- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 87 พ่อตาใจกว้าง !
บทที่ 87 พ่อตาใจกว้าง !
บทที่ 87 พ่อตาใจกว้าง !
บทที่ 87 พ่อตาใจกว้าง !
.......
ณ โรงงานรีดเหล็ก
หลังจากที่เหออวี่จู้คุยกับหลัวปั้นเฉิงผ่านไปครึ่งชั่วโมง หลัวปั้นเฉิงก็ยืนจ้องหน้าเหออวี่จู้สีหน้าไม่สู้ดีนัก “ที่ว่านี่... แค่เรื่องจิ๊บจ๊อยแค่นี้ แต่เขากลับกล้าไล่นายออกเลยงั้นเหรอ ?”
“เจ้าของร้านก็แค่กังวลว่าผมกับเซลิน่าอาจจะทำให้ร้านเฟิงเจ๋อหยวนเสียหายล่ะครับ เขาเห็นว่าเธอเป็นคนต่างชาติ...”
เหออวี่จู้ไม่ได้บ่นหรือฟูมฟายอะไร พอเห็นหลัวปั้นเฉิงโมโหแทนตนก็เพียงพูดเบา ๆ
“ไร้สาระ ! ไอ้หลัวหมิงอี้นั่นมันก็แค่พวกขี้ขลาดในคราบผู้ดี ! ไม่งั้น ! ร้านอาหารซานตงแท้ ๆ จะถูกมันเปลี่ยนเป็นร้านอาหารเสฉวนไปได้ยังไง ! ออกจากเฟิงเจ๋อหยวนก็ช่างมันเถอะ ! อย่าลังเลเลย มาทำงานกับฉันเถอะ !”
“ได้ยินมาว่านายเคยได้เดือนละร้อยหยวนใช่ไหม ? งั้นฉันให้ร้อยห้าสิบเลย มาทำตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวที่โรงอาหารของฉัน ! นายมีหน้าที่แค่ดูแลตอนมีเลี้ยงรับรอง ส่วนวันธรรมดาจะมาก็ได้ ไม่มาก็ไม่เป็นไร !”
พูดจบ หลัวปั้นเฉิงก็โบกมืออย่างเท่ เลื่อนตำแหน่งให้เหออวี่จู้ทันทีแบบไม่ต้องรอให้ใครอนุมัติ ตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวโรงอาหาร... เปิดไว้รอนานแล้ว !
แต่เสียดาย... เหออวี่จู้เองกลับไม่คิดจะอยู่ที่โรงงานรีดเหล็กนี้ต่ออีกแล้ว ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ยอมขายโควต้าพนักงานให้เหยียนปู้กุ้ยไปแบบนั้นแน่
“ขอบคุณมากครับ ท่านหลัว แต่ผมคงไม่รับข้อเสนอครับ เพราะผมคิดว่าจะไปเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองใกล้ ๆ เฟิงเจ๋อหยวนดู ผมเชื่อว่า ฝีมือของผม... น่าจะพอเลี้ยงตัวได้”
“จริง ๆ แล้ววันนี้นอกจากจะเอาเอกสารมาให้คุณแล้ว ผมยังมีอีกเรื่องที่อยากรบกวนคุณ คือ... ผมอยากขอให้ช่วยหาบ้านกับหน้าร้านแถวนั้นให้ผมด้วยครับ”
“ผมอยากลองเปิดกิจการเองดูสักครั้ง”
ฟังดูเผิน ๆ อาจเหมือนไม่ได้พูดถึงหลัวหมิงอี้เลยสักคำ แต่เพียงแค่การ “เปิดร้านแข่ง” ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องพูดมาก คนฉลาดก็ดูออกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
“ไป กำลังได้เวลาอาหารพอดี วันนี้ก็กินกับฉันที่นี่แหละ ถึงไม่อร่อยเท่าที่นายทำ แต่ก็พอกินได้ ไปคุยกันต่อระหว่างกินข้าวดีกว่า !”
