- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 96 ทหารผ่านศึกนักสอดแนม หมูป่าคลั่ง !
บทที่ 96 ทหารผ่านศึกนักสอดแนม หมูป่าคลั่ง !
บทที่ 96 ทหารผ่านศึกนักสอดแนม หมูป่าคลั่ง !
บทที่ 96 ทหารผ่านศึกนักสอดแนม หมูป่าคลั่ง !
【ติ๊ง ! ตรวจพบว่าเจ้าของระบบทำการยิงปืน ได้รับทักษะการยิงปืน】
【โปรดพยายามต่อไปเพื่อปลดล็อกทักษะเพิ่มเติม】
การยิงเพียงครั้งเดียว ทำให้แผงทักษะของเหออวี่จู้มีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งรายการ ทักษะการยิงปืน ! แต่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าทักษะนี้จะฝึกให้เก่งขึ้นได้ยังไง
จะให้หยิบปืนจริงมายิงเล่นอยู่ในบ้าน ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแน่ หากทำเช่นนั้น มีหวังไม่ต้องรอให้พวกอี๋จงไห่มาแจ้งความ หน่วยงานความมั่นคงทางทหารก็คงมาเคาะประตูบ้านทันที !
“ไปต่อกันเถอะ ลองเดินหาดูข้างในอีกหน่อย ! ได้กระต่ายป่าอีกตัวเดียวก็โอเคแล้วแหละ แต่ถ้าได้ไก่ป่ามาด้วย รสชาติก็คงเด็ดไม่เบา !”
หลัวปั้นเฉิงดูท่าว่าจะยังไม่หนำใจนัก พอเข้าป่าได้ไม่นานก็ลั่นปืนได้กระต่ายมาหนึ่งตัว ถือว่าดีมากแล้ว แต่อารมณ์ที่อยากล่าสัตว์ยังคงอยู่ เขายังไม่อยากกลับง่าย ๆ
แน่นอนว่าเหออวี่จู้กับหลี่เชาก็ไม่มีใครขัดข้อง เหออวี่จู้เองก็ยังมันมืออยู่ หลังจากยิงไปแค่นัดเดียว จะพอใจได้ยังไง เขาอยากลองต่ออีกหน่อย
ส่วนหลี่เชาหน้าที่ของเขาคือดูแลหลัวปั้นเฉิง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตัดสินใจยังไง เขาก็แค่ตามนั้นไป และจากที่เห็น เหออวี่จู้ไม่ธรรมดาเลย เขามีพลังน่าอัศจรรย์ แถมยังเชี่ยวชาญทั้งปิกวกและปาจี คนที่มีพื้นฐานการฝึกฝนจริงจังแบบนี้ ทำให้หลี่เชามั่นใจมากขึ้น
พวกเขาทั้งสามจึงเดินลึกเข้าไปในป่า ทว่ากระสุนสองนัดเมื่อครู่ ได้ทำให้สัตว์ป่าทั้งบริเวณแตกตื่น พากันแอบซ่อน หรือไม่ก็รีบหนีไป ไม่มีตัวไหนกล้าอยู่ที่เดิม
สัตว์ป่าก็ใช่ว่าจะโง่ โดยเฉพาะสัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติ ต่างก็เฉลียวฉลาดกันทั้งนั้น
พวกเขาเดินเข้าป่าไปเกือบครึ่งชั่วโมง ยังไม่เห็นเงาสัตว์เลยแม้แต่ตัวเดียว ทำเอาทั้งสามเริ่มรู้สึกถอดใจอยู่บ้าง
แต่หลัวปั้นเฉิงก็ยังไม่ยอมแพ้ “เดินต่ออีกนิด ถ้ายังไม่เจอตัวไหน ค่อยกลับลงเขาไปกินข้าว !”
พูดจบ เขาก็หอบหายใจหนักขึ้นทันที เพราะร่างกายเขาไม่เหมือนกับหลี่เชาและเหออวี่จู้ ที่ฟิตเปรี๊ยะ หลัวปั้นเฉิงเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย วัน ๆ นั่งรถเข้าออฟฟิศแล้วกลับบ้าน โอกาสเดินยังแทบไม่มี จะให้ไต่เขาแบบนี้ มันก็แทบหมดแรงแล้ว จะว่าไป เดินมาอีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็คงสุดกำลังแล้ว
อย่าลืมว่ายังต้องลงเขาด้วย ขึ้นง่าย ลงยาก ไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ แต่เป็นเรื่องจริง
“ประธานหลัว ผมว่าที่พวกสัตว์ไม่โผล่มาให้เห็น คงเพราะเสียงปืนของพวกเราเมื่อกี้แหละ สัตว์รอบ ๆ น่าจะตกใจหมดแล้ว เลยไปหลบกันหมด อีกอย่าง...ช่วงไม่กี่ปีนี้ ทุกบ้านก็ขาดแคลนอาหารกัน เลยขึ้นมาหาอาหารป่ากันหมด วันนี้แค่ได้กระต่ายป่าตัวหนึ่งก็ถือว่าโชคดีมากแล้วครับ” หลี่เชาพูดพลางอธิบายสถานการณ์
เหออวี่จู้กับหลัวปั้นเฉิงพอฟังแล้ว ก็สบตากันนิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า ใช่จริง ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่สัตว์ป่า แม้แต่ปลาในแม่น้ำก็แทบจะหมดเกลี้ยง เหลือก็แค่ในเมืองที่ยังมีโอกาสตกปลาได้ แต่ถ้าเป็นในหมู่บ้านล่ะก็ อย่าเพ้อไปเลย ปลาก็คงถูกช้อนจับจนเกลี้ยงแล้ว
“ก็จริงอยู่ แต่ว่า...หาไปอีกหน่อยก็ไม่เสียหาย! ถือว่าได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย !”
“ฉัน วัน ๆ ก็วนอยู่แค่บ้านกับออฟฟิศ ไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย วันนี้ก็ใช้โอกาสนี้แหละ ขยับร่างกายซะหน่อย ถ้าโชคดีอาจได้อะไรเพิ่ม แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ยังไงเราก็มีกระต่ายตัวนี้แล้ว !”
เขามองกระต่ายป่าที่หลี่เชาหิ้วไว้ แล้วก็ยิ้มกว้างอย่างพอใจ “ถ้านายยังอยากลั่นไกอีกล่ะก็ ไว้ตอนลงเขาค่อยยิงเล่นให้หายคันมือก็แล้วกัน !”
เขาหันไปพูดกับเหออวี่จู้ ตอนนี้ถ้ายิงเปล่าอีก คงไม่มีทางได้สัตว์เพิ่มแน่ เหออวี่จู้ก็พยักหน้าเห็นด้วย “ได้ครับลุงหลัว งั้นลุงเดินช้า ๆ หน่อยนะครับ ข้างหน้าชันพอสมควร เดี๋ยวลื่นล้มได้”
เขาเหลือบมองเส้นทางข้างหน้า แล้วจึงเดินช้าลง พยายามเดินตามหลังหลัวปั้นเฉิงไว้ครึ่งก้าว เพื่อจะได้พร้อมพยุงอีกฝ่ายถ้าหากพลาดพลั้ง
“ฮ่า ๆ มีพวกนายสองคนอยู่ ฉันไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว ! แขนซ้ายแขนขวาของฉันนี่แหละ ! ต่อให้ฉันล้มลง พวกนายก็รับฉันทันอยู่ดี ! ไป ! ขึ้นต่อ !”
หลัวปั้นเฉิงหัวเราะลั่นด้วยอารมณ์ดี โบกมือแล้วเดินนำหน้าต่อไปอย่างไม่ลังเล เหออวี่จู้กับหลี่เชาก็มองหน้ากันแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ ยิ้มขำ ก่อนจะเดินตามเขาขึ้นไปต่อ...
...
ขณะเดียวกัน บริเวณลานนั่งพักของบ้านไร่เชิงเขา หลัวถานซื่อกำลังนั่งพักกับและอวี่สุ่ยอยู่ใต้ร่มไม้ บนโต๊ะมีผลไม้สดวางอยู่หลายจาน พร้อมกินได้ทันที
“อ่ะ อวี่สุ่ย กินแตงโมหน่อย จะได้หายร้อน ! ยัยเด็กคนนี้ เล่นซนจริงเชียว ! ตอนเด็กยังซนกว่าพี่เสี่ยวเอ๋อร์ของเธออีกนะ !” หลัวถานซื่อมองอวี่สุ่ยอย่างเอ็นดู หยิบแตงโมให้เธอหนึ่งชิ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณค่ะป้าถาน” อวี่สุ่ยตอบอย่างออดอ้อน แล้วก็ลงมือกินแตงโมอย่างเอร็ดอร่อย
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ก็หยิบแตงโมมากินเหมือนกัน แต่กินทีละคำช้า ๆ สายตากลับมองขึ้นไปทางภูเขาอยู่เป็นพัก ๆ
“แม่คะ เมื่อกี้เสียงปืนนั่น แม่ว่าพวกเขายิงโดนอะไรบ้างไหมคะ ? แล้วจะกลับลงมาเมื่อไหร่กัน ?” หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ถามเสียงเบา
“จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ แม่ไม่ใช่มีตาทิพย์นะ ! แต่มีเสี่ยวหลี่ไปด้วย ไม่ต้องห่วงหรอก เขายิงเมื่อไหร่ ก็ต้องมีของติดไม้ติดมือกลับมาแน่ ๆ !”
“จะได้อะไรนั่นก็แล้วแต่ดวงล่ะนะ แถว ๆ เขาอวี้เฉวียนซานนี่ มีกระต่ายป่ากับไก่ป่าเยอะอยู่ ถ้าจะได้ก็สองอย่างนี้แหละ ส่วนว่าจะกลับเมื่อไหร่ ก็อยู่ที่ว่าผู้ชายสามคนนั่นจะพอใจกันตอนไหน !”
หลัวถานซื่อโบกพัดให้ตัวเองและอวี่สุ่ยพลางตอบอย่างไม่เร่งรีบ ท่วงท่าสุขุม สง่างาม แบบที่ไม่อาจหาได้จากหญิงธรรมดา การจะมีมาดแบบนี้ได้ ต้องผ่านการเลี้ยงดูอย่างดีใช้ชีวิตหรูหรามาอย่างยาวนาน
แม้แต่หลัวเสี่ยวเอ๋อร์เอง ก็ยังไม่มีออร่าแบบนั้น จนกระทั่งไปอยู่ที่ฮ่องกง ผ่านอะไรมาหลายอย่าง ถึงเริ่มมีลักษณะ “หญิงแกร่ง” ขึ้นมา
“กระต่ายก็อร่อย แต่ไก่ป่าตุ๋นเห็ดอร่อยกว่าอีก ! โอ๊ย~ เมื่อไหร่จะกลับมาสักทีเนี่ย หนูน้ำลายจะไหลแล้วนะ !” หลัวเสี่ยวเอ๋อร์พูดพลางเลียริมฝีปาก เห็นได้ชัดว่ากำลังหิว
“ดูสิ พูดอะไรออกมาได้แบบนั้น ! เก็บ ๆ ไว้บ้างก็ดี ! เดี๋ยวเสี่ยวจู้กลับลงมา ลูกก็ทำตัวให้มันน่ารักหน่อย อย่าพูดอะไรตามใจปากแบบนี้สิ ! นี่มันนัดแรกนะ ลูกต้องทำคะแนนเข้าไว้ !”
“ก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าตอนนี้เสี่ยวจู้ไม่ได้ทำงานที่เฟิงเจ๋อหยวนแล้ว เขากำลังจะออกมาทำกิจการของตัวเอง ! อนาคตลูกอาจกลายเป็นคุณนายเจ้าของกิจการก็ได้นะ ต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะกับตำแหน่ง รู้ไหม ?”
หลัวถานซื่อกล่าวเตือนเบา ๆ หลัวเสี่ยวเอ๋อร์พยักหน้าตอบรับแบบขอไปที เหมือนจะฟัง แต่ก็เหมือนไม่ได้ฟังอย่างจริงจัง เพราะสายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่ภูเขา รอคอยเงาร่างของเหออวี่จู้กับคนอื่น ๆ จะกลับลงมา
...
“ลุงหลัวอย่าขยับ ! ข้างหน้าเหมือนจะมีเสียงอะไรบางอย่าง เดี๋ยวผมไปดูเอง !”
เสียงของเหออวี่จู้ดังขึ้นทันที เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้ามาในป่าราว ๆ ยี่สิบนาที และใกล้จะถอดใจพอดี เขาได้ยินเสียงครางแผ่วเบาแว่วมาจากเบื้องหน้า แม้จะไม่เคยได้ยินเสียงร้องของหมูป่ามาก่อน แต่สัญชาตญาณก็บอกเขาว่า เสียงนี้...ใช่แน่ !
เมื่อเหออวี่จู้พูดจบ หลี่เชาก็รีบมายืนชิดติดตัวหลัวปั้นเฉิงทันที เตรียมพร้อมรับมืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น
เหออวี่จู้จึงเดินแซงหน้าไปคนเดียว ลัดเลาะระหว่างพุ่มไม้และต้นไม้ใหญ่อีกประมาณยี่สิบเมตร แล้วเขาก็เห็นมัน ใต้ต้นสนต้นหนึ่ง หมูป่าตัวมหึมากำลังถูไถตัวกับเปลือกไม้อย่างเมามัน
ร่างกายของมันเต็มไปด้วยโคลนตมจนหนาเตอะ ราวกับสวมเกราะหนาเตอะอยู่ทั่วตัว ทำให้เหออวี่จู้นึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟัง หมูป่าชอบลงแช่ในบ่อโคลน จากนั้นจะมาถูตัวกับต้นสนเพื่อให้ยางสนติดตัว เมื่อทำแบบนี้บ่อยๆ โคลนกับยางสนก็จะเคลือบตัวมันหนาแน่นจนกลายเป็นเกราะธรรมชาติ ทั้งหนา ทั้งเหนียว มีดแทงไม่เข้า ปืนยิงไม่เข้า !
ในป่าลึก หากเจอกับหมูป่า ตำแหน่งที่โจมตีได้ผลที่สุด ก็คือ ลูกตา กับ รูตูด เท่านั้น ! แต่ทั้งหมดนั่น เขาเคยได้ยินเท่านั้น ไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง
ตอนนี้...เขาได้เห็นกับตาแล้ว ตัวนี้น่าจะหนักไม่ต่ำกว่าสามร้อยจิน มีเขี้ยวสองข้างโผล่ออกมา โค้งงอขึ้นฟ้าเป็นสีเงินวาว ถ้าโดนเขี้ยวแบบนี้พุ่งเข้าใส่ คงแทงทะลุเนื้อได้ทันที แล้วถ้าโดนเหวี่ยงใส่อีกที...ไม่ว่าคนหรือสัตว์ รับรองว่าตายสนิท !
เขาถอยหลังกลับอย่างเงียบกริบ กลับมาหาหลัวปั้นเฉิงกับหลี่เชา
“ลุงหลัว พี่หลี่ ผมเจอแล้ว ! วันนี้พวกเราดวงดีสุด ๆ เจอหมูป่าตัวใหญ่เลย ! น่าจะหนักสามร้อยจิน ! กำลังถูตัวกับต้นไม้อยู่เลย พี่หลี่ว่าทำยังไงดี ?”
ในบรรดาทั้งสามคน หลี่เชาคือผู้มีประสบการณ์ในการล่าสัตว์มากที่สุด แน่นอนว่าเหออวี่จู้ก็ต้องขอความเห็นจากเขา
“สามร้อยจินเหรอ ? งั้นก็โตเต็มวัยแล้ว อย่างต่ำก็สองถึงสามปี” ปืนที่พวกเรามี ถ้าจะให้ได้ผล ต้องเข้าไปใกล้ระดับสิบเมตร อย่างมากก็แปดเมตร ถึงจะยิงทะลุมันได้ ! ”
“ถ้าอยู่ไกลกว่านั้น ต่อให้ยิงโดน ก็อาจจะไม่ถึงตาย พอมันคลั่งขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะโดนอะไรบ้าง !”
“ผมว่าเราถอยดีกว่า ความปลอดภัยของประธานหลัวสำคัญที่สุด ถ้าท่านอยากกินจริง ๆ รออีกหน่อยให้ถึงปลายฤดูใบไม้ร่วง หรือไม่ก็หน้าหนาว ผมจะขึ้นเขามาให้เอง รับรองว่าหามาให้ได้แน่ !”
หลี่เชายังไม่อยากเสี่ยง เขาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของหลัวปั้นเฉิงมากกว่า
แต่หลัวปั้นเฉิงกลับไม่คิดแบบนั้น “จะกลัวอะไร ? ฝีมืออย่างนายไม่น่าพลาด ! ไม่ใช่แค่สิบเมตรหรอก ต่อให้ร้อยเมตร ปืนอยู่ในมือนาย ยังไงก็ยิงโดน !”
“ตั้งแต่ล่ามา ยังไม่เคยเจอหมูป่ามาก่อน ! รอบนี้ต้องไม่พลาดเด็ดขาด ! ให้เสี่ยวจู้คอยอยู่กับฉัน นายไปจัดการซะ !”
คำสั่งเด็ดขาดของหลัวปั้นเฉิง ทำให้หลี่เชาไม่กล้าขัด แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่มีทางยอมเสี่ยงแบบนี้ หมูป่าคลั่งน่ะ อันตรายสุด ๆ แต่เมื่อเขาหันไปเห็นเหออวี่จู้ยืนอย่างมั่นคง สงบนิ่ง ไม่มีแม้แต่แววตาหวาดกลัว นั่นกลับทำให้เขารู้สึกมั่นใจมากขึ้น
“โอเค งั้นผมจะลองดู ! แต่คุณเหอต้องไม่ห่างจากประธานหลัวแม้แต่ก้าวเดียว ! เรื่องความปลอดภัยต้องยกให้คุณเลย !”
เหออวี่จู้พยักหน้า “ไม่ต้องห่วงพี่หลี่ ! ตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจ ลุงหลัวจะไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ! ผมเอาชีวิตเป็นประกัน !”
ความมั่นใจอันแรงกล้าแผ่กระจายจากร่างของเขา ทำให้ทั้งหลัวปั้นเฉิงและหลี่เชารู้สึกเบาใจลงมาก หลี่เชาพยักหน้าตอบ แล้วก็เคลื่อนไหวทันที เหมือนแมวป่าตัวหนึ่ง ก้มตัวลง ย่องไปข้างหน้า มือกำปืนแน่น พร้อมยิงทุกเมื่อ
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ก่อนปลดประจำการ เสี่ยวหลี่เคยเป็นทหารหน่วยสอดแนม การรบในป่าคือของถนัดเขาเลย สถิติสูงสุดของเขาน่ะ ใช้แค่มีดสั้นแทงหมูป่าตายมาแล้ว ! แม้จะเป็นแค่หมูอายุหนึ่งปี แต่นั่นก็ไม่ธรรมดา !”
หลัวปั้นเฉิงนั่งพิงก้อนหินข้าง ๆ พูดพลางหัวเราะ เหออวี่จู้ฟังแล้วถึงกับตะลึง ไม่นึกเลยว่า หลี่เชาผู้เงียบขรึม ใจดี กลับเคยมีประสบการณ์ดุเดือดขนาดนั้น !
แค่มีดสั้นแทงหมูป่าจนตาย แถมยังสามารถกลับออกมาได้โดยไม่เป็นอะไร ไม่ต้องบอกเลยว่าฝีมือระดับไหน ถ้าในกองทัพ ก็เรียกว่า “เทพแห่งกองทัพ” ได้เลย
“ไม่คิดเลยว่าพี่หลี่จะโหดขนาดนั้น ! แทงหมูป่าด้วยมีดแล้วยังรอดมาได้ สมแล้วที่เป็นตัวจริง !” เหออวี่จู้เอ่ยอย่างทึ่งจริงใจ
“เพราะงั้น ไม่ต้องกังวล วันนี้เราได้กินเนื้อหมูป่าแน่นอน !” หลัวปั้นเฉิงพูดพลางหัวเราะ เหออวี่จู้ได้ยินก็ยิ้มรับ ไม่พูดอะไรอีก
เขาเริ่มเงี่ยหูฟัง เสียงในป่าดูจะเงียบสงัด มีเพียงเสียงหมูป่าครางเบา ๆ ราวกับมันกำลังถูไถตัวอย่างเพลินใจ แต่เขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของหลี่เชาเลย
นี่แหละ สมกับที่เป็นทหารหน่วยสอดแนม เพียงแค่การเคลื่อนไหวแบบนี้ ก็สุดยอดจนเขาอดไม่ได้ที่จะยกย่องในใจ
ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย ความสัมพันธ์ระหว่างหลี่เชากับหลัวปั้นเฉิงเป็นยังไงกันแน่ ถึงขนาดยอมละทิ้งอนาคตในกองทัพ มาเป็นเพียงคนขับรถส่วนตัว
หรือจะเป็นจริงอย่างที่ลือกัน… หลังแม่ของหลี่เชาเสียชีวิต ไม่มีเงินทำศพ หลัวปั้นเฉิงบังเอิญผ่านไปเจอเลยยื่นมือช่วย จึงทำให้หลี่เชาจดจำบุญคุณไม่ลืม ยอมติดตามเขาอย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ
เวลาเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปห้านาทีโดยไม่รู้ตัว เหออวี่จู้เหลือบดูนาฬิกา คิดว่า...หลี่เชาคงใกล้จะลงมือแล้ว
ความคิดเพิ่งผุดขึ้นในหัว เสียงปืนก็ดังลั่นขึ้นมาทันที ! “ปัง !”
แล้วก็มีเสียงตะโกนเร่งด่วนดังตามมา “คุณเหอ ! พาประธานหลัวหนีไปก่อน ! หมูป่าคลั่งแล้ว ! !”