เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36  “ฉันจะดึงตัว ‘พ่อครัว’ ไม่ใช่ ‘ล่าม ! ’ ”

บทที่ 36  “ฉันจะดึงตัว ‘พ่อครัว’ ไม่ใช่ ‘ล่าม ! ’ ”

บทที่ 36  “ฉันจะดึงตัว ‘พ่อครัว’ ไม่ใช่ ‘ล่าม ! ’ ”


บทที่ 36  “ฉันจะดึงตัว ‘พ่อครัว’ ไม่ใช่ ‘ล่าม ! ’”

ในห้องรับรอง “ม่านหมอกแห่งใบไม้ผลิ” ทันทีที่พนักงานเริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟ อาหารสิบอย่างที่หลัวปั้นเฉิงสั่งไว้ก็ถูกวางเรียงรายบนโต๊ะทีละจาน

แต่ทุกคนยังไม่มีใครลงมือกิน ต่างยังคงนั่งพูดคุยอย่างออกรส

โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งของ “ท่านผู้นำจากกระทรวงอุตสาหกรรม” ที่ถูกกล่าวถึง เรียกได้ว่าดึงดูดใจมากกว่าอาหารเสียอีก

เทียบกับอาหารไม่กี่จาน เรื่องราวของเบื้องบนนั่นสำคัญกว่าหลายเท่า เพราะมันเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์โดยตรงของพวกเขาเอง

อาหารจะกินเมื่อไหร่ก็ได้ มีเงินเมื่อไหร่ก็หากินได้ทุกอย่าง แต่ถ้าไม่รู้ข่าวเบื้องบน บางทีวันดีคืนดีอาจจะไม่มีแม้แต่ข้าวเปลือกจะต้มกิน

สำหรับพวกเขาที่เป็นนักธุรกิจ นี่เป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน

คืนหนึ่งร่ำรวยเป็นเศรษฐี อีกคืนเดียวล้มละลายจนกลับไปยืนจุดเริ่มต้นก็มีถมเถไป

จนกระทั่งอาหารวางบนโต๊ะได้ครึ่งหนึ่ง หลัวปั้นเฉิงเห็นว่าเรื่องสำคัญคุยกันจบแล้ว จึงโบกมือให้สัญญาณ

“เอาล่ะ เรื่องของท่านนั้น… แต่ละคนก็กลับไปใช้เส้นสายของตัวเอง สืบหาข่าวคราวกันดู”

“พอถึงเวลานั้น เราจะเอาข้อมูลมาแบ่งกัน รู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียว ใครลำบาก เราช่วยกัน เป็นหลักที่พวกเราใช้กันมาตลอดหลายปี”

“ตอนนี้…พอแค่นี้ก่อน ! มากินข้าวกันดีกว่า !”

“หยิบตะเกียบขึ้นมา ลองชิมรสชาติอาหารกันหน่อย ดูจากสีสันแล้ว กลิ่นก็หอมชวนกิน…”

พูดจบหลัวปั้นเฉิงก็ยกตะเกียบขึ้น คีบ หมูสามชั้นผัดพริกเสฉวนใส่ปาก เคี้ยวช้า ๆ ละเมียดละไม ที่เหลือก็ตามกันลงมือเริ่มหยิบโน่นหยิบนี่เข้าปาก

ครู่เดียว ทุกคนก็กินไปคนละคำสองคำ ก่อนจะเริ่มมีเสียงพูดดังขึ้นมา “เฮ้ย ! รสชาติดีจริง !”

“ของเขาดีเลยนะ แม้แต่ร้านอาหารเสฉวนชื่อดังยังต้องหลบให้ !”

“พูดจริง ๆ นะ ขนาดอยู่ร้านอาหารซานตง (หลูไช่) ยังสามารถทำเสฉวนได้ถึงเพียงนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ !”

“ฮ่า ๆ ! ทุกวันนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่าไปแปลกใจ !”

“เอาจริงนะ เหล่าหลัว คนที่พ่อครัวของนายแนะนำมาไม่ผิดหวังจริง ๆ !”

