- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 86 ล่าขุมทรัพย์ เผยแพร่ข่าวลือ !
บทที่ 86 ล่าขุมทรัพย์ เผยแพร่ข่าวลือ !
บทที่ 86 ล่าขุมทรัพย์ เผยแพร่ข่าวลือ !
บทที่ 86 ล่าขุมทรัพย์ เผยแพร่ข่าวลือ !
เช้าวันถัดมา เหออวี่จู้แต่งตัวเรียบร้อย พา 'อวี่สุ่ย' เดินออกจากซื่อเหอหยวน จากนั้นก็ปั่นจักรยานตรงไปยังหน้าโรงเรียนอนุบาลทันที
เมื่อมาถึงหน้าประตู เขาก็เห็นหร่านชิวเย่ยืนรออยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว ใบหน้าสดใส ยืนอย่างสง่างาม ต้อนรับเด็ก ๆ ที่กำลังเดินเข้ารั้วโรงเรียนทีละคน
วันนี้เธอแต่งหน้าบาง ๆ อย่างอ่อนหวาน ผูกผมหางม้ารวบไว้ด้านหลัง สวมชุดกระโปรงลายดอกโทนเย็นดูสดใส อ่อนเยาว์ มีเสน่ห์จับใจ
"คุณครูหร่าน สวัสดีตอนเช้าครับ ! "
"สวัสดีค่ะคุณครูหร่าน พี่ชาย บ๊ายบาย ฉันไปแล้วนะ ! "
อวี่สุ่ยทักทายคุณครูหร่าน แล้วหันมาโบกมือลาเหออวี่จู้ จากนั้นก็เดินตามกลุ่มเพื่อนตัวน้อยเข้าไปในโรงเรียนอย่างเรียบร้อย
เหออวี่จู้ยืนอยู่ตรงหน้าประตู สายตาจับจ้องไปยังหร่านชิวเย่ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้า
"คุณครูหร่าน วันนี้คุณดูสวยมากเลยครับ!โดยเฉพาะชุดกระโปรงนี่...เข้ากับคุณสุด ๆ เลยดูสดใส น่ารัก มีเสน่ห์เหลือเกิน" เขาชมเธอด้วยรอยยิ้ม
ในอดีตชาติ ถ้าไม่มีฉินหวยหรู ผู้หญิงจอมเจ้าเล่ห์คนนั้นเข้ามาขัดขวาง บางทีเขากับหร่านชิวเย่...ก็อาจจะได้ลงเอยกันไปแล้วก็ได้
ในบางแง่มุม หร่านชิวเย่กับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ก็มีลักษณะคล้ายกัน ผู้หญิงแบบนี้ หากได้คนอย่างเขาไปเคียงข้าง นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพวกเธอ
ครั้งนั้น หร่านชิวเย่ก็มีใจให้เขาเหมือนกัน แต่น่าเสียดาย...ที่ฉินหวยหรูเข้ามาปั่นป่วนจนเรื่องราวจบลงแบบไม่มีโอกาสได้เริ่ม
จนกระทั่งภายหลัง ตอนที่เขาเจอหร่านชิวเย่อีกครั้งในยุคมืด โรงเรียนก็ไม่อนุญาตให้เธอสอนหนังสืออีก แม้เขาจะอยากช่วยเหลือเธอ แต่สุดท้ายก็จนปัญญาได้แค่ถอนหายใจเสียดาย
"ขอบคุณค่ะ ! วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ ? ถึงได้มีเวลามายืนคุยเล่นแบบนี้ ? " หร่านชิวเย่ถามเขาด้วยความแปลกใจ ดูเขาไม่รีบเร่งเหมือนปกติเลย
"ผมไม่ได้ทำงานที่เฟิงเจ๋อหยวนแล้วครับ เมื่อวานเพิ่งยื่นลาออกเป็นทางการ ช่วงนี้เลยว่างหน่อย" เหออวี่จู้ยิ้มพลางตอบ
แต่พอได้ฟังคำตอบนี้ หร่านชิวเย่ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "ห๊ะ ? เกิดอะไรขึ้นเหรอ ? ทำไมถึงลาออกดื้อ ๆ แบบนี้ล่ะ ? ครั้งก่อนยังบอกอยู่เลยว่าเจ้าของร้านให้เงินเดือนตั้งร้อยหยวนแน่ะ ! งานดีขนาดนี้ ไม่ทำแล้วไม่เสียดายเหรอ ? "
ในมื้อเย็นวันนั้นที่ไปกินข้าวด้วยกันที่ตงไหลซุ่น ระหว่างนั่งคุยเล่น เหออวี่จู้ก็เล่าเรื่องการทำงานในเฟิงเจ๋อหยวนให้เธอฟังอย่างไม่ปิดบัง
หร่านชิวเย่ก็จำได้แม่นทุกถ้อยคำ พอได้ยินว่าเขาไม่ทำแล้ว ก็อดเสียดายแทนไม่ได้
ก็เงินเดือนตั้ง 100 หยวนต่อเดือน ! เท่ากับเงินเดือนของเธอครึ่งปีเลยนะ ! งานแบบนั้น ใครได้ก็หวงแหนกันทั้งนั้น
"เรื่องมันซับซ้อนน่ะครับ เล่าคร่าว ๆ คงไม่เข้าใจ แต่ยังไงก็ลาออกไปแล้ว เงินเดือนแค่ 100 หยวนเอง ไม่น่าเสียดายอะไรหรอก ผมไปที่ไหนก็หาได้เท่านี้ หรือมากกว่านี้ด้วยซ้ำ พูดถึงเรื่องนี้พอดีเลย เย็นนี้คุณว่างไหม ? ผมจะลงมือทำกับข้าวเอง อยากให้คุณมาลองชิมฝีมือผมสักครั้ง"
เหออวี่จู้พูดไปยิ้มไป ถือโอกาสชวนเธอมากินข้าวเย็นที่บ้าน
หร่านชิวเย่เห็นสีหน้าเขา ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ได้โกหก ดูไม่ได้รู้สึกเสียดายงานที่เฟิงเจ๋อหยวนจริง ๆ แม้คนอื่นจะมองว่านั่นคืองานที่มั่นคง มีอนาคต แต่ในสายตาเขากลับดูเหมือนแค่เรื่องเล็กน้อย
แถมยังพูดเต็มปากว่า ไปที่ไหนก็หาเงินได้เท่าเดิม หรือมากกว่า คำพูดแบบนี้ทำให้หร่านชิวเย่ยิ่งอยากรู้จักเขาให้ลึกขึ้น อยากรู้ว่าเขาพูดเล่นหรือพูดจากใจจริง
"ถ้าคุณบอกฉันได้ว่าคุณสามารถหาเงินได้มากกว่าอยู่ที่เฟิงเจ๋อหยวนยังไง...ฉันก็จะไปกินข้าวด้วย ! " เธอยิ้มบาง ๆ พลางตอบรับ
"ได้เลยครับ ! ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ! งั้นตกลงตามนี้ เย็นนี้ผมจะมารับคุณ เดี๋ยวผมแวะไปตลาดก่อน ซื้อของสดมาทำกับข้าว ว่าแต่...คุณชอบอาหารสไตล์ไหนเหรอครับ ? ผมจะได้เลือกเมนูให้ตรงกับที่คุณชอบ"
เขารับคำทันทีแบบไม่ลังเล เรื่องงานแปลมันไม่ใช่ความลับอะไร ถ้าหร่านชิวเย่สามารถช่วยแปลได้ ก็จะยิ่งดี เขาจะได้มีเวลาไปจัดการเรื่องอื่นมากขึ้น
คิดถึงตรงนี้ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า...พ่อแม่ของหร่านชิวเย่ต่างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เคยเรียนต่อต่างประเทศ เลยสงสัยขึ้นมาว่า เธอเองจะเก่งภาษาอังกฤษด้วยหรือเปล่านะ ?
ถ้าเธอแปลได้ เขาอาจจะมอบเอกสารให้เธอแปล แล้วเขาแค่ตรวจสอบขั้นสุดท้ายก็พอ
ค่าตอบแทนก็ให้ไปตามสมควร แบบนี้เขาก็จะว่างเต็มตัว !
