเปล่า ๆ
แต่ถ้าเป็นคนวงใน ก็จะรู้ว่าที่จริงเขากับหลัวหมิงอี้มีปัญหากันต่างหาก
ดังนั้นต้องพูดให้เคลียร์ตั้งแต่ต้น
“ดีเลย หมูป่าแบ่งไว้สิบจิน ที่เหลือให้อาจารย์เอาไปทำหมูรมควันไว้กินเอง บุหรี่กับเหล้าก็เอาไปฝากหน่อย เราเองก็ใช้ไม่หมดหรอกในช่วงนี้”
คิดแบบนี้ เหออวี่จู้ก็เรียกระบบขึ้นมาอีกครั้ง จัดการเก็บหมูป่าเข้าระบบ
โชคดีที่ลุงอันที่บ้านไร่จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว เนื้อหมูล้างสะอาดทุกชิ้น เพราะเป็นของที่เตรียมไว้ให้หลัวปั้นเฉิง บริการทุกอย่างก็ต้องระดับพรีเมียมอยู่แล้ว
บ้านไร่ของลุงอันจะอยู่ได้ ก็เพราะมีลูกค้าอย่างหลัวปั้นเฉิงกับพรรคพวกนี่แหละ
หลังจากเก็บของเสร็จ เหออวี่จู้ก็นั่งพักที่โต๊ะสักพัก จากนั้นจึงหยิบเอกสารแปลออกมาทำงานต่อ
ทำงานจนถึงหกโมงครึ่ง อวี่สุ่ยก็ตื่นขึ้นมา เดินมาหาถามว่าเมื่อไหร่จะกินข้าว
“ไปล้างหน้าล้างตาก่อนเลย พี่จะไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้แหละ !”
มื้อเย็นวันนี้ไม่ได้เตรียมอะไรมาก แค่ไข่เจียวต้นหอม ผัดผักกาดขาวเปรี้ยวหวาน แล้วก็เต้าหู้เหวินซืออีกจาน รวมแล้วเป็นสองกับข้าวหนึ่งซุป
หลังจากกินเสร็จ พี่น้องสองคนก็เดินทางไปยังบ้านเช่าที่อาจารย์หลี่เหวยกั๋วอยู่
ถึงจะรู้ที่อยู่ แต่ในชาติก่อน เหออวี่จู้ก็ไม่เคยมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว