- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 94 พี่สะใภ้หร่านชิวเย่ กับลุงขี้เหนียวยืมรถ
บทที่ 94 พี่สะใภ้หร่านชิวเย่ กับลุงขี้เหนียวยืมรถ
บทที่ 94 พี่สะใภ้หร่านชิวเย่ กับลุงขี้เหนียวยืมรถ
บทที่ 94 พี่สะใภ้หร่านชิวเย่ กับลุงขี้เหนียวยืมรถ
เหออวี่จู้เตรียมอาหารไว้ห้าจานสำหรับสามคน เป็นอาหารเสฉวนสี่จาน บวกกับเต้าหู้เหวินซืออีกหนึ่งจาน ถือว่า “สี่กับหนึ่ง” ครบสูตรพอดี
ส่วนของอาหารหลักก็มีทั้งหมั่นโถวและข้าวสวย จะเลือกกินอะไรก็แล้วแต่ใจ เขามีพื้นที่เก็บอาหารของระบบ ไม่ต้องห่วงว่าอาหารจะบูดเน่าเพราะเหลือจากการกินไม่หมดอยู่แล้ว
“อวี่สุ่ย~ มากินข้าวได้แล้ว ! รีบไปล้างมือก่อนนะ !”
เขาตะโกนเรียกจากในครัว แล้วก็เห็นหร่านชิวเย่พาอวี่สุ่ยเดินไปที่อ่างล้างมือ ล้างมือกันอย่างเรียบร้อย
อวี่สุ่ยในวันนี้ สวมกระโปรงลายดอกสีอบอุ่น ในยุคนี้ เสื้อผ้าทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ สีสันมีให้เลือกไม่มากนัก แบบก็มีอยู่ไม่กี่ทรง แต่กระนั้นก็เถอะ อวี่สุ่ยในชุดกระโปรงนี้ดูน่ารักสดใส แต่งตัวนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ดูเหมือนนางฟ้าตัวน้อยเลยทีเดียว
เขาอดคิดไม่ได้ ว่าชาติก่อนทำไมเขาไม่เคยเหลียวแลเด็กคนนี้เลย ไม่งั้น...
“เฮ้อ…”
เขาถอนหายใจ แต่ก็ดีที่สวรรค์ให้โอกาสเขากลับมาแก้ไขใหม่ ในชาตินี้ เขาจะทำให้อวี่สุ่ยเป็นเด็กหญิงที่มีความสุขที่สุดในโลกให้ได้ !
“พี่จ๋า~ ดูสิ ฉันใส่กระโปรงสวยไหม ? คุณครูหร่านบอกว่าสวยมากเลยล่ะ~”
อาหารจัดเรียงบนโต๊ะเสร็จ ทั้งสามคนก็นั่งประจำที่ แต่อวี่สุ่ยไม่ยอมแตะตะเกียบ กลับวิ่งมาหาเหออวี่จู้หมุนตัวสองรอบให้เขาดูหน้าและหลัง
“สวยสิ สวยมากเลย ! อวี่สุ่ยของพี่สวยเหมือนนางฟ้าตัวน้อยเลยนะ ต่อไป พี่จะซื้อเสื้อผ้าใหม่ กระโปรงใหม่ให้ทุกปีเลย ดีไหม ?”
คำพูดนั้นทำเอาตาของอวี่สุ่ยเป็นประกาย พยักหน้าแรงเหมือนลูกเจี๊ยบจิกข้าว แต่พอสักพักก็กลับส่ายหน้าเป็นกลองป๋องแป่ง
“ไม่เอา ! พี่เก็บเงินไว้แต่งงานดีกว่า ! ต้องหาพี่สะใภ้แบบคุณครูหร่านให้ได้นะ ! ฉันชอบคุณครูแบบนี้ จะได้ดูแลฉันดี ๆ !”
คำพูดซื่อ ๆ จากปากเด็กน้อย พูดตรงทุกประโยคอาจเพราะในโรงเรียน หร่านชิวเย่ดูแลอวี่สุ่ยอย่างดี ทำให้เด็กน้อยซึมซับความรู้สึกนั้นเข้าหัวใจ เลยเชื่ออย่างหมดใจว่า คนที่เหมาะจะเป็นพี่สะใภ้คือหร่านชิวเย่เท่านั้น
แต่คำพูดนี้เอง ทำเอาใบหน้าของหร่านชิวเย่แดงระเรื่อทันที ก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตากับเหออวี่จู้เลยแม้แต่นิด
“พอเลย ! กินข้าวก่อน เดี๋ยวกับข้าวเย็นหมด !”
แล้วทั้งสามก็เริ่มลงมือกินกัน อาหารของเขา แน่นอนว่าหอมทะลุหน้าต่าง กลิ่นลอยออกไปด้านนอก
เสียงจาม เสียงดม ดังไปทั่วลาน
เจี่ยจางซื่อพอได้กลิ่นก็เริ่มด่าอีกเช่นเคย อีจงไห่กับพรรคพวกได้แต่นั่งอึดอัดใจ ถึงแม้อยากกำจัดเหออวี่จู้ให้พ้นทาง แต่ก็กลัวว่าเขาจะถูก “หลัวปั้นเฉิง” คนใหญ่คนโตจับตามองอยู่
ดังนั้นจึงต้องทน รอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
คนอื่นในซื่อเหอหยวนก็ได้แต่กลืนน้ำลายแล้วกินข้าวคลุกเกลือ เพราะไม่กินก็หิวตายอยู่ดี !
……
หลังจากกินข้าวเสร็จ หร่านชิวเย่ก็เล่นกับอวี่สุ่ยอยู่พักหนึ่ง ส่วนเหออวี่จู้ก็จัดเก็บล้างจานทำความสะอาด
พอดูเวลาอีกที ก็ปาเข้าไปทุ่มกว่าแล้ว หร่านชิวเย่ถึงเวลาต้องกลับบ้าน อวี่สุ่ยเองก็ยังไม่ได้วัดขนาดตัวสำหรับตัดเสื้อ เลยจะพาเธอไปฝากไว้ที่บ้านเหยี่ยนปู้กุ้ยก่อน
เขาจึงพาทั้งสองคนออกจากบ้าน เมื่อมาถึงบ้านเหยี่ยนปู้กุ้ย เหออวี่จู้ก็พูดขึ้นว่า “ลุงสาม ป้าสาม ฝากดูแลอวี่สุ่ยให้หน่อยนะครับ! ผมจะไปส่งคุณครูหร่านที่บ้าน เดี๋ยวรีบกลับมา !”
สองสามีภรรยาเหยี่ยนก็ไม่มีข้อโต้แย้ง ตอบรับด้วยรอยยิ้ม เหออวี่จู้เลยกำชับอวี่สุ่ยอีกครั้ง ให้เชื่อฟังอยู่กับคุณลุงคุณป้าไปก่อน
อวี่สุ่ยก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แล้วเขาก็พาหร่านชิวเย่ออกจากซื่อเหอหยวน ขี่จักรยานพาไปส่งถึงบ้าน
ระหว่างทาง หร่านชิวเย่เอ่ยขึ้นราวกับคุยเล่นว่า “ตอนนี้คุณไม่ได้ทำงานที่เฟิงเจ๋อหยวนแล้ว ต่อไปคิดจะทำอะไรต่อเหรอ ?”