ไว้ลองคุยระหว่างกินข้าวเย็นคืนนี้ก็ได้
"อะไรนะ คุณทำอาหารได้หลายสไตล์เลยเหรอ ? ฉันนึกว่าคุณถนัดแค่อาหารเสฉวนซะอีก"
"วันอาทิตย์ที่แล้ว อวี่สุ่ยยังบอกฉันเลยว่าพ่อคุณเป็นพ่อครัวชื่อดังของอาหารตระกูลถาน แถมคุณยังเคยทำงานในร้านอาหารสไตล์ซานตงอย่างเฟิงเจ๋อหยวนอีก"
"งั้นคุณก็น่าจะทำอาหารซานตงได้ด้วยสิ แล้วนอกจาก 3 สไตล์นี้ คุณยังทำอะไรได้อีก ? "
หร่านชิวเย่เริ่มรู้สึกเหมือนเจอขุมทรัพย์ ชายคนนี้...ดูเหมือนจะมีอะไรให้ค้นหาอยู่ตลอดเวลา นึกว่าเจอสุดปลายแล้ว ที่ไหนได้...ยังมีอะไรอีกเยอะที่ซ่อนอยู่ข้างล่าง ชวนให้ค้นหาอย่างไม่รู้เบื่อ
"แค่คุณบอกชื่อเมนูมา ผมน่าจะทำให้คุณได้แทบทุกอย่าง ! เพราะงั้น ลองนึกดูได้เลย อยากกินอะไรบ้าง ถ้าวัตถุดิบหาซื้อได้ ผมรับรองว่าจัดให้ครบ ! "
เขาตอบแบบมั่นใจสุด ๆ
ได้ยินแบบนั้น หร่านชิวเย่ก็ไม่ถามอะไรต่อ แต่ก้มหน้าครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะยกนิ้วบอกชื่ออาหาร 3 เมนูออกมา
"ปลากะพงราดเปรี้ยวหวาน กุ้งผัดน้ำมัน และเต้าหู้หม่าโผ"
"แค่ 3 เมนูก็พอแล้วล่ะ เรามีกันแค่ 3 คน กินเยอะกว่านี้ก็เปลืองเปล่า ๆ "
เธอเลือกมาอย่างมีชั้นเชิง
‘ปลากะพงราดเปรี้ยวหวาน’ จัดว่าเป็นอาหารซานตง
‘กุ้งผัดน้ำมัน’ ถือว่าใกล้เคียงกับอาหารเจียงซู
ส่วน ‘เต้าหู้หม่าโผ’ นั่นไม่ต้องพูดถึง คือเมนูขึ้นชื่อของเหออวี่จู้โดยตรง
"ไม่มีปัญหา เมนูแบบนี้ถือว่าเบสิคเลย ผมรับรองว่าคุณจะกินอร่อยจนวางตะเกียบไม่ลง งั้นคุณทำงานต่อเถอะครับ ผมกลับก่อนนะ"
เหออวี่จู้พูดจบก็ไม่รั้งรอ ล่ำลาหร่านชิวเย่แล้วปั่นจักรยานจากไป ตรงดิ่งไปยังตลาดสด เขาตั้งใจจะไปหาปลาช่อนและกุ้งสด ๆ
ถ้าไปช่วงเช้าแบบนี้ พอจะหาวัตถุดิบสดใหม่ได้แน่ ซื้อมาแล้วก็เก็บใส่ "พื้นที่จัดเก็บของระบบ" ค่อยเอาออกมาใช้ตอนเย็น รสชาติจะยังคงความสดใหม่แน่นอน
ถึงหร่านชิวเย่จะสั่งไว้แค่ 3 อย่าง แต่เหออวี่จู้ก็เตรียมเพิ่มเองอีก 3 เมนู รวมเป็น 6 อย่าง เพื่อความเป็นมงคล "หกหก ราบรื่น"
กินไม่หมดก็เก็บไว้ในระบบได้ พื้นที่ระบบนี่คล้ายตู้เย็นเลย แต่ไม่ใช่แค่แช่แข็งหรือแช่เย็น มันรักษาอุณหภูมิได้ตลอดเวลา ! ใส่ของเข้าไปตอนร้อน เอาออกมาก็ยังร้อนอยู่เท่าเดิม
เวลาในนี้...แทบจะหยุดนิ่ง พอกลับจากตลาด ชาวบ้านในลานซื่อเหอหยวนก็เริ่มทยอยออกมานั่งหน้าบ้านกันแล้ว
พวกเขาเห็นเหออวี่จู้กลับมาทั้งที่ยังเป็นเวลางาน ก็อดแปลกใจไม่ได้ โดยเฉพาะ "ป้าสามแห่งลานบ้าน"
พอเห็นเขาก็รีบร้องถามด้วยความสงสัย "เสี่ยวจู้ ทำไมกลับบ้านมาเวลานี้ล่ะ ? วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ ? "
เหออวี่จู้ไม่ได้หยุดเดิน ตอบกลับไปขณะเดินผ่านว่า "วันนี้...ไม่ไปทำงานแล้ว ! จากนี้ไป ผมจะไม่ไปทำงานอีกแล้ว ! ”
เสียงของเหออวี่จู้ดังขึ้น ก่อนที่ร่างเขาจะหายลับเข้าไปในลานหน้า เมื่อกลับมาถึงลานกลาง ก็เจอเข้ากับเจี่ยจางซื่อและฉินหวยหรูที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
แต่ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเขาตอนนี้ ไม่มีใครพูดคุยกับใครเลยสักคำ มีเพียง ‘ป้าใหญ่’ ที่พอดีเดินกลับมาจากหลังลานบ้าน หลังจากไปเยี่ยมหญิงชราหูหนวกมา
พอเห็นเขากลับมาในเวลาทำงาน ก็อดชะงักไม่ได้ แล้วถามขึ้นเหมือนกับป้าสามก่อนหน้า “เสี่ยวจู้ กลับมาทำไมเหรอ ? วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ ?”
คำถามนี้ ทำให้เหออวี่จู้เหลือบมองไปยังเจี่ยจางซื่อและฉินหวยหรูที่ยืนอยู่อีกฝั่งถนน แววตาเขาสะท้อนประกายบางอย่าง ก่อนจะตอบออกไปทันที
“ป้าใหญ่ ผมโดนเฟิงเจ๋อหยวนไล่ออกแล้วครับ จากนี้ไป ไม่มีงานให้ทำแล้ว คงได้แต่นอนอยู่บ้าน !”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเข้าบ้าน ปิดประตูลงทันที ประโยคนั้น ทำให้ป้าใหญ่ถึงกับยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนสีทันที เพราะเธอรู้ดี เรื่องที่อี้จงไห่กับเจี่ยตงซวี่ทำไว้ คนอื่นอาจไม่รู้...แต่เธอรู้
ถึงแม้จะไม่ได้มีใครบอกโดยตรง แต่จากคำพูดน้อย ๆ ก็พอเดาได้ว่า พวกเขาส่งจดหมายร้องเรียนอะไรบางอย่าง พอได้ยินว่าเหออวี่จู้ถูกไล่ออกจริง ๆ เธอก็นึกถึงจดหมายร้องเรียนนั่นขึ้นมาทันที
“เวรกรรมแท้ ๆ ! ทำให้คนเขาเสียงาน แล้วพี่น้องสองคนนี้จะอยู่ยังไงกันเล่า ! ลุงกับตงซวี่ทำแบบนี้...วันหนึ่งต้องได้รับผลกรรมแน่ ๆ ! !”
แต่เธอหารู้ไม่...ว่าอี้จงไห่ต้องอยู่อย่างไม่มีลูกไม่มีหลานสืบสกุล นั่นก็เป็นรูปแบบหนึ่งของกรรมเช่นกัน
ป้าใหญ่หันไปมองทางบ้านเจี่ย ก่อนจะส่ายหัวเงียบ ๆ แล้วเดินกลับเข้าบ้าน มีเพียงเจี่ยจางซื่อในตอนนี้ที่ราวกับได้ยินข่าวดีจากสวรรค์
เธอหันไปมองฉินหวยหรูด้วยดวงตาเบิกกว้าง แล้วถามอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“เมื่อกี้ไอ้โง่นั่นมันว่าไงนะ ? เธอได้ยินชัดไหม ? มันบอกว่ามันโดนไล่ออกงั้นเหรอ ?”
ฉินหวยหรูก็ไม่คาดคิดเช่นกัน ว่าแผนการของเธอจะได้ผลขนาดนี้ เหออวี่จู้...ถูกเฟิงเจ๋อหยวนไล่ออกจริง ๆ พูดให้ชัดก็คือ ต้นเรื่องทั้งหมดก็คือเธอเอง
ถ้าไม่ใช่เธอไปกระซิบกับเจี่ยตงซวี่ อี้จงไห่กับตงซวี่ก็คงไม่คิดจะส่งจดหมายร้องเรียน
“อืม ใช่ เหออวี่จู้โดนไล่ออกแล้วจริง ๆ ค่ะ” ฉินหวยหรูพยักหน้า ยืนยันชัดเจน
“ดี! ดีมากเลย ! สวรรค์ยังมีตา ! ! ในที่สุดไอ้สารเลวนั่นก็ได้ชดใช้กรรม ! มันสมควรโดนไล่ออกนานแล้ว !”
