เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 83 ลูกเขยของท่านประธาน ตัดสินใจ !

บทที่ 83 ลูกเขยของท่านประธาน ตัดสินใจ !

บทที่ 83 ลูกเขยของท่านประธาน ตัดสินใจ !


บทที่ 83 ลูกเขยของท่านประธาน ตัดสินใจ !

บรรยากาศในครัวของร้านเฟิงเจ๋อหยวนกำลังร้อนแรงสุดขีด เตาไฟทุกหัวลุกโชน เปลวไฟลามขึ้นสูงวัตถุดิบหลากชนิดในกระทะถูกไฟลวกจนกลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกมา

กลิ่นหอมหลายหลากผสานกันในอากาศ ชวนให้ผู้คนอยากกินมากขึ้นอย่างห้ามใจไม่อยู่

ว่ากันว่า อาชีพพ่อครัวนั้นเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน เพราะต้องสูดกลิ่นหอม ๆ ของอาหารอยู่ทุกวัน แค่กลิ่นก็เหมือนได้ลิ้มรสแล้ว ถ้าไม่ชิมบ้าง จะเหมือนเป็นการทรมานตัวเองเปล่า ๆ

เพราะแบบนั้น หลังจากปรุงอาหารเสร็จในแต่ละครั้ง เหออวี่จู้ก็มักจะตักชิมเล็กน้อยตามธรรมเนียม เมื่อมั่นใจว่ารสชาติเหมาะสมแน่นอนแล้ว ถึงจะจัดใส่จาน ส่งไปให้หลี่เว่ยกั๋วตรวจสอบ ผ่านแล้วจึงส่งต่อไปยังเขตเสิร์ฟ ให้พนักงานนำไปเสิร์ฟตามหมายเลขโต๊ะ

เมื่อทำเมนูพิเศษที่มีชื่อเขาระบุไว้เสร็จ เหออวี่จู้ก็ไม่หยุดพัก ยังคงเดินหน้าไปทำออเดอร์ชุดต่อไป

เขาวนเวียนอยู่หน้าเตากว่าชั่วโมงครึ่ง จนทำอาหารตามบิลทั้งหมดเสร็จสิ้น จึงได้เงยหน้าขึ้น เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก พักหายใจ

“อาจารย์ครับ มีออเดอร์อีกไหม  ? ถ้าไม่มี ผมขอออกไปสูบบุหรี่สักมวนครับ” เขาเดินมาหาหลี่เว่ยกั๋ว ถามอย่างนอบน้อม

“ไม่มีแล้ว ออกไปสูบได้เลย ถ้ามีเข้ามาอีก เดี๋ยวฉันให้ทำอย่างอื่นไปก่อน รอแกกลับมาค่อยว่ากัน”

วงการครัวมันก็แบบนี้ ถ้าร้านมีแค่พ่อครัวคนเดียว บุหรี่มวนนึงยังต้องสูบในครัว แต่จะสะอาดหรือไม่…ก็อยู่ที่จิตสำนึกแล้วล่ะ

จะดีกว่านี้ ก็ต่อเมื่อร้านใหญ่คนเยอะ พอมีแรงงานหมุนเวียน สลับกันพักได้บ้าง แต่ถ้าช่วงที่ลูกค้าแน่นจริง ๆ ก็ไม่มีใครกล้าขยับ ต่างก็ต้องทำหน้าที่ของตนไปจนกว่าจะพ้นชั่วโมงทอง

ทว่าในขณะที่เหออวี่จู้กำลังจะออกจากครัว เสียงของผู้จัดการสาว “ชุ่ยหง” ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“อาจารย์เหอ ! รอเดี๋ยวก่อน ! มีแขกด้านหน้าอยากพบคุณ ! ฝากบอกว่า ถ้าไม่ติดอะไรยุ่งๆ ให้ไปพบสักครู่ ห้องวีไอพี ‘ฮุ่ยเฟิงหย่วน’ เลยค่ะ !”

เสียงของชุ่ยหงก้องกังวานไปทั่วครัว ทำให้คนในห้องครัวต่างมองตามกันเป็นตาเดียว

ว่ากันตามตรง ตอนนี้ในเฟิงเจ๋อหยวน คนที่ฮอตสุดแบบไม่มีใครเทียบ ก็คงจะหนีไม่พ้น “เหออวี่จู้” นี่แหละ

มีคนระบุชื่อให้เขาเป็นคนปรุง แถมยังขอให้เขาไปพบเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง สำหรับพ่อครัวแล้ว นี่ถือเป็นเกียรติยศล้วน ๆ !

