- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 92 ทักษะเลื่อนขั้น ย้ายออกจากซื่อเหอหยวน !
บทที่ 92 ทักษะเลื่อนขั้น ย้ายออกจากซื่อเหอหยวน !
บทที่ 92 ทักษะเลื่อนขั้น ย้ายออกจากซื่อเหอหยวน !
บทที่ 92 ทักษะเลื่อนขั้น ย้ายออกจากซื่อเหอหยวน !
เช้าวันใหม่ เหออวี่จู้ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมแสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ แม้จะยังงัวเงียอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเปล่า ๆ ทุกเช้าเขามีตารางฝึกที่แน่นอน ฝึกกังฟู จัดบ้าน ทำความสะอาด และเข้าครัว
สิ่งที่เขาทำแต่ละอย่างไม่ได้แค่เพื่อชีวิตประจำวัน แต่มันคือการ “เพิ่มค่าประสบการณ์” ให้กับตัวเองในระบบที่ผูกติดอยู่กับชีวิตเขาตั้งแต่วันแรกที่มาถึงโลกนี้
ฝึกไป สะสมแต้มไป งานบ้านก็กลายเป็นการฝึกฝน ฝีมือการทำอาหารก็ยิ่งเฉียบขึ้นทุกวัน เขาไม่ต้องรีบร้อน เพราะรู้ว่าทุกก้าวเล็ก ๆ ที่เดิน ล้วนพาเขาเข้าใกล้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในวันหน้า
หลังจากจัดเตรียมอาหารเช้าเรียบร้อย เขาก็เดินไปปลุกอวี่สุ่ยน้องสาวสุดที่รัก และสุดแสนจะปลุกยาก เพราะเธอเป็นเด็กประเภทที่ถ้าไม่ได้เขย่าตัวแรง ๆ คงได้หลับต่อยันเที่ยง
เมื่อเธอกินข้าวอิ่ม ทั้งคู่ก็ออกเดินทางด้วยจักรยานคันเก่ง มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนอนุบาล เมื่อส่งน้องถึงมือครูหร่าน และพูดคุยกันเล็กน้อย เขาก็หมุนแฮนด์หันปลายทางตรงสู่โรงงานฝ้ายจิงเมี่ยนที่ชานเมืองฝั่งตะวันตก
เอกสารที่ได้รับมาจากผู้อำนวยการชิวจ่างหมิงเมื่อห้าวันก่อน เขาแปลเสร็จหมดแล้ว
โดยเฉพาะหลังจากที่ได้พูดคุยกับหลิวเฟิงเมื่อวาน เขายิ่งตระหนักว่าภารกิจของโรงงานฝ้ายจิงเมี่ยนครั้งนี้ ไม่ใช่งานธรรมดา แต่มันคือ “โครงการหากินกับต่างประเทศ” ที่มีผลกระทบวงกว้าง
จะช้าไม่ได้เด็ดขาด !
เมื่อไปถึง เขาก็ถูกพาไปพบชิวจ่างหมิงทันที ซึ่งพอได้ยินว่าเป็นเขา ก็คาดเดาได้เลยว่าน่าจะเอางานมาส่ง
“แปลเสร็จเร็วขนาดนี้เลยเหรอ ?” ชิวจ่างหมิงอุทานในใจ ไม่คาดคิดว่าจะใช้เวลาแค่ห้าวันเท่านั้น
เขารีบพาเหออวี่จู้เข้าไปในห้องทำงานอย่างกระตือรือร้น
“ผู้อำนวยการชิว นี่ครับเอกสารทั้งหมด มีสามชุด ชุดละราวห้าพันคำ คุณลองดูหน่อย ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย ผมจะได้เคลียร์ค่าจ้าง”
เขาวางเอกสารแปลเรียงต่อหน้าชิวจ่างหมิงอย่างเป็นระเบียบ
แม้ราคาจ้างรอบนี้จะลดลงจากงานของหลิวเฟิงที่จ่ายให้เขาเกือบพันเหลือเพียงหกร้อยหยวน แต่เขาก็ไม่ปริปากบ่น เพราะเข้าใจดีว่างานแปลแบบนี้ ยิ่งนานยิ่งราคาตก
และถ้าเทียบกับค่าแรงของกรรมกรทั่วไป รายได้นี้ก็ถือว่าสูงเกินตัวแล้ว
“ไม่ต้องตรวจหรอก” ชิวจ่างหมิงหัวเราะเบา ๆ ขณะหยิบซองเงินที่เตรียมไว้ล่วงหน้าให้ “เมื่อวานหลิวเฟิงยังชมไม่หยุดเลย ว่านายทำงานเร็วมาก !”
ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะถามต่อ “ว่าแต่นายออกจากเฟิงเจ๋อหยวนจริงเหรอ ผิดใจอะไรกันหรือเปล่า ? และยังได้ยินว่าจะเปิดร้านเองด้วยนี่ ?”
“ครับ... วันนั้นที่ร้าน ผมกับคุณหลัวไม่ได้ทะเลาะกันหรอกครับ แต่เกิดเรื่องบางอย่างกับลูกสาวเอกอัครราชทูตรัสเซีย คุณหลัวกลัวว่าถ้าข่าวแพร่ไปจะกระทบชื่อเสียงร้าน ก็เลยบอกเป็นนัย ๆ ว่าอยากให้ผมไปทำที่อื่นแทน”
คำตอบของเขาเรียบง่าย ไม่ลงลึก เพราะรู้ดีว่าคนในร้านวันนั้นก็เห็นเหตุการณ์กันหมด ไม่จำเป็นต้องเล่าอะไรมาก
ชิวจ่างหมิงถอนหายใจแล้วบ่นอย่างหัวเสีย “หลัวหมิงอี้คนนี้มันใจแคบจริง ๆ ของดีอยู่กับตัวแท้ ๆ ยังไม่รู้จักรักษาไว้”
ก่อนจะยิ้มกว้าง “แต่ก็ดีเหมือนกัน ถ้านายจะเปิดร้านเอง คราวหน้าถ้าโรงงานเราจัดเลี้ยงเมื่อไหร่ ก็จะจ้างร้านนายเลย ! ฝีมืออย่างนาย ฉันไม่กังวลเรื่องรสชาติอยู่แล้ว !”
ยังไม่ทันที่เหออวี่จู้จะตอบรับ ชิวจ่างหมิงก็พูดต่อทันที “แต่มีข้อแม้นะ ต้องลดราคาให้ฉันบ้าง !”
“แน่นอนครับผู้อำนวยการ !” เขายิ้มรับ
“จริงสิ ผมมีอีกเรื่องอยากรบกวน” เขาหยิบกระดาษโน้ตที่จดไว้ในกระเป๋าเสื้อ “ไม่ทราบว่าคุณยังมีเพื่อนร่วมงานหรือใครที่ต้องการแปลเอกสารเพิ่มอีกไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือรัสเซีย ผมแปลได้หมดเลยครับ ตอนนี้ผมกำลังเก็บเงินเปิดร้าน ขยันได้ก็ต้องรีบคว้าไว้ก่อน”
ชิวจ่างหมิงพยักหน้า “ได้เลย ฉันจะช่วยถามให้”
หลังจากคุยกันต่ออีกสักพัก เหออวี่จู้ก็ขอตัวกลับ แม้ชิวจ่างหมิงอยากจะชวนเขาอยู่กินข้าวเที่ยงด้วยกัน แต่พอรู้ว่าเขายังมีงานแปลอีกหลายชุดรออยู่ ก็ยอมปล่อยตัวอย่างเต็มใจ
พอส่งเหออวี่จู้ออกไปถึงหน้าประตู ชิวจ่างหมิงก็เดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน พร้อมบ่นกับตัวเอง
“หลัวหมิงอี้นี่มัน… ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ มีเพชรอยู่ในมือแท้ ๆ กลับโยนทิ้งแบบไม่ดูดำดูดี แล้วแบบนี้คิดจะสู้กับร้านของเหออวี่จู้ได้ยังไง ?”