หลัวปั้นเฉิงลุกขึ้นพาเหออวี่จู้มุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร ระหว่างทางก็เจอเหล่าคนงานที่เลิกงานพอดี พอเห็นหลัวปั้นเฉิงก็พากันทักทายอย่างนอบน้อม หลัวปั้นเฉิงเองก็พยักหน้า ตอบรับทุกคนอย่างไม่ถือตัว บางคนที่รู้จักดี ยังชวนคุยอีกสองสามประโยค
พอถึงโรงอาหาร หัวหน้าพ่อครัวก็มาต้อนรับทันที พาทั้งสองคนเข้าไปนั่งที่ห้องรับรองส่วนตัว จากนั้นก็สั่งให้ครัวเตรียมอาหารตามเมนูที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
เมนูอาหารกลางวันของเขามีระบุไว้ชัดเจน ไม่ต้องรายงานทุกวันให้ยุ่งยาก ถ้าไม่มีแขกพิเศษมารับรองก็ใช้เมนูชุดนี้ได้เลย
“ลองดูสิ ก็แค่อาหารบ้าน ๆ ฝีมือพวกนี้จะไปเทียบกับระดับนายได้ยังไง !” หลัวปั้นเฉิงพูดพลางยิ้ม หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารคำหนึ่ง
เหออวี่จู้ก็คีบอาหารตาม กินไปสองสามคำ ก็พบว่าเป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูดไว้จริง อาหารพอมีรสชาติก็จริง แต่ก็แค่ระดับบ้าน ๆ ธรรมดา ยังห่างไกลจาก “อาหารขึ้นสำรับ” อยู่มากโข
“ผมเป็นลูกคนจน ไม่เลือกกินหรอกครับ มีข้าวกินก็พอแล้ว !”
พูดจบ เขาก็หยิบหมั่นโถวขึ้นมากินกับข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
พอเห็นท่าทางนั้น หลัวปั้นเฉิงก็อดหัวเราะไม่ได้ ทั้งสองจึงกินด้วยกันอย่างสนุกสนาน
“เรื่องหน้าร้านแถวนั้น ฉันรู้จักคนอยู่คนนึง เขาก็กำลังคิดจะขายอยู่พอดี แต่อาจจะแพงหน่อยนะ สักห้าหรือหกพันหยวนได้”
“แต่ฉันว่าซื้ออสังหาตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแย่หรอกนะ ที่ดินมีแต่จะแพงขึ้นเรื่อย ๆ เก็บไว้ ต่อให้ไม่ใช้ก็ยังปล่อยเช่าได้ ส่วนบ้านพักอาศัยนี่ ฉันยังไม่ถนัด จะลองสอบถามเพื่อนให้ก่อน”
“เอาเป็นว่า ภายในสัปดาห์นี้ น่าจะหาให้ได้ครบทั้งบ้านทั้งร้าน ว่าไง พอได้ไหม ?”
หลังจากกินไปได้สักพัก หลัวปั้นเฉิงก็พูดขึ้น
เหออวี่จู้พอฟังก็ยิ้มออกทันที สมแล้วที่เป็นหลัวปั้นเฉิง เรื่องที่คนอื่นเห็นว่าใหญ่โต สำหรับเขาแล้วแค่ไม่กี่วันก็จัดการได้
“ไม่มีปัญหาครับ ! ช่วงนี้ผมจะพยายามรวบรวมเงินไว้ก่อน ไม่งั้นเจอค่าร้านเข้าไป ผมคงหมดตัวแน่”
เหออวี่จู้ตอบพร้อมหัวเราะ
“ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินหรอก ถ้าขาดก็เอาที่ฉันไปก่อน ไว้มีแล้วค่อยคืน ไม่รีบ”
“อีกอย่าง พอแปลเอกสารของลุงชิวกับคนอื่น ๆ เสร็จ เงินค่าจ้างก็พอซื้อบ้านซื้อร้านแล้วล่ะ”
“ถ้ายังขาดอีกก็แค่บอกกันตรง ๆ เราไม่ใช่คนอื่น ไม่ต้องมาทำตัวเกรงใจกันหรอก”
หลัวปั้นเฉิงพูดยิ้ม ๆ สำหรับเขา เรื่องที่ใช้เงินแก้ได้ ไม่เคยเป็นเรื่องลำบาก สิ่งที่ลำบาก คือเรื่องที่ "แม้แต่เงินก็ช่วยไม่ได้"
เหมือนเรื่องประวัติทางการเมืองของเขานั่นแหละ ไม่ว่าจะทุ่มเงินแค่ไหนก็ไม่สามารถสลัดมันหลุดได้ คล้ายกับมีดคมแขวนอยู่เหนือหัว พร้อมจะตกลงมาได้ทุกเมื่อ
“เข้าใจแล้วครับ ท่านหลัว” เหออวี่จู้พยักหน้ารับ ยิ้มตอบอย่างจริงใจ
หลังจากกินอิ่มเรียบร้อย ทั้งคู่ก็กลับขึ้นไปที่สำนักงานอีกครั้ง
หลัวปั้นเฉิงเปิดตู้นิรภัย หยิบเงินออกมานับได้ 2,600 หยวน วางไว้ตรงหน้าของเหออวี่จู้
“ค่าจ้างแปลเอกสาร ฉันไม่อยากนั่งนับตัวอักษรให้วุ่นวาย เอาเป็นว่าสองพันหกร้อยก็แล้วกัน ! คนมีฝีมือ ก็ต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม !”