เขาไม่ได้ปิดบังอะไร ตอบตรง ๆ ว่า “ตอนนี้มีแผนอยู่สองอย่าง หนึ่งคือเปิดร้านอาหาร ตอนนี้ฝากคนช่วยหาทำเลอยู่ คาดว่าอีกไม่เกินอาทิตย์น่าจะมีข่าวดี อีกอย่างก็คือเปิดสำนักงานแปล คุณอาจยังไม่รู้ ผมถนัดภาษาต่างประเทศพอสมควร ตอนนี้พูดได้สองภาษา อังกฤษกับรัสเซีย”
“ช่วงนี้ ผมแปลเอกสารเกี่ยวกับเครื่องจักรให้โรงงานต่าง ๆ ก็ได้เงินมาเยอะพอควร เลยคิดว่าถ้าเปิดสำนักงานแปลขึ้นมา ก็อาจเป็นช่องทางทำเงินที่มั่นคงอีกทางหนึ่ง”
“ที่ผมชวนคุณมาช่วยงานช่วงปิดเทอมก็เพื่อสิ่งนี้แหละ ให้คุณมาช่วยดูแลลูกค้าหน้าร้านให้ผม !”
หร่านชิวเย่ที่นั่งอยู่ท้ายรถ ฟังแล้วถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ สายตาเผยความตกตะลึงอย่างที่สุด
เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เหออวี่จู้จะพูดภาษาต่างประเทศได้ถึงสองภาษา ! !
นี่มัน…
ตกใจจนไม่รู้จะใช้คำไหนมาบรรยายความรู้สึกได้เลย เพราะมันน่าทึ่งเกินไป !
เขาเป็นแค่พ่อครัวคนหนึ่ง แถมจบแค่ระดับประถม ! แต่กลับพูดได้ถึงสองภาษา ! !
และจากคำพูดของเขา ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่พูดคุยเล่น ๆ แต่ระดับความรู้ต้องสูงมากแน่ ไม่งั้นไม่มีทางแปลเอกสารทางเทคนิคของโรงงานได้
แม้แต่เธอเอง ยังไม่กล้ารับงานแบบนั้นเลย แค่พูดคุยทั่วไปกับชาวต่างชาติยังต้องเลือกประโยคง่าย ๆ
ถ้าจะให้เทียบง่าย ๆ ก็เหมือนคนที่อ่านออกเขียนได้ แต่พอเจอบทกลอนหรือภาษาทางการเข้า ก็ไม่แน่ว่าจะแปลความหมายได้ถูกต้อง
ในบรรดาคนสิบคน คงมีสักเก้าคนที่ทำไม่ได้…
ถ้าแม้แต่คนจีนยังแปลเอกสารเฉพาะทางได้ยาก สำหรับชาวต่างชาติแล้วก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ นี่แหละที่ทำให้หร่านชิวเย่ถึงกับอึ้ง
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณพูดภาษาต่างประเทศได้ ! แถมยังได้ถึงสองภาษาอีก ! แบบนี้แปลว่าระดับคุณน่าจะมืออาชีพมากเลยใช่ไหม ?”
“เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิว่าคุณเรียนมายังไง ? ทั้งทำอาหารก็เก่ง ภาษาก็เทพแบบนี้…หรือว่าเกิดมาก็เป็นเซียนแล้ว ?”
หร่านชิวเย่นั่งอยู่เบาะหลัง จ้องมองแผ่นหลังกว้างของชายตรงหน้า ชายที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยมั่นคง
ในดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยความอยากรู้ เธอเริ่มอยากเข้าไปเรียนรู้หัวใจของเหออวี่จู้ให้มากขึ้น ผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อเริ่มสนใจใครสักคนอย่างจริงจัง ระยะห่างจากการ "หลงรัก" ก็คงเหลือไม่ไกลแล้ว
แน่นอนว่า "หร่านซิวเย่ของเรา" ยังไม่รู้ตัวเลยสักนิด...
……
วันอาทิตย์มาเยือนในพริบตา เหออวี่จู้จัดการแปลเอกสารเพิ่มอีกสี่ชุดจนเสร็จ รวมทั้งหมดตอนนี้ เขารับมาสิบสองชุด แปลเสร็จแล้วแปด เหลืออีกสี่ชุดที่ยังไม่ได้เริ่ม
ใช้เวลาอีกแค่วันครึ่งก็น่าจะเสร็จทั้งหมด แต่ที่น่ากังวลคือ หลังจากฝากฝังให้หลัวปั้นเฉิงช่วยหาลูกค้าใหม่ ก็ยังไม่มีความคืบหน้า
ถ้ายังไม่ได้งานแปลเพิ่มอีก รายได้ของเขาก็จะหยุดนิ่งไปช่วงหนึ่ง คงต้องหาทางเสริมรายได้แบบอื่น
อย่างเช่น…ไปตกปลาก็เป็นไอเดียที่ดี
ทุกวันนี้ไม่ต้องใช้คูปองเนื้อแล้วก็จริง แต่การซื้อเนื้อก็ยังแพงอยู่ ครอบครัวส่วนใหญ่จึงยังไม่กล้าซื้อเนื้อหมู แต่ถ้ามีคนตกปลาได้ตัวใหญ่ ๆ ก็จะมีคนแห่ไปถามราคาทันที ถ้าต่อรองได้ก็มักจะซื้อกลับบ้าน เพื่อให้ครอบครัวได้ลิ้มรส "เนื้อ" ให้หายอยาก
แม้ปลาจะไม่อร่อยเท่าหมู แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
เหออวี่จู้ก็เลยคิดว่า ถ้าไม่ได้งานแปลเพิ่ม เขาก็สามารถไปตกปลาเพื่อขายได้ ถือเป็นการฝึกสกิลไปในตัว
ถ้าระดับสกิลสูงขึ้นเมื่อไหร่ ตกปลาก็จะไม่ใช่แค่เรื่องดวงอีกต่อไป อยากได้ปลาชนิดไหน ก็จับขึ้นมาได้ตามใจ
และเขายังคิดเล่น ๆ ว่าจะเปิด “บ่อปลาลุ้นโชค” เป็นเหมือนกล่องสุ่มยุคเก่า คนมาตกปลาแล้วลุ้นว่าปลาที่ได้จะเป็นอะไร
แต่เรื่องพวกนี้ยังไม่รีบ เอาไว้ค่อยว่ากันภายหลัง เพราะตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่านั้น “นัดดูตัว”
ใช่แล้ว วันนี้คือวันนัดเจอกับ “หลัวเสี่ยวเอ๋อร์” แบบจริงจังครั้งแรก
เหออวี่จู้มองนาฬิกา เก้าโมงเช้าพอดี คงถึงเวลาที่คนของหลัวปั้นเฉิงจะมาถึงปากซอยแล้ว
“ไปกันเถอะ อวี่สุ่ย วันนี้พี่จะพาไปเที่ยวชานเมือง ! เราจะไปล่าสัตว์กัน !”
อวี่สุ่ยเองก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้จะไป “ภูเขาอวี้เฉวียนซาน” เลยดีใจสุด ๆ กระโดดโลดเต้นตามพี่ชายออกไปอย่างร่าเริง
ขณะที่เดินผ่านลานกลาง อีจงไห่กับเจี่ยตงซวี สองอาจารย์กับศิษย์ กำลังนั่งเล่นรับลมใต้ชายคา พอเห็นพี่น้องคู่นี้เดินผ่าน ก็ได้แต่มองด้วยแววตาเย็นชา
เหออวี่จู้ก็ไม่สนใจ ตอนนี้ยังไม่มีเวลามาจัดการกับสองคนนั้น ขอแค่ให้งานแปลเสร็จ ร้านเปิด บ้านเสร็จ พอเขาย้ายออกไปอยู่ที่ใหม่กับอวี่สุ่ยเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นก็ได้เวลา "วางแผนแตกแยก"
หลังจากย้ายออก ต่อให้พวกนั้นจะทะเลาะกันยังไง เขากับอวี่สุ่ยก็แค่ดูอยู่ข้างสนาม ไม่ต้องลงไปยุ่งด้วย
"ยังไงชาตินี้ อีจงไห่กับฉินหวยหรู สองคนนั่นก็ไม่มีวันได้ใช้ชีวิตสบายแน่ ! ฉันจะทำให้พวกแกต้องชดใช้ ! เห็นพวกแกเจ็บ ฉันถึงจะสะใจ ! "
เหออวี่จู้สาบานในใจ ก่อนจะพาอวี่สุ่ยเดินผ่านลานกลางไปยังหน้าบ้าน พอถึงหน้าบ้าน ก็เจอเหยี่ยนปู้กุ้ยกำลังจัดพวกถังน้ำกับเบ็ดตกปลา
“อ้าว เสี่ยวจู้ จะออกไปไหนเหรอ ?” เขาเห็นสองพี่น้องแต่งตัวมิดชิด เลยถามอย่างสงสัย
“อ๋อ นัดเพื่อนไว้ครับ วันนี้จะไปเที่ยวเล่นที่ภูเขาอวี้เฉวียนซานทั้งวันเลย”
เหออวี่จู้ตอบพลางยิ้ม เหยี่ยนปู้กุ้ยเห็นแบบนั้นก็เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมา คิดว่าในเมื่อพวกเขาไม่ใช้จักรยาน เขาน่าจะขอยืมมาใช้ตกปลาได้
“แล้ว…ขอยืมจักรยานหน่อยได้ไหม ? จะไปตกปลา เดินไกลมาก เดินไปกลับทีไรเหนื่อยแทบตาย”
เขาคิดว่าตัวเองกับบ้านเหออวี่จู้ก็สนิทกันพอตัว น่าจะขอยืมได้ไม่ยาก แต่เหออวี่จู้ไม่ใช่คนตามใจใครง่าย ๆ
แม้เขาจะพูดจาดี ๆ กับบ้านเหยี่ยน แต่นั่นไม่ได้แปลว่า เขาจะให้ใครมาเอาเปรียบฟรี ๆ ได้
“ขี่ได้นะครับ แต่ต้องตามกติกาเดิมที่ผมเคยบอกไว้ในลาน ขี่หนึ่งครั้ง หนึ่งหยวนครับ ถ้าวันนี้ผมให้ใครยืมฟรีได้ ก็จะมีคนอื่นมาขอยืมอีก”
“สุดท้าย จักรยานที่ผมซื้อมา จะกลายเป็นของทุกคน ใช้กันให้สนุก แต่ผมใช้ไม่ได้งั้นเหรอครับ ?”
คำพูดตรง ๆ ทำเอาเหยี่ยนปู้กุ้ยหน้าแข็งทื่อ รู้สึกกระอักกระอ่วน ตอนแรกคิดว่าบ้านเขาสนิทกัน ที่แท้แค่คิดไปเองฝ่ายเดียว
แต่ที่เหออวี่จู้พูดก็ไม่ผิด ถ้าคนหนึ่งยืมฟรี อีกคนก็ต้องได้ยืมบ้าง สุดท้ายเจ้าของตัวจริงจะไม่ได้ใช้อะไรเลย
“เข้าใจแล้ว ! งั้นฉันเดินไปเองดีกว่า ตกปลาทั้งวัน ยังไม่รู้จะได้สักหยวนไหม จะไปกล้าจ่ายค่าเช่าจักรยานได้ไง !”
เหยี่ยนปู้กุ้ยหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะโบกมือปฏิเสธ
“จริง ๆ ลุงควรหาจักรยานสักคันนะ จะมือสองก็ยังดี อย่างน้อยช่วยให้เดินทางไวขึ้น ตกปลามากขึ้น อีกสองสามเดือน อาจจะคืนทุนได้แล้วก็ได้”
“แต่แค่เสนอไอเดียนะครับ จะซื้อไม่ซื้อแล้วแต่เลย ถ้ามีเวลาว่าง ผมไปลองตกปลากับลุงสักทีนึงก็ดีเหมือนกัน”
เหยี่ยนปู้กุ้ยได้ยินแบบนั้น ก็ตาเป็นประกายทันที รีบยิ้มรับ
“ดีเลย ! ถ้านายไปตกปลาด้วย ฉันจะสอนเทคนิคให้แบบไม่กั๊ก ! รับรองได้ปลากลับบ้านแน่นอน !”