ไม่ใช่พ่อครัวธรรมดาทั่วไปจะได้รับเกียรติเช่นนี้ได้ง่าย ๆ เหออวี่จู้จึงไม่ได้ดื้อดึงจะออกไปสูบบุหรี่อีกต่อไป แต่เก็บบุหรี่กลับเข้ากระเป๋าอย่างเรียบร้อย “งั้นไม่สูบแล้วครับ ผมไปกับคุณเลย”

เขาปัดเสื้อให้เรียบแล้วเดินตามชุ่ยหงไปยังห้องรับรองด้านหน้า เตรียมตัวพบแขกที่รออยู่

เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปในห้องรับรอง ก็เห็นทันทีว่า เกือบทั้งหมดเป็นคนรู้จัก

และไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ “หลัวปั้นเฉิง” “ชิวจางหมิง” และ “หลิวเฟิง” รวมถึงชายวัยกลางคนแปลกหน้าอีกสี่คน ที่เขาไม่เคยพบมาก่อน

“ผู้จัดการชุ่ย เดี๋ยวผมดูแลเองครับ” เหออวี่จู้หันไปบอกชุ่ยหงเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้เธอไปจัดการงานอื่นต่อ

เมื่ออยู่กันตามลำพัง เขาจึงยกมือทักทายแล้วเปิดบทสนทนาด้วยถ้อยคำสุภาพ “ท่านหลัว ผู้อำนวยการชิว และคุณหลิว สวัสดีครับ รวมถึงแขกทุกท่านด้วย อาหารที่รับประทานกันวันนี้ รสชาติพอใช้ได้ไหมครับ ? ถ้ามีตรงไหนไม่ถูกปาก หรือมีข้อเสนอแนะ เชิญบอกได้เลยครับ ผมยินดีแก้ไขให้”

คำพูดสุภาพดังกล่าว เป็นธรรมเนียมของการพบแขก เมื่อเห็นว่าเขาเปิดบทพูดเช่นนั้น หลัวปั้นเฉิงก็หัวเราะเบา ๆ พลางโบกมือ “เอาล่ะๆ ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้น นายไม่ใช่คนนอก มานั่งก่อน วันนี้แค่จะพามารู้จักแขกไม่กี่คนเท่านั้นเอง นี่ เอาไปสูบซะ คงยังไม่ได้สูบเลยใช่ไหม ช่วงหัวค่ำเนี่ย !”

เขาหยิบกล่องบุหรี่ชนิดพิเศษแบบสงวนแจกจ่ายเฉพาะโยนมาให้ สีหน้าดูเป็นกันเองเต็มที่

ชิวจางหมิงกับหลิวเฟิงรู้ดีอยู่แล้ว ว่าหลัวปั้นเฉิงสนิทกับเหออวี่จู้มากแค่ไหน แต่ชายแปลกหน้าทั้งสี่คนกลับแสดงสีหน้าสงสัย พลางแลเหลียวไปมาด้วยความอยากรู้ ดูท่าว่าจะประหลาดใจไม่น้อย กับท่าทีสนิทสนมขนาดนี้

เหออวี่จู้หัวเราะเบา ๆ รับบุหรี่มา “งั้นผมไม่เกรงใจแล้วครับ ! ยืนสามชั่วโมงแล้ว ขาแทบเป็นของคนอื่น เมื่อครู่กำลังจะออกไปสูบอยู่แล้วเชียว ก็มีคนมาตามให้เข้ามาพบแขก”

เขาจุดบุหรี่ สูบลึก ๆ แล้วพ่นควันออกช้า ๆ จากนั้นก็หันไปถามหลัวปั้นเฉิง “ท่านหลัว แขกทั้งสี่ท่านคือ…”

หลัวปั้นเฉิงยิ้ม ก่อนจะเริ่มแนะนำแขกให้รู้จักอย่างเป็นทางการ ทั้งหมดล้วนอยู่ในวงการเดียวกัน เป็นถึงระดับผู้อำนวยการโรงงานทั้งสิ้น วันนี้นอกจากจะมาลิ้มรสฝีมือแล้ว ยังมีเรื่องงานแปลเอกสารที่อยากให้เขาช่วยด้วย

เมื่อแนะนำจบ ทุกฝ่ายต่างก็ยกมือทักทายตามธรรมเนียม

หลัวปั้นเฉิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ “พวกเขาน่ะจนปัญญาแล้วจริง ๆ หาคนแปลไม่ได้ แถมจะส่งเอกสารขึ้นไปให้หน่วยงานแปล ก็ไม่รู้จะได้เมื่อไหร่ เร็วสุดก็คงปีหน้าโน่น !”

“พอรู้ว่านายแปลได้ เลยให้ฉันช่วยแนะนำให้รู้จักน่ะ เป็นยังไง เอกสารทั้งสี่เจ้านี้ นายพอมีแรงพอจะแปลให้ได้ไหม ?”

“ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ ? เรื่องราคานายไม่ต้องคิดมาก ฉันคุยไว้แล้ว ห้าสิบหยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษร ราคาเดียว ไม่ต่อรอง พวกเขาก็ไม่ขัดข้อง !”

เหออวี่จู้ได้ยินแล้วถึงกับหัวเราะออกมา ในใจอดคิดไม่ได้ว่า ว่าที่พ่อตานี่ช่างขยันหางานให้เสียจริง !

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเสนอราคาที่เรียกได้ว่า “สูงสุดในเมืองหลวง” ในบรรดานักแปลทั้งหมดในปักกิ่ง แทบไม่มีใครกล้าเรียกเรทนี้กันหรอก !

แต่ก็ไม่แปลก เพราะสำหรับโรงงานระดับนี้ ถ้าไปจ้างนักแปลทั่ว ๆ ไป แล้วแปลผิดแม้แต่นิดเดียว ผลลัพธ์อาจหมายถึงอุปกรณ์เสียหาย หรือถึงขั้นมีผู้บาดเจ็บ

แต่ถ้าเอาไปให้หน่วยงานภาครัฐแปล ก็ต้องรอจนต้นไม้โตเป็นป่าถึงจะได้ใช้ พอรู้ว่ามีคนแปลเก่งใกล้ตัว แน่นอนว่าย่อมอยากใช้คนที่ไว้ใจได้

เหออวี่จู้พยักหน้า “ท่านหลัว เอกสารที่คุณให้ผมแปล ผมคำนวณดูแล้ว น่าจะใช้เวลารวมกันเกือบหนึ่งเดือนจึงจะแปลเสร็จ”

“ตอนนี้ของคุณก็แปลไปแล้วสองเล่ม ต่อไปก็จะเป็นคิวของคุณหลิว แล้วก็คุณชิว จากนั้นจึงจะเป็นของท่านอื่น ๆ”

“ดังนั้นของทั้งสี่ท่านนี้ ผมคงต้องใช้เวลาจนถึงเดือนหน้าถึงจะจัดส่งให้ได้ครับ”

“ถ้าทุกท่านรีบใช้ อาจต้องหาคนอื่นมาช่วยแทน”

“แต่ถ้าไม่รีบ ผมรับประกันว่า มีท่านประธานหลัว คุณชิว และคุณหลิวเป็นพยาน ผมสามารถให้ความมั่นใจได้ว่า ความถูกต้องของเนื้อหา จะสูงถึง 99.99% แน่นอน !”

“ไม่มีทางเกิดปัญหาจากการใช้เอกสารนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสีย หรือปัญหาความปลอดภัยก็ตาม !”

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เหออวี่จู้สังเกตเห็นว่า การแปลเอกสารลักษณะนี้ ทำให้ระดับทักษะภาษาอังกฤษของเขาพัฒนาเร็วมาก เพราะเนื้อหามีความซับซ้อน ไม่ใช่แค่ระดับเบื้องต้น

ดังนั้นจึงได้รับ “ค่าประสบการณ์” จากระบบมากเป็นพิเศษ

เขาคาดการณ์ว่า เมื่อแปลเอกสารทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย ทักษะภาษาอังกฤษของเขาน่าจะทะลุเลเวล 6 หรืออาจถึงเลเวล 7 เลยก็เป็นได้ !

“ไม่มีปัญหาเลย ไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย !”

หนึ่งในชายวัยกลางคนตบโต๊ะรับประกันอย่างไม่ลังเล “ต่อให้เดือนหน้าก็ไม่เป็นไร ! ถ้าส่งไปหน่วยงานราชการ ปลายปีนี้จะได้หรือไม่ยังไม่รู้เลย !”

“อาจารย์เหอ พวกเรายินดีมอบหมายให้คุณจัดการครับ ! แล้วเรื่องเงินมัดจำจะว่าไงดี ?”