เหออวี่จู้หัวเราะเบา ๆ ในเมื่อเป็นเงินจากพ่อตา ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องเกรงใจ
“ถ้าอย่างนั้น... ผมก็ไม่เกรงใจแล้วนะครับท่านหลัว ช่วงนี้ผมต้องใช้เงินหลายทางพอดี”
พูดจบก็กวาดเงินเข้าไปเก็บเรียบร้อย ไม่มีท่าทีลังเลหรือยึกยักแม้แต่น้อย หลัวปั้นเฉิงเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ
“ใช่สิ ฉันกะว่าสุดสัปดาห์นี้ จะพานายกับเสี่ยวเอ๋อร์ แล้วก็แม่ของเธอไปล่าสัตว์ที่เขายวี่เฉวียนซานหน่อย ถือโอกาสให้นายได้ใกล้ชิดกับเสี่ยวเอ๋อร์บ้าง เป็นไง สนใจไหม ?”
หลัวปั้นเฉิงพูดแผนการที่เตรียมไว้กับเหออวี่จู้
“ไม่มีปัญหาครับ ! พอดีผมก็กะว่า จะเร่งแปลเอกสารของผู้อำนวยการชิวกับคนอื่น ๆ ให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้อยู่แล้ว”
“คิดว่าพอถึงวันเสาร์อาทิตย์ น่าจะทำเสร็จหมดพอดีครับ”
เหออวี่จู้พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน หลังจากนั้น ทั้งสองก็นั่งคุยเรื่องทั่วไปอีกสักพัก ก่อนที่เหออวี่จู้จะขอตัวกลับ
เพราะยังมีเอกสารของหลิวเฟิงอีกสามชุดรอแปล ซึ่งค่าจ้างสูงถึง 50 หยวนต่อพันตัวอักษร
คืนนี้ต้องเร่งมือทำโอที ! ตั้งใจจะทำให้เสร็จทั้งหมดภายในคืนนี้
กลับถึงบ้าน เหออวี่จู้ก็ไม่พักแม้แต่นาทีเดียว รีบนั่งลงแปลเอกสารต่อทันที แต่ในขณะเดียวกัน เหล่าแม่บ้านที่ว่างงานในซื่อเหอหยวนก็พากันซุบซิบ ข่าวลือที่ว่าเฟิงเจ๋อหยวน “ไล่เหออวี่จู้ออก” ก็หลุดออกมาจากปากของเจี่ยจางซื่อเรียบร้อย
แน่นอนว่า...เมื่อคนที่กลับมาจากงานตอนเย็นอย่างอี้จงไห่ได้ยิน เรื่องนี้... ทั้งบ้านจะต้องรู้แน่นอนว่า ตอนนี้เหออวี่จู้กลายเป็น "คนว่างงาน" ไปเรียบร้อยแล้ว !