แม้จะบ่น แต่ในใจก็แอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่าเหออวี่จู้จะเป็นฝ่ายชนะ เพราะหากพูดกันตามตรงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเหออวี่จู้นั้นแน่นแฟ้นกว่า
และชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่ธรรมดา ทั้งเก่ง ทั้งขยัน อายุยังน้อยแต่พูดได้ทั้งอังกฤษและรัสเซีย แถมฝีมือทำอาหารก็ไม่แพ้ใคร
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็น “ว่าที่ลูกเขยของหลัวปั้นเฉิง” ด้วยอิทธิพลของหลัวปั้นเฉิง การปั้นร้านให้ดังในปักกิ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย
...
เมื่อกลับถึงบ้านในซื่อเหอหยวน เหออวี่จู้ก็ลงมือทำงานทันที
คราวนี้เป็นเอกสารแปลจากโรงงานผลิตขนมปัง โดยมี “ผู้อำนวยการซุน” เป็นคนว่าจ้าง เอกสารเป็นคู่มือการใช้งานของ “เครื่องจักรบรรจุกึ่งอัตโนมัติ” หนึ่งพันคำ ให้ค่าจ้างอยู่ที่ 28 หยวน
ในยุคนี้ เครื่องจักรจากต่างประเทศยังไม่เต็มระบบอัตโนมัติ ต้องอาศัยแรงงานมนุษย์ในบางขั้นตอน เช่น ต้องมีคนใส่วัตถุดิบเข้าเครื่องก่อน มันถึงจะปิดฝาให้ได้ หรือขั้นตอนบรรจุใส่กล่องก็ยังต้องพึ่งพามือคนอยู่ดี
แต่ถึงจะยังไม่สมบูรณ์แบบ ก็ถือว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้โรงงานได้มหาศาล
เต็มระบบอัตโนมัติแบบที่เห็นในสารคดีฝรั่งน่ะ ? ประเทศนี้ยังอีกนานนักกว่าจะตามทัน
อย่างน้อย... เหออวี่จู้ก็รู้ว่าในช่วงนี้ ระบบกึ่งอัตโนมัติยังเป็นตัวหลัก และมันก็คืองานของเขาในวันนี้ ที่เขาจะต้องแปลมันออกมาให้ชัด เข้าใจง่าย และถูกต้องทุกตัวอักษร
เหออวี่จู้จุดบุหรี่ สูดควันเข้าปอดเบา ๆ ก่อนจะรินชาร้อนใส่ถ้วยข้างตัว หยิบปากกาขึ้นมาจับแน่น กระดาษวางตรงหน้า ทุกอย่างพร้อม เขาก็เริ่มลงมือแปลทันที
เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านอย่างเงียบงัน ในห้องมีเพียงเสียงปากกาเสียดกระดาษ และกลิ่นหอมอ่อนของชาที่ลอยขึ้นมาแตะจมูก เขามุ่งมั่นจนแทบไม่ได้ขยับตัว
จนกระทั่งเที่ยงวัน เขาวางปากกาลงเป็นครั้งสุดท้าย ราวกับปลดภาระอันหนักอึ้งออกจากไหล่ เอกสารหนึ่งเล่มเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย
ทันใดนั้น เสียงใส ๆ จากระบบก็ดังขึ้นในหัวเขา
【ติง! ขอแสดงความยินดี ! ทักษะภาษาอังกฤษของท่านเพิ่มขึ้นเป็นเลเวล 6】
【ได้รับรางวัล: พื้นที่คลังเพิ่มขึ้น 1 ลูกบาศก์เมตร, การ์ดค่าประสบการณ์ *10 ใบ】
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยความอารมณ์ดี
“ให้ตายสิ...นึกว่าจะได้แค่พื้นที่เพิ่มอีกนิด ที่ไหนได้ ยังแถมการ์ดมาให้อีกสิบใบ !”