เหออวี่จู้คิดถึงว่า อีกไม่นานคงต้องใช้เงินในหลายด้าน จึงตอบกลับตรง ๆ “เก็บครึ่งนึงก่อนครับ ส่วนอีกครึ่งค่อยจ่ายเมื่อแปลเสร็จ”

“ถ้าทุกท่านกังวลเรื่องคุณภาพ สามารถส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบได้เลยครับ”

“ถ้ามีข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ผมยินดีคืนเงินเต็มจำนวน !”

“ตกลง ไม่มีปัญหา !” ชายคนนั้นพยักหน้า “เอกสารของพวกเรามีไม่เยอะ แค่คนละสามเล่ม รวมราวห้าพันกว่าตัวอักษร คิดเต็มที่ก็หกพัน นั่นคือ 300 หยวนต่อเล่ม 3 เล่ม 900”

“งั้นพวกเราจะจ่ายมัดจำคนละ 450 รวมสี่คนก็เป็น 1,800 หยวน ! รับไว้เลยครับ อาจารย์เหอ ช่วยนับด้วยนะ !”

ไม่มีใครคาดคิดว่าทั้งสี่คนจะเตรียมเงินมาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยเเล้ว จัดการนับและส่งมอบให้ต่อหน้าทุกคนอย่างคล่องแคล่ว

เหออวี่จู้ไม่เกรงใจ นับตรวจเช็คจนแน่ใจว่าไม่ขาดไม่เกิน

กำลังจะรับเอกสารมา หลัวปั้นเฉิงก็พูดขึ้นมาทันที “เอกสารฝากไว้ที่ฉันก่อนเถอะ นายแบกเอกสารเป็นตั้งมาทำงานทุกวัน มันไม่สมกับเป็นมืออาชีพหรอก !”

“เดี๋ยวตอนนายเลิกงาน ฉันจะให้คนเอาไปส่งให้เอง”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เหออวี่จู้ก็พยักหน้ารับพร้อมกล่าวขอบคุณ ในใจรู้สึกซาบซึ้งอย่างเงียบ ๆ

ว่าที่พ่อตาคนนี้ เห็นทีจะไว้ใจได้จริง ๆ ! คิดเผื่อแทนเขาแทบทุกเรื่องเลย

เมื่อธุรกิจตกลงกันเรียบร้อย ชิวจางหมิงก็พูดขึ้นว่า “พวกนายอาจยังไม่รู้”

“อีกไม่นาน อาจารย์เหอคนนี้จะได้เป็นลูกเขยของท่านประธานหลัวแล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นว่าที่ลูกเขย ดังนั้นวางใจได้เลย เอกสารแปลพวกนั้นมอบให้เขาทำ รับรองไม่มีปัญหาแน่นอน”

“ถ้ามีอะไรผิดพลาด ก็ไปหาหลัวปั้นเฉิงเลย เขารับผิดชอบเต็มตัว !”

คำพูดยังไม่ทันจบ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

“เข้ามา !” หลัวปั้นเฉิงเอ่ยขึ้นเรียก

แอ๊ด....ประตูถูกผลักเปิดออก

ปรากฏว่าเป็น “หลัวหมิงอี้” ในมือหิ้วขวดเหมาไถ เดินยิ้มเข้ามา

แต่ทันทีที่เขาเห็นเหออวี่จู้ กำลังนั่งสบาย ๆ อยู่ที่โต๊ะ กินน้ำชา สูบบุหรี่ แววตาก็วูบไหวไปหนึ่งจังหวะ

แวบแรกนั้น มีแววไม่พอใจวูบผ่าน แต่ก็รีบกลบเกลื่อนเอาไว้ในพริบตา

“ท่านประธานหลัว ท่านผู้อำนวยการทั้งหลาย ได้ยินว่าทุกท่านมาเยี่ยมที่ร้าน”

“ผมเลยตั้งใจนำเหล้ามามอบเป็นของขวัญ”

“ขอให้ทุกท่านทานให้อร่อย ดื่มให้มีความสุขครับ !”

“เมื่อครู่ยืนอยู่หน้าประตู ได้ยินเสียงหัวเราะครึกครื้นในห้อง ไม่ทราบว่ากำลังคุยเรื่องดี ๆ เรื่องอะไรอยู่เหรอครับ ?”

หลัวหมิงอี้วางท่าพูดจาฉะฉาน ส่งเหล้าแล้วก็หยอดคำหวาน แต่ชิวจางหมิงไม่ปิดบังอะไร พูดตรง ๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่พูดถึงว่าไม่ช้าไม่นานนี้ อาจารย์เหอจะกลายเป็นลูกเขยของท่านประธานหลัวน่ะสิ !”