บ่ายวันเดียวกัน ที่หลังครัวของเฟิงเจ๋อหยวน งานวุ่น ๆ เพิ่งจะจบลง และทุกคนก็ได้กินข้าวกลางวันเรียบร้อย พ่อครัวหลายคนรวมถึงลูกมืออีกสองสามคน ต่างพากันมามุงรอบหลี่เว่ยกั๋วกระซิบกระซาบกันเบา ๆ
“หัวหน้าพ่อครัว... เรื่องที่ว่าอาจารย์เหอถูกไล่ออกนี่ เรื่องจริงเหรอครับ ?”
“ใช่เลย คุณยังไม่ได้ไปคุยกับเจ้าของร้านหลัวดูอีกเหรอ ?”
“ใช่หัวหน้า คุณพูดกับเขาน่าจะได้ผลนะ !”
“ถ้าไม่ได้จริง ๆ เราก็รวมตัวกันไปพูดกับเขาด้วยกันเลย ผมไม่เชื่อหรอกว่าคนตั้งหลายคน เขาจะไม่ยอมฟัง !”
“ใช่ ไปด้วยกัน ! ต้องได้ผลแน่นอน !”
เสียงจากลูกน้องเหล่านั้นต่างแสดงออกถึงความเคารพและห่วงใยอย่างจริงใจ ทำให้หลี่เว่ยกั๋วรู้สึกอิ่มเอมใจไม่น้อย อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่า ลูกศิษย์ของเขา เหออวี่จู้ เป็นคนที่มีคุณค่าจริง ๆ หลังจากเขาออกไป ไม่มีใครเลยที่ซ้ำเติม กลับมีแต่คนอยากให้เขากลับมา
เพียงแค่นี้ ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเหออวี่จู้ ‘ประสบความสำเร็จ’ แล้วในสายตาของคนในวงการ
“ฉันขอบคุณทุกคนแทนเสี่ยวจู้มันก็แล้วกันนะ แต่เรื่องนี้มันไม่ง่ายอย่างที่พวกนายคิดหรอก”
“เอาเป็นว่า... แค่รู้ไว้ว่าเสี่ยวจู้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับมา อีกสักพัก ฉันจะไปคุยกับเขา แล้วจะเล่าแผนของเขาให้ฟังอีกที ดีไหม ?”
“ยังไงซะ เมืองหลวงมันก็แค่นี้เอง ต่อให้ไม่อยู่ที่นี่ ฉันยังพอมีเส้นสายอยู่บ้าง อย่างไรก็หางานให้เขาได้แน่นอน !”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องอดอยากหนาวสั่นอะไรแบบนั้นหรอก !”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้น ก็สบตากันเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรต่อ ในใจลึก ๆ พวกเขารู้แล้วว่า... เรื่องนี้มันมีอะไรมากกว่าที่คิด และคำว่า “ไม่กลับมาแน่” ก็คงเป็นคำสุดท้ายจริง ๆ
พวกเขาคุยกันอีกสักพัก แล้วจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว ซุ่ยหง จากหน้าเคาน์เตอร์ก็เดินเข้ามาหาหลี่เว่ยกั๋วที่หลังครัว
“หัวหน้าพ่อครัว เรื่องของอาจารย์เหอ... จริง ๆ แล้วไม่มีทางกลับมาแล้วใช่ไหมคะ ? ไม่ได้จริง ๆ หรือคะ ลองไปขอความช่วยเหลือจากท่านผู้นำดูไหม ? ถ้าทางนั้นออกหน้า รับรองหลัวหมิงอี้ไม่มีทางกล้าปฏิเสธแน่ !”
ซุ่ยหงพูดแรงกว่าคนอื่น เธอเสนอให้ไปขอให้ผู้นำออกหน้าช่วย หากเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลัวหมิงอี้ต้องรีบต้อนรับเหออวี่จู้กลับมาแน่
แต่…จะให้เอาเรื่องเล็กแค่นี้ไปถึงผู้นำมันก็เกินไปหน่อย เหมือน “ฆ่าไก่ใช้มีดฆ่าวัว”
“ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นหรอก เจ้าของร้านเขาก็มีเหตุผลของเขา ไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องมันบานปลาย ฉันขอบคุณเธอแทนเขาแล้วกันนะ คุณซุ่ย แต่เสี่ยวจู้มันตัดสินใจแล้ว ว่าจะไม่กลับมาอีก ความหวังดีของเธอ ฉันจะรับไว้แทน แต่เรื่องนี้ ก็ให้มันจบแค่นี้เถอะ”
ซุ่ยหงเห็นเขาพูดถึงขนาดนี้ ก็ได้แต่พยักหน้ารับ หันหลังกลับไปหน้าเคาน์เตอร์อีกครั้ง แล้วก็ได้แต่นั่งพิงเคาน์เตอร์เงียบ ๆ จมอยู่กับความคิด
เธอกำลังคิด... ว่าเหออวี่จู้จะไปทำงานที่ไหนต่อ ?