แม้แต่ละใบจะให้แค่ 50 แต้ม รวมแล้วก็ 500 แต้ม แต่สำหรับคนที่เคยอยู่ในร้านอาหารและรู้ว่ากว่าจะสะสมแต้มขนาดนี้ได้ ต้องทำงานหนักแค่ไหน มันคือขุมทรัพย์เลยก็ว่าได้
โดยเฉพาะหลังจากที่ลาออกจากเฟิงเจ๋อหยวน ทุกวันต้องแบ่งเวลาไปดูแลน้องสาว ไปเจรจาร้านใหม่ เวลาเข้าครัวก็น้อยลง จะเก็บแต้มเหมือนแต่ก่อนได้ยังไง ?
นี่แหละ...พอดีแบบไม่ทันตั้งตัวเลย
“แต่ก็เสียดายนิด ๆ นะ...” เขายิ้มมุมปาก “ถ้าใบละร้อยแต้ม ป่านนี้ได้พันแต้มไปแล้ว !”
แม้จะบ่น แต่น้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความสุข การได้อะไรมาแบบไม่ต้องออกแรงเพิ่ม มันก็คือของขวัญชั้นดีแล้ว
“โลภมาก มักลาภหาย” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเปิดหน้าจอระบบขึ้นมา ตรวจเช็กสถานะทั้งหมด
【ผู้ใช้ระบบ: เหออวี่จู้】
【อายุ: 16 ปี】
【อาชีพ: พ่อครัว】
【ทักษะ: การทำอาหาร เลเวล 7 (2680/10000) ภาษาอังกฤษ เลเวล 6 (2/5000) งานบ้าน เลเวล 4 (220/1000) ปิกวก เลเวล 4 (380/1000) ปาจี้ เลเวล 4 (380/1000) ภาษารัสเซีย เลเวล 3 (150/500) งานไม้ เลเวล 1 (12/100) 】
【พื้นที่มิติ: 22 ลูกบาศก์เมตร】
【ไอเทม: การ์ดค่าประสบการณ์ *12】
แค่แปลงานให้สามเจ้า ทักษะภาษาก็พุ่งถึงเลเวลหกแล้ว แล้วถ้าอีกเก้ารายที่อยู่ในมือเขาตอนนี้ถูกเคลียร์ให้หมดล่ะ ?
เขาแทบเห็นภาพตัวเองอัปสกิลเป็นเลเวล 7 อยู่รำไร และตอนนั้น...รางวัลคงยิ่งอลังการกว่านี้อีกหลายเท่า !
แต่คิดก็เท่านั้น ตอนนี้เขาหิวแล้ว
เขาลุกจากโต๊ะ เดินเข้าครัว มองสำรวจวัตถุดิบเหลือจากเมื่อวาน หมูแดงยังมีอยู่ ติดแค่ทำอะไรเพิ่มอีกนิดก็กลายเป็นมื้อกลางวันที่สมบูรณ์แบบ
“หมั่นโถวสองลูก กับซุปเต้าหู้ถ้วยหนึ่ง น่าจะพอแล้ว” เขาพึมพำ พลางหยิบเต้าหู้ออกมา
แต่ซุปเต้าหู้ของเขาไม่ใช่ซุปเต้าหู้ธรรมดา มันคือ “เต้าหู้เส้นเหวินซือ” อาหารตำรับชั้นสูงจากสำนักห้วยหยาง
ตำรับนี้ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติกลมกล่อม และฝีมือสุดประณีต เต้าหู้ต้องถูกฝานบางระดับเส้นผม ทั้งแนวขวางและแนวตั้งกว่าร้อยครั้ง เรียงตัวสวยอยู่ในถ้วย
พ่อครัวเตาหลักบางคนยังล้มเหลวกับเมนูนี้ได้ง่าย ๆ
แต่เหออวี่จู้ไม่ใช่แค่พ่อครัว เขาคือศิษย์ของระบบ ผู้ถือทักษะการทำอาหารเลเวล 7 !