“ขอบคุณสำหรับเหมาไถนะคุณหลัว มาทานข้าวที่ร้านคุณ กลับทำให้คุณต้องเสียของขวัญอีก”

คำพูดของชิวจางหมิง ทำให้หลัวหมิงอี้ชะงักไปชั่วครู่ เขาเหลือบตามองไปที่หลัวปั้นเฉิง เห็นสีหน้ายิ้ม ๆ ก็ยิ่งแน่ใจว่า...ข่าวนี้จริงแน่นอน !

สุดท้ายเขาหันกลับมามองเหออวี่จู้อีกรอบ มองลึกอยู่อึดใจ ก่อนจะยิ้มเจื่อน ๆ แล้วพูดว่า “โห อย่างนี้ต้องแสดงความยินดีกับท่านประธานหลัวแล้วก็อาจารย์เหอด้วยนะครับ !”

“งั้นผมไม่รบกวนแล้ว ขอตัวขึ้นไปจัดการธุระชั้นบนก่อน ถ้ามีอะไรให้เรียกเด็กด้านนอกขึ้นไปแจ้งได้เลย”

“อาจารย์เหอ ก็ฝากดูแลผู้อำนวยการทั้งหลายด้วยนะครับ”

พูดจบ เขาก็โค้งหัวเล็กน้อย แล้วหมุนตัวจากไป มารวดเร็วจากไปก็รวดเร็ว ไม่มีท่าทีจะอยากอยู่ร่วมวงแม้แต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนออกจากห้อง ยังหันมาฝากฝังเหออวี่จู้ให้ดูแลแขกด้วยอีกต่างหาก

เมื่อประตูปิดลง หนึ่งในกลุ่มก็อดกระซิบไม่ได้ “วันนี้คุณหลัวดูแปลก ๆ นะ ? อาจารย์เหอ คุณไปทะเลาะอะไรกันมาหรือเปล่า ?”

คนในวงโต๊ะนี้ล้วนแต่เก๋าประสบการณ์ แม้หลัวหมิงอี้จะเก็บอารมณ์ได้ดี แต่ก็ยังไม่พ้นสายตาพวกเขา

เหออวี่จู้หัวเราะเบา ๆ “ไม่มีหรอกครับ เขาเป็นเจ้าของร้าน ผมเป็นแค่คนทำกับข้าว จะไปมีปัญหาอะไรกันได้”

“เอาล่ะครับ ท่านผู้อำนวยการทั้งหลาย เชิญสนทนาต่อเถอะ ผมขอตัวกลับไปทำงานก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวเจ้านายจะหักเงินเดือน ต้องไปยืนเป่าลมกินลมอยู่หลังร้านแน่ ๆ !”

พูดจบก็หันไปกล่าวลาหลัวปั้นเฉิง แล้วเดินออกจากห้อง กลับไปยังหลังครัว

แต่ในขณะเดียวกัน หลัวหมิงอี้ที่กลับขึ้นไปยังห้องทำงานบนชั้นสอง   กลับนั่งลงนิ่ง พร้อมกับมีภาพหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัว

ภาพที่เหออวี่จู้นั่งพิงโต๊ะของหลัวปั้นเฉิงแบบสบาย ๆ นั่นแหละ ท่าทางแบบนั้น แสดงชัดว่าสนิทกันมาก ! ถ้าไม่ใช่คนในระดับ “ครอบครัว” จริง ๆ ไม่มีใครกล้านั่งท่านั้นในที่แบบนี้หรอก

เมื่อคิดถึงคำพูดของชิวจางหมิงอีกครั้ง ที่บอกว่าเหออวี่จู้กำลังจะเป็นลูกเขย ในใจเขาก็ยิ่งว้าวุ่น

ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจบางอย่างอย่างแน่วแน่

“เหออวี่จู้จะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว”

“ด้านหนึ่งมีเซลิน่า ผู้หญิงที่เกือบก่อเรื่องทางการทูต อีกด้านก็เป็นว่าที่ลูกเขยของนักธุรกิจใหญ่”

“คนแบบนี้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็คือตัวปัญหา อยู่ต่อไปก็มีแต่จะสร้างเรื่องให้ฉัน เดือดร้อนกันทั้งร้าน !”