“ฉันได้ยินมาว่าเงินเดือนมันที่เฟิงเจ๋อหยวน เดือนละตั้งร้อยหยวน ! มันเป็นใครกัน ! แค่ไอ้โง่คนหนึ่งเอง จะมีสิทธิ์อะไรได้เงินเยอะขนาดนั้น !”
“ดูลูกชายฉันสิ ตงซวี่ ได้เงินแค่ยี่สิบกว่าหยวน ยังไม่ถึงสามสิบเลย แต่นี่มันได้เงินตั้งร้อยหยวน นี่มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด !”
“แต่ตอนนี้ดีแล้ว ! ฉันอยากเห็นหน้ามันเวลาตกต่ำเสียจริง !”
“คืนนี้รอตงซวี่กลับมา ฉันต้องบอกข่าวดีนี้ให้เขาฟัง ! จะได้ร่วมมือกับอี้จงไห่ ช่วยกันจัดการไอ้โง่นั่นอีกสักชุด !”
อาจเป็นเพราะฝ่ามือที่เหออวี่จู้ตบลงมาเมื่อวันก่อน ยังคงจำฝังใจ ตอนนี้ ต่อให้โมโหขนาดไหน เจี่ยจางซื่อก็ไม่กล้าเรียกชื่อเขาตรง ๆ อีกต่อไป ได้แต่ใช้คำว่า "ไอ้โง่" ลับหลังแทน
นี่แหละ...หญิงชราจอมกร่างที่พอได้เปรียบก็โอหัง ต้องโดนซ้อมถึงจะจำได้ !
……
ทางด้านเหออวี่จู้ เมื่อกลับเข้าบ้าน ก็ไม่ได้ไปนอนจริงอย่างที่พูดไว้
เขาหยิบเอกสารชุดสุดท้ายของหลัวป้านเฉิงออกมา นั่งลง จุดบุหรี่หนึ่งมวน ชงชาสักถ้วย
พูดถึงบุหรี่กับชา ก็เป็นของที่หลัวป้านเฉิงเคยให้เขาไว้ แล้วเขาก็เริ่มลงมือแปลต่อ
กระทั่งเวลาใกล้เที่ยง สิบเอ็ดโมงตรง เขาก็แปลเอกสารหน้าสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย มองไปยังระบบจัดเก็บ ที่มีเอกสารแปลเสร็จวางเรียงอยู่หกเล่ม
เขาก็หยิบออกมา รวมกับเล่มสุดท้าย ก่อนจะใส่ลงกระเป๋าเอกสาร ลุกขึ้นยืดตัวเล็กน้อย ก่อนจะเปิดประตูออกไป
เขาปั่นจักรยานตรงไปยังโรงงานรีดเหล็ก เขารู้ทางเข้าออกดี จึงตรงดิ่งไปยังป้อมยามที่หน้าโรงงาน เมื่อแจ้งจุดประสงค์กับยาม อีกฝ่ายก็จำเขาได้ทันที
รู้ว่าเขาเป็นคนรู้จักของ 'หลี่เหรินอี้' จึงเปิดทางให้ทันที แถมยังถามอย่างกระตือรือร้น ว่าต้องการให้พาไปส่งไหม
เหออวี่จู้ขอบคุณอย่างสุภาพ แล้วเดินไปยังอาคารสำนักงานด้วยตัวเอง
พอดีที่หลี่เหรินอี้เดินออกมาจากอาคาร พอเห็นเขา ก็เบิกตาโตดีใจ “อาจาร์เหอ ! วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่ได้ล่ะครับ !”
“นี่...คุณมาหาท่านประธานหลัวเหรอ ?”
เหออวี่จู้พยักหน้า “สวัสดีครับ คุณหลี่ ผมมาหาท่านหลัวน่ะครับ เขาอยู่ไหม ?”
หลี่เหรินอี้รีบพยักหน้า ในโรงงานนี้ ถ้าใครรู้ความเคลื่อนไหวของหลัวปั้นเฉิงดีที่สุด ก็ต้องเป็นเขา ในฐานะหัวหน้าสำนักงาน ทุกวัน เขาจะติดตามตารางงานของหลัวปั้นเฉิงอย่างใกล้ชิด
“อยู่ครับ ! เขาเพิ่งกลับมาจากกระทรวงอุตสาหกรรม ตอนนี้อยู่ในห้องทำงาน ผมพาคุณไปหาเลยก็ได้ !”