เขาวางเต้าหู้ลงบนเขียง สูดหายใจเข้าลึก หลับตาชั่วครู่ให้ใจนิ่ง ก่อนที่มือจะคว้ามีดขึ้นมา แล้วลงมือ
ทุกการเฉือนของเขาแม่นยำ ไว และเฉียบเหมือนแสงฟ้าแลบ ปลายมีดสะท้อนแสงจ้าเล็ก ๆ ราวกับดาบในยุทธภพ แม้แต่ “มีดบิน” ยังอาจต้องหลบให้ !
และในตอนนั้นเอง สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เขาก้าวเข้าสู่ “สภาวะตื่นรู้” โดยไม่รู้ตัว
ไม่มีเสียง ไม่มีแสง ไม่มีคำเตือน ทุกอย่างแค่…ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ
ขณะนั้นเอง ค่าประสบการณ์ที่เคยขยับทีละ 1 ก็เริ่มขยับทีละ 10
เพียงแค่ไม่กี่นาที ตัวเลขก็พุ่งจาก 2,680 ขึ้นไปถึง 6,180
【การทำอาหาร เลเวล 7 (6180/10000)】
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เขาก็มองค่าประสบการณ์แล้วถึงกับตาโต
“บ้าเอ๊ย… คุ้มกว่าการ์ดประสบการณ์อีก !”
ความรู้สึกตื่นเต้นไหลเข้าหัวใจจนแทบจะลุกขึ้นเต้นกลางครัว
จากนั้นเขาก็ลงมือทำ “เต้าหู้เส้นเหวินซือ” อย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่เร่งรีบ ไม่กดดัน เวลาไม่ใช่อุปสรรค เพราะนี่ไม่ใช่แค่การทำอาหาร แต่มันคือการฝึกฝนและขัดเกลาตนเอง
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เขานั่งลงที่โต๊ะ ซดซุปเต้าหู้เข้าปากคำแรก
ดวงตาเขาเปล่งประกายทันที
“นุ่ม ละมุน หอมเต้าหู้ละลายในปาก สมกับที่ลงแรงไปจริง ๆ !”
เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“คืนนี้ทำให้อวี่สุ่ยกินดีกว่า น่าจะชอบ…”
เต้าหู้มีโปรตีนสูง วิตามินครบ เด็กกินเป็นประจำก็จะยิ่งเติบโตดี ยิ่งเป็นสูตรจากเขาแล้วล่ะก็…รับรองไม่มีเด็กคนไหนไม่ติดใจ
หลังจากกินเสร็จ เขาก็ลุกออกจากบ้านไปเดินเล่นย่อยอาหาร เลือกเส้นทางใต้ร่มเงา เดินหลบแดดแบบสบายใจ
ตรงปากตรอกของซื่อเหอหยวน เขาเดินผ่านชาวบ้านที่กำลังนั่งคุยกัน บางคนก็มอง บางคนก็กระซิบกระซาบ
“ไอ้หนุ่มเสี่ยวจู้นี่มันใจนิ่งชะมัด โดนไล่ออกยังทำหน้าชิลได้ขนาดนี้!”
“ดูสิ ยังอุตส่าห์ส่งน้องไปโรงเรียน เดินเล่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย !”
“สงสัยพ่อมันจะทิ้งเงินก้อนโตไว้มั้ง ?”
แต่ใครจะรู้ว่าเหอต้าชิงทิ้งเงินไว้แค่ห้าร้อยหยวนเท่านั้น
ทุกอย่างที่เขามีวันนี้ ไม่ใช่เพราะโชคหรือสายเส้น แต่เพราะ “ฝีมือ” ล้วน ๆ
รายได้จากงานแปลก็งอกขึ้นเรื่อย ๆ ลูกค้าก็เริ่มติดต่อเข้ามาไม่ขาดสาย หลัวปั้นเฉิงก็กำลังช่วยวางแผนเปิดร้านให้
เมื่อทุกอย่างลงตัว ถึงเวลานั้น… เหออวี่จู้ก็จะได้ “ย้ายออกจากซื่อเหอหยวน” อย่างเป็นทางการเสียที !