“ขนาดเรื่องของเซลิน่ายังเสี่ยงจะลุกลาม ไหนจะกลัวโดนหาว่ามีเส้นสายเพราะแต่งเข้าตระกูลนักธุรกิจอีก”

“ต่อให้ต้องเสียอะไรบ้าง ก็ต้องหาทางกำจัดเขาออกไปให้ได้ ! ร้านเฟิงเจ๋อหยวนของฉัน เลี้ยงคนแบบนี้ไม่ไหวหรอก !”

ในตอนท้าย เขากำหมัดแน่น ทุบเบา ๆ ลงบนโต๊ะ เหมือนเป็นการย้ำความแน่วแน่ในใจของตัวเอง !

……

ทางด้านเหออวี่จู้ที่กลับมาถึงหลังครัว แน่นอนว่าไม่มีทางรู้เลย ว่าการที่หลัวหมิงอี้รู้เรื่องเขากับหลัวปั้นเฉิง จะทำให้เจ้าตัวตัดสินใจเด็ดขาด เตรียมจะหาเรื่องไล่เขาออก

หากรู้ล่ะก็... เขาคงได้แต่หัวเราะขื่น ๆ แล้วพูดเพียงว่า

“คนใจแคบแบบนี้ ไม่มีวันเป็นใหญ่ได้หรอก !”

ทัศนคติแคบเช่นนี้ จะไปทำธุรกิจระดับชาติได้ยังไง ?

ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมพอช่วงนโยบาย “รัฐร่วมทุนเอกชน” เริ่มต้น เฟิงเจ๋อหยวนถึงกลายเป็นร้านแรกที่โดนรวมกิจการทันที

คงเพราะเจ้านายอย่างเขา เพียงแค่ได้ยินข่าวลือ ก็รีบเสนอหน้าขึ้นไปยกกิจการให้ก่อนแล้ว ไม่รอให้หน่วยงานรัฐต้องเสียเวลามาหา

……

ตอนเที่ยงวัน เหออวี่จู้เป็นคนลงมือทำอาหารพนักงานด้วยตัวเอง วันนี้เป็นวัน “ปรับปรุงมื้ออาหาร” หัวหน้าครัว “หลี่เว่ยกั๋ว” ก็เลยเดินมาสั่งด้วยตัวเอง

“เสี่ยวจู้ มื้อนี้แกทำอาหารพนักงานก็แล้วกัน ถือว่าเป็นวันพิเศษ ทำ ‘ปลาต้มผักกาดดอง’ แล้วก็ ‘มันฝรั่งผัดเปรี้ยวเผ็ด’ อีกอย่างขอ ‘หมูสามชั้นผัด’ ด้วย !”

“รสจัดหน่อยนะ !”

เหออวี่จู้พยักหน้ารับคำ “ได้เลยครับ อาจารย์ !”

จากนั้นก็หันไปตะโกน “พี่หวัง เตรียมวัตถุดิบ !”

หวังเฉียงที่รับคำอย่างร่าเริง ช่วงนี้ได้เรียนรู้ฝีมือจากเหออวี่จู้เยอะ ฝีมือทำอาหารก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เขามั่นใจว่า เมื่อครบสามปีของการฝึกงาน ตอนขึ้นเตาเป็นทางการ ก็ไม่น่าขายหน้า เผลอ ๆ ยังอาจสร้างชื่อเสียงได้ด้วยซ้ำ

เพราะงั้น สำหรับคำสั่งของเหออวี่จู้ เขาปฏิบัติตามแบบไม่บกพร่องเลยแม้แต่น้อย

“คนอื่น ๆ รีบเช็กดูหน่อยว่าขาดวัตถุดิบอะไรมั้ย จะได้จัดเตรียมทัน”

“อีกอย่าง พักสูบบุหรี่ ให้ผลัดกันไป อย่าออกไปหมดทั้งครัว !”

คำสั่งของหลี่เว่ยกั๋วทำให้ห้องครัวกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง บางคนเตรียมของ บางคนเดินออกไปหลังร้านพัก

……

สี่สิบนาทีต่อมา เสียงเหออวี่จู้ก็ดังขึ้นกลางครัว “ถึงเวลากินแล้ว !”

พนักงานทุกคนวางงานทันที วิ่งกรูไปที่โต๊ะอย่างรวดเร็ว

เหออวี่จู้ถือกระบวยอยู่ในมือ ตักข้าวตักกับให้พวกเขาด้วยตัวเอง แบบไม่หวงมือ !

จบบทที่ บทที่ 83 ลูกเขยของท่านประธาน ตัดสินใจ !

คัดลอกลิงก์แล้ว