ความจริงในใจเหยี่ยนปู้กุ้ยก็คือ แค่อยากให้เหออวี่จู้ไปตกปลา จะได้มีโอกาส "ยืมรถ" อีก !
“ขอบคุณล่วงหน้าเลยนะครับ ! งั้นลุงจัดของต่อเถอะ ผมขอตัวก่อน !”
เหออวี่จู้โบกมือให้ แล้วพาอวี่สุ่ยตรงดิ่งไปยังปากซอย
เมื่อมาถึง ก็เห็นรถของหลัวปั้นเฉิงมารออยู่แล้ว
“คุณหลี่ ขอโทษทีนะครับที่ให้รอ ! รอนานไหม ?”
ขึ้นรถแล้ว เหออวี่จู้ก็รีบพูดอย่างเกรงใจ กับคนขับรถประจำตัวของหลัวปั้นเฉิง
“ไม่เลยครับ ผมก็เพิ่งมาถึงพอดี งั้นออกเดินทางเลยนะครับ ท่านประธานหลัวรออยู่ที่บ้านแล้ว”
“ได้ครับ ไปกันเลย !”
หลังจากนั้น หลี่เชาก็ขับรถออกจากซอย เร่งเครื่องบนถนนใหญ่ พาเขาและอวี่สุ่ยไปยังจุดหมาย
อวี่สุ่ยนั่งอยู่ในรถ ตาโตมองซ้ายมองขวา เธอตื่นเต้นกับภาพสองข้างทางที่ไหลผ่านรวดเร็ว
นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่อวี่สุ่ยได้นั่งรถยนต์ จึงทั้งตื่นเต้นและตะลึง
ในชาติก่อน อวี่สุ่ยไม่ได้ขึ้นรถเลยสักครั้ง จนกระทั่งแต่งงานไปแล้ว
กลับกลายเป็นเขาเองที่ขึ้นรถจนชิน เพราะได้รู้จักกับผู้ใหญ่ระดับสูง แต่ละครั้งกลับบ้านก็มีคนขับรถมาส่งถึงหน้าประตู
แม้แต่รถของผู้อำนวยการโรงงานเหล็ก เขาก็นั่งอยู่บ่อยครั้ง
พูดได้เต็มปากว่า เหออวี่จู้คือนัมเบอร์วันในซื่อเหอหยวนด้าน "ขึ้นรถบ่อย"
แต่การนั่งรถในตอนนี้กับสมัยก่อน มันช่างแตกต่างโดยสิ้นเชิง
เขาจำได้ ช่วงหลังรัฐบาลเริ่มอนุญาตให้บุคคลทั่วไปมีรถยนต์ได้ แต่ราคามันสูงลิบ คนธรรมดาซื้อไม่ไหว
เคยมีครั้งหนึ่ง หลัวเสี่ยวเอ๋อร์เคยพูดว่า อยากซื้อรถให้เขา แต่ตอนนั้นเขาดันจดทะเบียนสมรสกับ "ฉินหวยหรู" ไปแล้ว เลยไม่กล้ารับน้ำใจจากเธอ
คิดถึงเรื่องนี้ทีไร เขาก็ได้แต่ส่ายหัวกับตัวเอง ชาติก่อนเขานี่มันโง่จริง ๆ
มีผู้หญิงดี ๆ อย่างหลัวเสี่ยวเอ๋อร์อยู่ตรงหน้า กลับไปคว้าเอายัยฉินหวยหรู ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ !
แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว หลัวเสี่ยวเอ๋อร์กำลังจะมากินข้าวกับเขา และในอนาคต จะกลายเป็นภรรยา เป็นแม่ของลูกให้เขา
ลูกคนแรกของพวกเขา จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันนะ ? ถ้าเป็นลูกชาย… จะตั้งชื่อว่า “เหอเสี่ยว” เหมือนชาติก่อนดีไหม หรือจะหาชื่อใหม่…?