“ก็จริง ! นายเองก็ใจดีกับเขามาตลอด คนเราใช้ใจแลกใจ ถึงเป็นหินก็คงอุ่นขึ้นมาได้ !”

เสียงถกเถียงเฮฮาดังขึ้นเรื่อย ๆ เต็มไปด้วยคำชมถึงฝีมือของเหออวี่จู๋

คำพูดพวกนี้… เข้าหูหลัวปั้นเฉิงเข้าเต็ม ๆ ทำเอาใบหน้าเขาเปื้อนรอยยิ้มพึงพอใจ

จากนั้น เขาก็ยกแก้วสุราขึ้น ดื่มหนึ่งจอก วางแก้วลงแล้วพูดขึ้นว่า…“จะว่าไปแล้ว…คนที่ทำอาหารให้พวกเราวันนี้  ก็คือ ‘ลูกชายของอาจารย์เหอ’ นั่นแหละสืบทอดมาจากครอบครัวพ่อครัวแท้ ๆ และดูจากฝีมือวันนี้ ก็ต้องบอกว่า ‘ไม่ธรรมดา’ จริง ๆ !”

“เดี๋ยวก่อนนะ ฉันให้พนักงานไปตามเด็กคนนี้มาพบพวกนายเองดีกว่า ช่วยกันดูให้ทีว่าหมอนี่น่าคบไหม !”

พูดจบ เขาก็เรียกพนักงานมาสั่งงานทันที ให้ไปตาม “เหออวี่จู๋” มาจากครัว

แน่นอนว่า… พวกเขากลุ่มนี้ ต่างคนต่างก็คมกริบ ไม่ว่าคนแบบไหน พอพูดแค่คำสองคำ ก็สามารถอ่านขาดได้ทันทีว่าเป็นคนแบบใด

หลัวปั้นเฉิงเลยอยากให้ทุกคนช่วยกันมองว่าคน ๆ นี้เหมาะจะ “ดึงตัว” หรือไม่ เพราะฝีมือในครัว  ผ่านฉลุยแล้วแน่นอน เหลือก็แค่… “ตัวบุคคล” เท่านั้นเอง

...

ด้านเหออวี่จู๋ หลังจากใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้า ล้างมือล้างไม้ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

เขาก็เดินตามผู้จัดการร้านออกจากครัว มุ่งหน้าสู่ห้อง “ม่านหมอกแห่งใบไม้ผลิ”

เมื่อถึงหน้าห้อง เขาเคาะประตูเบา ๆ พอได้ยินเสียงตอบรับ จึงผลักประตูเข้าไปพร้อมกับผู้จัดการ

เมื่อเข้าไปในห้อง ผู้จัดการก็ยิ้มสุภาพ พลางพูดขึ้นว่า“ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย สวัสดีครับ ท่านผู้นี้ คือพ่อครัวเหออวี่จู๋ ผู้ปรุงอาหารให้พวกท่านในวันนี้ นอกจากนี้…เขายังเป็นล่ามประจำร้านเฟิงเจ๋อหยวนของเรา พูดได้สองภาษาอีกด้วย !”

“จากนี้ไป หากมีสิ่งใดอยากพูดคุยกับพ่อครัว ก็เรียนเชิญได้ตามสะดวกเลยครับ ผมขอตัวก่อน หากมีความต้องการใดเพิ่มเติม แค่เรียก ผมจะมาในทันที !”

ผู้จัดการรู้งานดี รู้ว่าแขกเหล่านี้คงมีเรื่องส่วนตัวอยากพูด จึงถอยตัวออกอย่างรู้มารยาท

หลังจากที่ผู้จัดการแนะนำตัวเสร็จ เขาก็โค้งตัวเล็กน้อยอย่างสุภาพ แล้วจึงหันหลังกลับ เปิดประตูออกจากห้องไป

ภายในห้อง ตอนนี้เหลือเพียงแค่เหออวี่จู๋คนเดียว ยืนประจันหน้ากับกลุ่มของหลัวปั้นเฉิง

บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด บางคนกำลังสูบบุหรี่ บางคนยกแก้วสุราขึ้นจิบ บางคนก็คีบกับข้าวเข้าปาก และอีกหลายคน ก็เพียงนั่งพิงเก้าอี้ กอดอก มองเหออวี่จู๋ตรง ๆ ไม่หลบสายตา

อย่างไรก็ตาม...สายตาของเหออวี่จู๋เพียงแค่ไล่ผ่านใบหน้าทุกคนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดอยู่ที่หลัวปั้นเฉิง

คนคนนี้...เขาจำได้ดี เมื่อครั้งอดีต ที่เขากับภรรยาโดนจับเข้าคุก ก็เป็นชายผู้นี้ที่ยื่นมือช่วยเหลือ หาทางพาตัวพวกเขาออกมา เพราะรู้จักกับ “ผู้มีอำนาจเบื้องบน” คนหนึ่ง

มาวันนี้ แม้ใบหน้าของอีกฝ่ายจะดูอ่อนวัยขึ้นกว่าสมัยนั้น แต่เส้นสายใบหน้าก็ยังคงเหมือนเดิม ยังคงผอมบาง…แต่อัดแน่นด้วยพลัง นั่งอยู่เฉย ๆ ก็สัมผัสได้ถึงอำนาจในตัวเขา

เหออวี่จู๋ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบด้วยน้ำเสียงชัดเจน “สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมชื่อเหออวี่จู๋ เป็นพ่อครัวที่ปรุงอาหารให้ทุกท่านในวันนี้ครับ”

“ไม่ทราบว่าอาหารที่ทานกันเมื่อครู่… พอจะถูกปากบ้างไหมครับ ?”

คำพูดนั้นเขาพูดกับทุกคน แต่สายตายังคงจ้องไปที่หลัวปั้นเฉิงคนเดียวอย่างแน่วแน่

ท่าทีเช่นนี้ ทำเอาหลายคนที่อยู่ในห้องต่างก็พยักหน้าอย่างชื่นชม

แค่เข้าไปในห้อง ก็สังเกตได้ทันทีว่าใครคือเจ้าภาพ แค่นี้ก็แสดงให้เห็นถึงสายตาอันเฉียบคม

และเมื่อรวมกับคำแนะนำก่อนหน้า ที่บอกว่าเหออวี่จู๋คนนี้ไม่ใช่แค่พ่อครัวธรรมดา แต่ยังเป็นล่ามประจำร้านเฟิงเจ๋อหยวน แถมยังพูดได้ถึงสองภาษา ยิ่งทำให้พวกเขาเหล่าผู้ประกอบการรู้สึกตื่นเต้น

เพราะอะไรน่ะหรือ ? ก็เพราะช่วงหลัง ๆ นี้ พวกเขาพยายามทำธุรกิจติดต่อกับชาวต่างชาติ ลงทุนจ้างล่ามมานักต่อนัก แต่กลับไม่มีใครใช้งานได้จริงเท่าไหร่

หาล่ามมือดีนั้นยากยิ่งกว่าหาขุมทอง !

...

“รสชาติอาหารดีมาก โดยเฉพาะอาหารเสฉวน รสชาติแท้มากเลย” เสียงของหลัวปั้นเฉิงเอ่ยชมเบา ๆ ก่อนจะยิ้มบางแล้วหันมาพูดว่า

“น้องเหอ ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ฉันชื่อหลัว”

แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ เหออวี่จู๋ก็ยิ้มน้อย ๆ กล่าวขัดขึ้นอย่างนอบน้อมแต่มั่นใจ “ผมรู้จักท่านดีครับ ประธานหลัว”

“คุณพ่อของผมเคยได้รับความเมตตาจากท่าน ได้ทำงานที่โรงงานเหล็กเพราะท่านเมตตารับเข้าทำงาน”

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีงานที่มั่นคง ครอบครัวเราจึงสามารถมีข้าวกิน ไม่อดไม่อยาก”

“ผมขอกราบขอบคุณท่านอีกครั้ง ณ ที่นี้ครับ”

เสียงพูดของเขาสิ้นสุดลง บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกับคำชื่นชม “ฮ่า ๆ ๆ ! เหล่าหลัวเอ๋ย เด็กคนนี้มันยอดจริง !”

“แหม…พ่อก็เคยช่วยไว้ ลูกก็มาปรากฏตัวอีก !”

“ดูสิ ยังไม่ทันคุยกันก็รู้จักเจ้าภาพแล้ว !”

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งข้างหลัวปั้นเฉิง มองเหออวี่จู๋ด้วยสายตาสนอกสนใจ ยิ้มแล้วเอ่ยถามขึ้น

“เมื่อกี้ได้ยินผู้จัดการพูดว่า เด็กนี่รู้สองภาษา ? จริงหรือเปล่า ?”

“รู้ภาษาอะไรบ้าง ?”

“ภาษารัสเซียกับภาษาอังกฤษครับ” เหออวี่จู๋ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ไม่แสดงความอวดเก่ง

“แต่ผมเพิ่งเริ่มเรียนได้ไม่นาน สามารถสื่อสารพื้นฐานได้ปกติ แต่หากเป็นเอกสารเฉพาะทาง อาจต้องใช้พจนานุกรมหรือหนังสืออ้างอิงช่วยครับ”

เขาตอบด้วยความจริงใจ ไม่เกินตัว ไม่ขี้อวด ตรงไปตรงมาแบบที่ทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อถือ

และเมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เสียงในห้องก็เงียบไปเล็กน้อย

หลายคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ

“เสี่ยวจู้ นี่พูดจริงหรือเปล่า ? ถ้าให้เอกสารช่วยอ้างอิงจริง ๆ นายสามารถแปลคู่มือเฉพาะทางได้ใช่ไหม ?”

ชายวัยกลางคนคนนั้นถามย้ำอีกครั้ง และไม่ใช่แค่เขา ทุกคนในห้องก็ต่างลุ้นกับคำตอบ

เพราะอะไรน่ะหรือ ?

ก็เพราะบริษัทร่วมทุนของพวกเขา ! เพิ่งสั่งเครื่องจักรต่างชาติหลายตัวมาใหม่ แต่คู่มือกลับเป็นภาษาอังกฤษล้วน ช่างเทคนิคที่มีจึงอ่านไม่รู้เรื่องเลยสักแผ่น !

ใจก็อยากจะจ้างคนแปล แต่ต้องใช้บริการหน่วยงานระดับมืออาชีพ แต่คนพวกนั้น…ก็งานล้นมือ แค่รอคิวก็เป็นปีแล้ว บางทีส่งคู่มือไปปีนี้ ได้คืนอีกทีตอนฤดูใบไม้ผลิปีหน้า !

พวกเขารอไม่ไหวจริง ๆ หากเด็กคนนี้แปลได้จริง จะจ่ายแพงกว่านิดก็ยินดี !

...

“จริงครับ” เหออวี่จู๋ตอบเสียงหนักแน่น แววตาเปี่ยมความมั่นใจ

ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งก็หัวเราะพรืด พลางหันไปตบบ่าหลัวปั้นเฉิง

“เหล่าหลัวเอ๋ย ! เจ้าหนูคนนี้ ฉันขอยืมไปใช้ก่อนนะ ! โรงงานของฉันเพิ่งสั่งเครื่องจักรใหม่มา พนักงานในแผนกซ่อมบำรุงไม่มีใครอ่านภาษาอังกฤษออกเลยสักคน”

“ให้เขาไปช่วยแปลคู่มือให้ฉันก่อน จากนั้นนายค่อยดึงตัวไปก็แล้วกัน !”

หลัวปั้นเฉิงเองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ใครจะไปคิดล่ะว่า… ออกมาตามหาพ่อครัว แต่กลับเจอ ‘ทรัพย์สมบัติ’ ประเภทล่ามมือโปรเอาเสียได้ !

จบบทที่ บทที่ 36  “ฉันจะดึงตัว ‘พ่อครัว’ ไม่ใช่ ‘ล่าม ! ’ ”

คัดลอกลิงก์แล้ว