จนเวลา 17.00 น. เหออวี่จู้มาถึงหน้าโรงเรียนอนุบาล ตามเวลานัด
เขายืนมองดูหรานชิวเย่ ซึ่งกำลังส่งเด็กๆ ให้ผู้ปกครองมารับทีละคน บนใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน จนเมื่อเด็กคนสุดท้ายกลับบ้านแล้ว เหลือแค่เธอกับน้องสาวของเขา อวี่สุ่ย สองคน ทั้งคู่จึงเดินมาหาเขา
“รอนานไหม ? ไปกันเถอะ ฉันล่ะรอไม่ไหวแล้ว อยากชิมฝีมืออาจารย์เหอสักครั้ง !”
หรานชิวเย่ดูจะสนิทกับเขามากขึ้น น้ำเสียงของเธอผ่อนคลายและเป็นกันเองขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีความเป็นคุณหนูผู้หยิ่งยโสเหมือนเมื่อก่อน
“ไปกันเลย ! ไม่ต้องห่วง รับรองไม่ผิดหวัง ถ้าไม่อร่อยนะ... คุณเอากระทะมาฟาดหัวผมได้เลย !”
ด้านหน้าเป็นอวี่สุ่ยนั่ง เบาะหลังเป็นหรานชิวเย่นั่งซ้อน ทั้งสามคนขี่จักรยานคันเดียว ขี่ฝ่าลมเย็นยามเย็นตรงกลับไปยังบ้านพักในเรือนสี่ประสาน
ตั้งแต่พวกเขาเหยียบเข้ามาในลานบ้าน ทุกสายตาต่างก็หันมามองด้วยความประหลาดใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรก ที่เหออวี่จู้พาผู้หญิงเข้าบ้าน !
ทุกคนต่างสงสัยในใจ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ? มีความสัมพันธ์ยังไงกับเหออวี่จู้ ?
“เฮ้ย! เสี่ยวจู้ เดี๋ยวก่อน ! วันนี้ฉันได้ยินป้าสามบอกว่านายไม่ได้ทำงานที่เฟิงเจ๋อหยวนแล้ว ? เรื่องจริงหรือเปล่า ?” เสียงจากเหยียนปู้กุ้ยดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวที่วิ่งออกมาหน้าบ้าน
“ก็มีปัญหานิดหน่อยน่ะ สุดท้ายเจ้าของร้านก็ไล่ผมออก ตอนนี้เลยตกงานเรียบร้อยแล้วครับ !”
“โห เรื่องดีไม่เคยแพร่ออกนอกลานบ้าน เรื่องร้าย ๆ นี่แพร่ไปทั่วในวันเดียวเลยแฮะ ปากพวกนี้นี่... ช่างยาวจริง ๆ ! !”