“งั้นรบกวนด้วยครับ คุณหลี่”
“ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ อาจารย์เหอ ! เชิญทางนี้ !”
เขานำเหออวี่จู้ขึ้นไปยังชั้นสาม เคาะประตูห้องทำงานของหลัวปั้นเฉิง และไม่ได้ปล่อยให้เหออวี่จู้ยืนรอข้างนอกด้วย
แต่พาเข้าไปด้วยตัวเอง แล้วพูดเบา ๆ กับชายวัยกลางคนที่กำลังง่วนอยู่กับเอกสาร “ท่านประธาน อาจารย์เหอมาหาครับ”
เมื่อได้ยินชื่อ หลัวปั้นเฉิงก็เงยหน้าขึ้นทันที พอเห็นว่าเป็นเหออวี่จู้ ก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี
“อาจารย์เหอ ! ทำไมถึงมาได้ล่ะ ? เชิญนั่ง ๆ !”
“หลี่เหรินอี้ ไปชงชาให้หน่อย !”
หลัวปั้นเฉิงลุกออกจากโต๊ะทำงาน เชิญเหออวี่จู้ไปนั่งที่โซฟา พลางสั่งให้หลี่เหรินอี้ชงชา
จากนั้น เขาก็หยิบซองบุหรี่พิเศษออกมายื่นให้เหออวี่จู้ ทั้งสองคนจุดบุหรี่คุยกันอย่างสบายอารมณ์ ยังไม่ได้เข้าเรื่องจริงจัง จนกระทั่งหลี่เหรินอี้ชงชาเสร็จ
“ท่านประธาน อาจารย์เหอ เชิญครับ ผมขอตัวก่อน ถ้ามีอะไรเรียกได้เลย”
ทั้งคู่พยักหน้ารับอย่างสุภาพ มองดูหลี่เหรินอี้ออกไป แล้วปิดประตูให้เงียบ ๆ
เหออวี่จู้จึงเริ่มพูดทันที “ท่านหลัว เอกสารทั้งเจ็ดเล่ม ผมแปลเสร็จหมดแล้วครับ คุณลองเอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบดูนะครับ ถ้ามีตรงไหนผิดพลาด บอกผมได้เลย ผมพร้อมแก้ไขให้ทันที”
แน่นอนว่า...ความผิดพลาดแทบไม่มี เพราะเหออวี่จู้ใช้ทักษะภาษาอังกฤษที่ได้จากระบบ ความแม่นยำในการแปลสูงถึง 99.99% แทบจะไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ เลย !
“ดีมาก เดี๋ยวฉันจะเอาไปให้ช่างอาวุโสช่วยตรวจอีกที ขอบคุณมากอาจารย์เหอ ! เอกสารชุดนี้ช่วยเราได้มากจริง ๆ”
“ต่อไป เราจะสามารถใช้เครื่องจักรได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าจะพังแล้วซ่อมไม่ได้ ต้องส่งไปต่างประเทศหรือติดต่อวิศวกรต่างชาติอะไรพวกนั้นอีก !”
“นายไม่รู้หรอกพวกนั้นน่ะ ทั้งตระหนี่ ทั้งช้าเหมือนลา !”
หลัวปั้นเฉิงพูดพลางถอนหายใจ เหออวี่จู้ฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ไม่คิดว่าประธานใหญ่เช่นเขา จะมีมุมพูดขำแบบนี้ด้วย
“ก็ดีแล้วล่ะครับ ! แต่ผมเชื่อว่าทั้งหมดนี่เป็นแค่เรื่องชั่วคราว อีกไม่นาน เมื่อประเทศเราพัฒนาไปมากขึ้น อุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็จะตามมาเอง ในอนาคต เครื่องจักรผลิตในประเทศเราเอง จะสามารถแทนที่ของนำเข้าทั้งหมดได้แน่นอนครับ !”
เหออวี่จู้กล่าวอย่างมั่นใจ เพราะในอดีตชาติ แม้เขาจะไม่ได้ศึกษาสายเทคนิค แต่ก็เห็นจากหนังสือพิมพ์บอกว่า...สินค้าผลิตในประเทศ มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี