- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 95 ลิ้มรสฤดูที่เขาอวี้เฉวียนซาน
บทที่ 95 ลิ้มรสฤดูที่เขาอวี้เฉวียนซาน
บทที่ 95 ลิ้มรสฤดูที่เขาอวี้เฉวียนซาน
บทที่ 95 ลิ้มรสฤดูที่เขาอวี้เฉวียนซาน
เขาอวี้เฉวียนซานตั้งอยู่เชิงเขาทางตะวันตกของปักกิ่ง ทางด้านตะวันตกของพระราชวังฤดูร้อน แนวสันเขาวิ่งเฉียงจากตะวันตกเฉียงเหนือ คล้ายอานม้า ชื่อของภูเขานี้มาจากน้ำพุธรรมชาติที่ไหลซึมจากหิน จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนมีเงินระดับหลัวปั้นเฉิงถึงโปรดปรานที่นี่
ที่นี่... คือสวรรค์ของนักล่า ถือปืนขึ้นเขา ล่าสัตว์ป่า จากนั้นก็เอาเนื้อลงมาปรุงในบ้านไร่ที่เชิงเขา ทำอาหาร กินกันสด ๆ ร้อน ๆ อร่อยถึงใจ
แต่กิจกรรมแบบนี้… มันก็แน่นอนอยู่แล้วว่า เป็นความสนุกเฉพาะของคนรวย คนธรรมดาน่ะเหรอ ? แม้แต่ชื่อภูเขานี่ยังไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ
เช้านี้ รถสองคันแล่นพุ่งตรงไปยังภูเขาอวี้เฉวียนซาน ในคันหนึ่ง หลัวปั้นเฉิงนั่งคู่กับเหออวี่จู้ ส่วนอีกคันหนึ่งมีหลัวถานซื่อ หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ และน้องสาวของเหออวี่จู้ “อวี่สุ่ย” นั่งด้วยกัน
โดยเฉพาะสองแม่ลูกแห่งตระกูลหลัว ตั้งแต่แรกเห็นอวี่สุ่ย ก็น้ำตาลเต็มคันรถ ขนขบวนขนม ของกิน ลูกอม ผลไม้ ใส่กระเป๋าแจกให้ไม่ยั้ง
กับคนรักของกินแบบอวี่สุ่ย แค่นี้ก็พอจะล่อให้หัวใจละลายได้แล้ว ไป ๆ มา ๆ ถึงกับลืมพี่ชายสุดที่รักไปพักใหญ่เลย
บนรถอีกคัน หลัวปั้นเฉิงกำลังสูบบุหรี่ช้า ๆ กับเหออวี่จู้ ทั้งสองคนนั่งเบาะหลัง พูดคุยกันด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“เรื่องบ้านนะ ฉันหาไว้ให้นายแล้ว ! พรุ่งนี้ว่างใช่ไหม เดี๋ยวไปดูกัน เจ้าของเขาขออยู่ที่พันห้าร้อย แต่จากประสบการณ์ฉัน ยังต่อรองได้อีก พรุ่งนี้ฉันไปกับนายเลย เขาน่าจะเกรงใจฉัน แล้วลดราคาให้อีกหน่อย”
“แต่เรื่องร้านค้ายังหายากหน่อย นายก็เห็นเอง ว่าร้านแถวเฟิงเจ๋อหยวนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ใคร ๆ ก็อยากได้ ทำให้หาโลเคชั่นยากมาก เรื่องนี้ ฉันกำลังพูดคุยกับคนรู้จักอยู่ รออีกหน่อย”
เหออวี่จู้พยักหน้ารับ “ไม่เป็นไรครับ ไม่รีบ ว่าแต่…คุณหลัว…”
ยังไม่ทันจะพูดจบ หลัวปั้นเฉิงก็ยกมือขึ้น เหมือนจะห้ามไม่ให้เรียกแบบนั้น
“ไม่ต้องเรียกฉันว่า ‘คุณหลัว’ แล้ว ฟังแล้วมันห่างเหิน ถ้านายไม่รังเกียจ ก็เรียกฉันว่า ‘ลุงหลัว’ เถอะ อีกหน่อยถ้านายกับเสี่ยวเอ๋อร์คบกันจริงจัง ก็ต้องเปลี่ยนคำเรียกอยู่ดี”
เหออวี่จู้หัวเราะเบา ๆ “ครับ งั้นก็เรียกตามนั้น ลุงหลัว”
“เออ แบบนี้สิ ฟังแล้วถูกหู เมื่อกี้นายกำลังจะพูดอะไรต่อ ?”
“คือแบบนี้ครับ ผมสังเกตว่าช่วงนี้เวลานั่งแปลเอกสาร ภาษาอังกฤษของผมพัฒนาขึ้นมาก เลยมีไอเดียขึ้นมาหนึ่งอย่าง อยากขอความคิดเห็นจากลุงหลัวหน่อยครับ”
“ว่ามาเลย !” หลัวปั้นเฉิงตอบอย่างไม่ลังเล
เหออวี่จู้ไม่รอช้า อธิบายแนวคิดเกี่ยวกับ “การเปิดบริษัทแปลเอกสาร” ออกมาทั้งหมด ตั้งแต่แนวทางการดำเนินงาน เป้าหมายลูกค้า ไปจนถึงความเป็นไปได้ในตลาดตอนนี้
ลุงหลัวนั่งฟังแล้วก็พยักหน้า “ดีมาก ! หนุ่มสาวอย่างนายต้องรู้จักใช้สมองให้เป็น ไอเดียนี้ดีจริง ๆ ตลาดการแปลยังมีช่องว่างอีกเยอะ”
“ทุกวันนี้มีคนที่อยากอ่านเอกสารต่างประเทศเพียบเลยนะ แต่หาคนแปลที่ไว้ใจได้ยากมาก ถ้านายสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ แค่ทำงานนี้อย่างเดียว ก็สามารถตั้งตัวได้แล้ว”
คำชมที่หลั่งไหลออกมา ทำให้เหออวี่จู้อดรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้
หลัวปั้นเฉิงไม่เพียงแค่ประทับใจฝีมือทำอาหาร หรือความสามารถด้านภาษา แต่ตอนนี้ยังเริ่มเห็นแววความสามารถทางธุรกิจของเขาด้วย
เขาอดนึกถึงคำพูดของ “ชิวจางหมิง” ไม่ได้ ที่เคยบอกไว้ว่า... “เหออวี่จู้อาจกลายเป็นดาวรุ่งในยุคสมัยใหม่” และจากที่เห็นตอนนี้ เขาเริ่มจะเชื่อแบบนั้นจริง ๆ แล้ว
คนธรรมดา…จะเก่งแค่ด้านเดียวหรือสองด้านก็ว่าเก่งแล้ว แต่ถ้าคนคนหนึ่ง เก่งทั้งทำอาหาร แปลภาษา คิดธุรกิจ และมีทักษะอื่น ๆ อีกมากมาย มันคงไม่ใช่เรื่องของ “พยายาม” แล้ว แต่น่าจะเป็นคนประเภท “เกิดมาเพื่อโดดเด่น”
คนแบบนี้... ไม่ใช่โชคช่วย แต่น่าจะเป็นพวก “ยอดคน” โดยแท้จริง
“ถ้านายจะเปิดบริษัทแปล ลุงว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก ลุงจะช่วยดูแลเรื่องเอกสารให้ด้วย พอเลือกทำเลได้เมื่อไหร่ เดี๋ยวจะจัดการเรื่องใบอนุญาตให้เอง ไม่ต้องเหนื่อยไปวิ่งเรื่องเองหรอก”
เหออวี่จู้ยิ้มออกมา “ขอบคุณมากครับลุงหลัว ! แบบนี้ช่วยผมได้เยอะเลยจริง ๆ”
บางทีนี่แหละ ที่คนโบราณถึงได้บอกว่า “มีคนอยู่ในวัง ก็เหมือนมีทางลัด” แค่มีผู้ใหญ่ใจดีแบบนี้คอยช่วย ชีวิตก็ง่ายขึ้นกว่าครึ่งแล้ว
คนขับรถ หลี่เชา ที่นั่งอยู่ด้านหน้า เงียบ ๆ ฟังมาตลอด ถึงกับต้องมองเหออวี่จู้ผ่านกระจกมองหลัง แล้วพึมพำด้วยน้ำเสียงอิจฉาเบา ๆ
“อาจารย์เหอครับ ท่านหลัวดูแลคุณดีจริง ๆ เลยนะครับ !”
หลัวปั้นเฉิงหัวเราะ “ลูกเขยก็เหมือนลูกชาย ถ้าฉันไม่ดีต่อเขา จะไปดีต่อใครล่ะ !”
“วันหน้าฉันตาย สมบัติทั้งหมดของฉัน ก็เป็นของเขาหมดแล้ว ! แถมยังหวังว่าเขาจะดูแลฉันตอนแก่ด้วย !”
คำพูดนี้ดูเหมือนล้อเล่น แต่ก็เป็นความจริงที่เจ็บจี๊ดอยู่ลึก ๆ
ครอบครัวที่มีลูกสาวคนเดียว สุดท้ายก็ต้องฝากฝังอนาคตไว้กับ “ลูกเขย”
ถ้าเจอลูกเขยดี ชีวิตก็สบาย แต่ถ้าเจอลูกเขยเฮงซวย… ต่อให้ลูกสาวดีแค่ไหน ก็เหนื่อยแทนพ่อแม่อยู่ดี
เหออวี่จู้รีบตอบรับ “ลุงหลัววางใจได้เลยครับ ถ้าผมกับเสี่ยวเอ๋อร์ได้ใช้ชีวิตด้วยกันจริง ๆ ผมจะดูแลลุงกับป้าเหมือนพ่อแม่แท้ ๆ ของผมเอง ไม่ให้ต้องเป็นห่วงเรื่องชีวิตบั้นปลายแน่นอนครับ !”
คำพูดนี้ ทำให้ใจของหลัวปั้นเฉิงพองโตอย่างบอกไม่ถูก
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาอาจมีทุกอย่าง แต่สิ่งเดียวที่ขาด คือลูกชายที่จะสืบทอดทุกสิ่ง
ตอนวัยหนุ่ม เขาไม่กล้ามีลูกง่าย ๆ เพราะสถานการณ์ประเทศยังไม่นิ่ง พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง กลับพบว่า เขาและภรรยาแก่เกินจะมีลูกแล้ว ทำได้แค่…ยอมรับความจริง
“ดี ๆ ๆ ! ! ถึงลุงจะไม่มีลูกชาย แต่ดวงตาของลุงยังไม่ฝ้าฟาง ! ลุงมองคนไม่เคยพลาด ! นายไม่ใช่คนลืมบุญคุณแน่นอน เป็นคนที่มีหัวใจและคุณธรรม ! ลุงถึงได้กล้ามอบทุกอย่างให้นาย และวางใจที่จะฝากเสี่ยวเอ๋อร์ไว้กับนาย !”
“แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนนะ เสี่ยวเอ๋อร์ของลุงน่ะ...ถูกเราเอาใจมาตั้งแต่เด็ก บางครั้งก็อาจจะเอาแต่ใจ ดื้อ ๆ หน่อย ต้องรบกวนนายอดทนและเข้าใจน้องบ้าง อย่าถือสาเลยนะ”
ยังไม่ทันได้ออกเดตกันอย่างเป็นทางการ หลัวปั้นเฉิงก็เริ่มฉีดยากันไว้ก่อนแล้ว แต่ก็เป็นสัญญาณชัดเจน—ว่าในใจของเขา ได้ยกเหออวี่จู้ให้เป็น “ลูกเขย” ไปเรียบร้อยแล้ว
“ไม่ต้องห่วงครับลุงหลัว ผมเข้าใจดี !”
คณะล่าสัตว์เดินทางถึงเขาอวี้เฉวียนซานตอนสาย ๆ เวลายังพอมีเหลืออีกเล็กน้อย ลุงหลัวจึงหันไปสั่งหลัวถานซื่อและพวกผู้หญิง
“พวกเธอพักอยู่ตรงเชิงเขานี่แหละ ดูวิวชมธรรมชาติ อย่าขึ้นเขาไปลึก ถ้าเมื่อยก็ไปนั่งพักที่บ้านไร่นั้น ส่วนพวกเราผู้ชายสามคน จะขึ้นไปสำรวจหน่อย เผื่อฟลุ๊กได้เนื้อสดมาทำกับข้าวกลางวัน”
พูดจบ ลุงหลัวก็พาเหออวี่จู้และหลี่เชา มุ่งหน้าขึ้นเขา
เส้นทางล่าสัตว์ ไม่ใช่ทางเดินขึ้นเขาทั่วไป ต้องฝ่าดงเข้าไปในป่า ดีที่เหออวี่จู้ตอนนี้ร่างกายผ่านการฝึก “ศิลปะป้องกันตัวแบบจีน” มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแรง ความอึด หรือประสาทสัมผัส ล้วนเหนือกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
เมื่อเข้าป่าได้สักพัก หลัวปั้นเฉิงก็บอกให้เหออวี่จู้ลองยิงปืนหนึ่งนัด เพื่อสัมผัสแรงถีบของปืนล่าสัตว์ ไม่ต้องห่วงเรื่องอันตราย เพราะมี “มือโปร” อย่างหลี่เชาอยู่ข้าง ๆ
ปืนล่าสัตว์แบบนี้ กระสุนที่ใช้ล้วนเป็นของทำเอง ไม่ใช่จากโรงงาน ถ้าใครเป็นมือเก่า แค่มองปราดเดียวก็รู้
แต่สำหรับเหออวี่จู้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้สัมผัสปืนของจริง ในใจอดตื่นเต้นไม่ได้ สัมผัสโลหะเย็น ๆ ที่อยู่ในมือ พลางจินตนาการถึงตอนที่เหนี่ยวไก…หัวใจก็เต้นแรงไม่หยุด
“อาจารย์เหอครับ ปืนล่าสัตว์แบบนี้ คนชนบทดัดแปลงกันเองครับ แรงยิงหนักก็จริง แต่แรงถีบก็โหดเหมือนกัน ท่าจับต้องเป๊ะเลย ไม่งั้นข้อมือหรือต้นแขนจะอักเสบได้ง่าย ๆ”
หลี่เชาว่าพลางหยิบปืนของตัวเองขึ้นมา เตรียมสาธิตให้ดู
แต่ทันใดนั้นเอง หูของเหออวี่จู้ก็จับได้ว่ามีเสียงบางอย่างดังมาจากพุ่มไม้ด้านซ้าย
“พี่หลี่ ! ยิงไปตรงนั้นเลยครับ ! ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ตรงนั้น !”
หลี่เชามองตามที่เหออวี่จู้ชี้ ไม่เห็นอะไรผิดปกติ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะยังไงก็แค่นัดสาธิต
“ได้ครับ !”
หลี่เชายกปืนขึ้น ตั้งไหล่ให้แนบกับพานท้ายปืน เล็งไปยังพุ่มไม้ แล้วเหนี่ยวไก
ปัง !
เสียงปืนดังกึกก้อง กลิ่นกำมะถันและดินปืนตลบอบอวล กลิ่นฉุน ๆ แสบจมูก ลอยอยู่ในอากาศ
แล้วทันใดนั้นเอง พุ่มไม้ตรงเป้าหมายก็กระเพื่อมขึ้นมาทันที
“เฮ้ย ! มีจริงด้วย !”
“เสี่ยวหลี่ ไปดูหน่อยสิว่าคืออะไร !” หลัวปั้นเฉิงรีบออกคำสั่งด้วยความตื่นเต้น
หลี่เชาเองก็ตกใจ ไม่นึกว่าเหออวี่จู้จะสัมผัสได้ขนาดนั้น แม้แต่ตัวเขาที่คิดว่าตัวเองสายตาและการฟังดีเยี่ยม ก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นอะไรเลย แต่เหออวี่จู้กลับได้ยิน ทั้งที่ระยะขนาดนั้นไม่ใกล้เลยด้วยซ้ำ
ผ่านไปสักพัก หลี่เชาก็เดินกลับมา ในมือมีซากกระต่ายป่าตัวโต สีเทาอมขาว ดูจากน้ำหนักแล้ว น่าจะประมาณ 7-8 กิโล
“ประธานหลัว ! อาจารย์เหอ ! โชคดีจริง ๆ ครับวันนี้ ! นัดแรกก็ยิงได้ของแล้ว !”
“กระต่ายตัวนี้ ทำอาหารกลางวันได้พอดีเลย ! กระต่ายผัดเผ็ด หัวกระต่ายต้มยำ ขาเอาไปย่าง…สามเมนูเด็ด !”
หลี่เชาออกล่ากับลุงหลัวบ่อย เขาเลยรู้ดีว่าเนื้อสัตว์ป่าพวกนี้ควรจะทำอย่างไรให้อร่อย
“ยังไม่ต้องรีบกลับ ลองหาอีกสักหน่อย วันนี้เรามีเสี่ยวจู้อยู่ด้วย โชคดีเห็น ๆ ถ้าได้หมูป่าสักตัว คงจะสุดยอดเลย ! ฉันไม่ได้กินหมูป่ามานานมากแล้ว คิดถึงรสชาติแบบนั้นสุด ๆ !”
เห็นได้ชัดว่า หลัวปั้นเฉิงคือสายกินตัวจริง อาหารหรูหราแค่ไหนก็ผ่านปากมาแล้ว แต่พวกเนื้อป่าแท้ ๆ แบบนี้แหละ ที่ทำให้เขาคิดถึงอยู่เสมอ
แต่… “ประธานหลัวครับ อย่าเลยครับ ช่วงนี้หมูป่ากำลังเลี้ยงลูก หมูตัวเมียจะดุร้ายมาก !”
“และมันมักจะมาเป็นฝูง ถ้าเราเจอตัวคนเดียว อาจจะอันตรายได้”
“ถ้าคุณอยากกินจริง ๆ เดี๋ยวรอถึงฤดูใบไม้ร่วงหรือหน้าหนาว ตอนนั้นผมมาล่าคนเดียว จะหาไปให้คุณแน่นอนครับ !”
น้ำเสียงของหลี่เชาฟังดูมั่นใจ แฝงด้วยความเป็นมืออาชีพ เหมือนกำลังบอกว่า ถ้าผมลุยเดี่ยว ไม่มีใครให้ห่วง ผมลุยได้เต็มที่แน่นอน !
เหออวี่จู้เหลือบมองหลี่เชา สังเกตการเคลื่อนไหวของร่างกาย พบว่าพื้นฐานร่างกายของอีกฝ่ายมั่นคงใช้ได้ แต่ยังดูไม่ออกว่าฝึกสายอะไร
อาจเป็นเพราะระดับการฝึกของเขายังต่ำอยู่ ถ้าเป็นทักษะอย่างการทำอาหารซึ่งเขาชำนาญมาก แค่มองก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายระดับไหน
แต่เรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้คิดจะไปสอดรู้สอดเห็นมาก
“เอาเป็นว่า…ตอนนี้สอนผมใช้ปืนก่อนดีกว่า !”
หลี่เชาพยักหน้า เดินกลับมาข้าง ๆ เหออวี่จู้ แล้วเริ่มสอนอย่างใจเย็น ทั้งท่ายืน วิธีประคองปืน การเล็ง และการรับแรงถีบ
เหออวี่จู้ก็ไม่รีบเร่ง ซ้อมท่าจับให้แน่นหนา ยันพานท้ายให้แนบกับไหล่ แล้วเล็งไปยังเป้าหมายไกล ๆ ก่อนเหนี่ยวไก
ปัง !
เสียงปืนกระทบป่าก้องกังวาน ความรู้สึกตอนที่ยิงเอง มันช่างต่างจากตอนที่ยืนดูคนอื่นยิงโดยสิ้นเชิง หัวใจเขาเต้นถี่เล็กน้อย
แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้น… คือร่างกายของเหออวี่จู้ที่นิ่งสนิท ราวกับหินผาที่ต้านลมต้านพายุกลางทะเล ไม่สะท้านแม้แรงถีบจากปืน
“อาจารย์เหอ ! แรงคุณนี่…มหาศาลจริง ๆ ! ผมเพิ่งเคยเจออะไรแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย !”
“ขอถามหน่อยเถอะครับ คุณฝึกมาก่อนหรือเปล่า ?”
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ก็แค่ทุกเช้าเย็น ผมฝึกปิกวกกับปาจี้ รอบสองรอบ ถือว่าฝึกไว้เพื่อสุขภาพมากกว่าน่ะครับ”
คำพูดของเขาฟังดูถ่อมตน แต่หลี่เชาถึงกับเบิกตากว้าง
“ปาจี้บวกปิกวก ! ! นี่มันสูตรปราบเซียนเลยนะ ! อาจารย์เหอครับ วันหลังขอผมติดตามฝึกกับคุณสักวันได้ไหมครับ !”
แม้แต่หลัวปั้นเฉิงที่ยืนฟังอยู่ข้างหลังก็ยังอดตาเป็นประกายไม่ได้ เขาเริ่มรู้สึกว่า… ว่าที่ลูกเขยคนนี้ ไม่ใช่แค่ “ดี” แต่กำลัง “ลึกลับ” ขึ้นเรื่อย ๆ
แค่คิดว่าคนคนนี้ ทั้งทำอาหารเป็น แปลภาษาได้ ทำธุรกิจก็วางแผนเก่ง แถมยังเล่นปืนและฝึกปิกวกอีก...
ลูกเขยของฉัน...ดูเหมือนจะ “ไม่ธรรมดา” เสียแล้วจริง ๆ !