เหออวี่จู้บ่นอย่างปลง ๆ ก่อนจะพาหรานชิวเย่เดินตรงเข้าบ้าน ระหว่างทางเจอคนอื่น ก็ไม่ได้พูดคุยอะไร
พอกลับถึงบ้าน เขาก็ให้ทั้งสองคนไปนั่งรอในห้อง ส่วนตัวเขาเข้าครัวไปทำอาหาร
พอเขาออกไป อวี่สุ่ยก็รินน้ำเปล่าใส่แก้ว ยื่นให้หรานชิวเย่
“คุณครูหราน ดื่มน้ำก่อนนะค่ะ”
“ขอบใจนะ อวี่สุ่ย” หรานชิวเย่ยิ้มบาง ๆ พลางลูบศีรษะของอวี่สุ่ยเบา ๆ
จากนั้น... สายตาคู่สวยของเธอก็เริ่มกวาดมองไปรอบห้องอย่างเงียบ ๆ
ห้องไม่ได้หรูหรา ออกจะเรียบง่ายเสียด้วยซ้ำ แต่กลับสะอาดเป็นระเบียบ พื้นบ้านและเตียงจัดไว้อย่างดี ไม่มีแม้แต่กลิ่นอับ
ยากจะเชื่อว่า... นี่คือห้องของผู้ชายคนหนึ่ง
แม้แต่เธอเอง เป็นผู้หญิงแท้ ๆ บางครั้งยังขี้เกียจเก็บห้อง เสื้อผ้าวางเกลื่อน ผ้าห่มไม่เคยพับ วันไหนเหนื่อยก็ทิ้งมันไว้ทั้งอย่างนั้น
แต่เหออวี่จู้... ผ้าห่มของเขา พับเป็นก้อนเหลี่ยมเหมือน "เต้าหู้" เรียบร้อยราวกับผ่านการฝึกทหาร
“อวี่สุ่ย ปกติพี่ชายเธอจัดห้องเองหมดเลยเหรอ ? ของพวกนี้... เขาทำเองหมดเหรอ ?”
“ใช่ค่ะ ตั้งแต่พ่อจากไป พี่ชายก็ทำเองทุกอย่าง ยังช่วยฉันเก็บห้องด้วยนะคะ !”
“เมื่อก่อนเขาก็เป็นแบบนี้ไหม ?”
“ไม่เลยค่ะ พี่ชายเมื่อก่อนไม่ชอบความสะอาดเลย แม้แต่ถุงเท้าก็ไม่ซัก ! แต่ตั้งแต่พ่อจากไป พี่ชายก็เปลี่ยนไปเลย บอกให้ฉันซักนั่นซักนี่ทุกวัน !”
คำพูดของอวี่สุ่ย ทำให้ดวงตาของหรานชิวเย่ฉายแววสะเทือนใจขึ้นมา คนเขาว่ากันว่า “ลูกคนจน โตไว” เธอไม่เข้าใจมาก่อน แต่ตอนนี้ เธอเข้าใจแล้ว
โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “ตั้งแต่พ่อจากไป...” ซ้ำถึงสองครั้ง
ก่อนหน้านั้น เหออวี่จู้ยังเป็นแค่เด็กชายคนหนึ่ง ที่มีที่พึ่งพิง ไม่สนแม้แต่จะซักถุงเท้า
แต่คืนหนึ่ง หลังจากที่พ่อจากไปที่อื่น เขากลับเติบโตขึ้นทันตา เด็กชายในคืนนั้น คงร้องไห้จนตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่ม
พอรุ่งเช้า ก็เช็ดน้ำตา แล้วหันมายิ้มให้กับน้องสาวอย่างเข้มแข็ง
แค่คืนเดียว เด็กชายกลายเป็นผู้ใหญ่ เหออวี่จู้... เติบโตแล้ว
“น่าสงสารจริง ๆ...คนคนหนึ่งต้องเจออะไรบ้าง...ถึงจะกลายมาเป็นผู้ชายแบบนี้ได้ ?”
หรานชิวเย่ไม่กล้าคิดต่อ เพราะหากเป็นเธอ... เธออาจทนไม่ไหว และพังทลายลงตั้งแต่คืนแรก
เธอไม่รู้เลยว่า...หากเหออวี่จู้รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เขาคงจะตอบแบบติดตลกแต่ลึกซึ้งว่า “เธอจะไม่พังหรอก เพราะเธอแข็งแกร่งกว่าที่เธอคิดมาก...”
สุดท้ายแล้ว... ในคลื่นลมแห่งยุคสมัย เธอเองก็จะต้องผ่านบททดสอบอันหนักหน่วง และท่ามกลางแรงกดดันอันมหาศาลนั้น เธอจะไม่ถอย
เธอจะฟันฝ่าทุกข์ทน จนได้เห็นแสงแดดยามเช้า …หลังพายุผ่านพ้นไป !