- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 36 “ฉันจะดึงตัว ‘พ่อครัว’ ไม่ใช่ ‘ล่าม ! ’ ”
บทที่ 36 “ฉันจะดึงตัว ‘พ่อครัว’ ไม่ใช่ ‘ล่าม ! ’ ”
บทที่ 36 “ฉันจะดึงตัว ‘พ่อครัว’ ไม่ใช่ ‘ล่าม ! ’ ”
บทที่ 36 “ฉันจะดึงตัว ‘พ่อครัว’ ไม่ใช่ ‘ล่าม ! ’”
ในห้องรับรอง “ม่านหมอกแห่งใบไม้ผลิ” ทันทีที่พนักงานเริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟ อาหารสิบอย่างที่หลัวปั้นเฉิงสั่งไว้ก็ถูกวางเรียงรายบนโต๊ะทีละจาน
แต่ทุกคนยังไม่มีใครลงมือกิน ต่างยังคงนั่งพูดคุยอย่างออกรส
โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งของ “ท่านผู้นำจากกระทรวงอุตสาหกรรม” ที่ถูกกล่าวถึง เรียกได้ว่าดึงดูดใจมากกว่าอาหารเสียอีก
เทียบกับอาหารไม่กี่จาน เรื่องราวของเบื้องบนนั่นสำคัญกว่าหลายเท่า เพราะมันเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์โดยตรงของพวกเขาเอง
อาหารจะกินเมื่อไหร่ก็ได้ มีเงินเมื่อไหร่ก็หากินได้ทุกอย่าง แต่ถ้าไม่รู้ข่าวเบื้องบน บางทีวันดีคืนดีอาจจะไม่มีแม้แต่ข้าวเปลือกจะต้มกิน
สำหรับพวกเขาที่เป็นนักธุรกิจ นี่เป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน
คืนหนึ่งร่ำรวยเป็นเศรษฐี อีกคืนเดียวล้มละลายจนกลับไปยืนจุดเริ่มต้นก็มีถมเถไป
จนกระทั่งอาหารวางบนโต๊ะได้ครึ่งหนึ่ง หลัวปั้นเฉิงเห็นว่าเรื่องสำคัญคุยกันจบแล้ว จึงโบกมือให้สัญญาณ
“เอาล่ะ เรื่องของท่านนั้น… แต่ละคนก็กลับไปใช้เส้นสายของตัวเอง สืบหาข่าวคราวกันดู”
“พอถึงเวลานั้น เราจะเอาข้อมูลมาแบ่งกัน รู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียว ใครลำบาก เราช่วยกัน เป็นหลักที่พวกเราใช้กันมาตลอดหลายปี”
“ตอนนี้…พอแค่นี้ก่อน ! มากินข้าวกันดีกว่า !”
“หยิบตะเกียบขึ้นมา ลองชิมรสชาติอาหารกันหน่อย ดูจากสีสันแล้ว กลิ่นก็หอมชวนกิน…”
พูดจบหลัวปั้นเฉิงก็ยกตะเกียบขึ้น คีบ หมูสามชั้นผัดพริกเสฉวนใส่ปาก เคี้ยวช้า ๆ ละเมียดละไม ที่เหลือก็ตามกันลงมือเริ่มหยิบโน่นหยิบนี่เข้าปาก
ครู่เดียว ทุกคนก็กินไปคนละคำสองคำ ก่อนจะเริ่มมีเสียงพูดดังขึ้นมา “เฮ้ย ! รสชาติดีจริง !”
“ของเขาดีเลยนะ แม้แต่ร้านอาหารเสฉวนชื่อดังยังต้องหลบให้ !”
“พูดจริง ๆ นะ ขนาดอยู่ร้านอาหารซานตง (หลูไช่) ยังสามารถทำเสฉวนได้ถึงเพียงนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ !”
“ฮ่า ๆ ! ทุกวันนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่าไปแปลกใจ !”
“เอาจริงนะ เหล่าหลัว คนที่พ่อครัวของนายแนะนำมาไม่ผิดหวังจริง ๆ !”
“ก็จริง ! นายเองก็ใจดีกับเขามาตลอด คนเราใช้ใจแลกใจ ถึงเป็นหินก็คงอุ่นขึ้นมาได้ !”
เสียงถกเถียงเฮฮาดังขึ้นเรื่อย ๆ เต็มไปด้วยคำชมถึงฝีมือของเหออวี่จู๋
คำพูดพวกนี้… เข้าหูหลัวปั้นเฉิงเข้าเต็ม ๆ ทำเอาใบหน้าเขาเปื้อนรอยยิ้มพึงพอใจ
จากนั้น เขาก็ยกแก้วสุราขึ้น ดื่มหนึ่งจอก วางแก้วลงแล้วพูดขึ้นว่า…“จะว่าไปแล้ว…คนที่ทำอาหารให้พวกเราวันนี้ ก็คือ ‘ลูกชายของอาจารย์เหอ’ นั่นแหละสืบทอดมาจากครอบครัวพ่อครัวแท้ ๆ และดูจากฝีมือวันนี้ ก็ต้องบอกว่า ‘ไม่ธรรมดา’ จริง ๆ !”
“เดี๋ยวก่อนนะ ฉันให้พนักงานไปตามเด็กคนนี้มาพบพวกนายเองดีกว่า ช่วยกันดูให้ทีว่าหมอนี่น่าคบไหม !”
พูดจบ เขาก็เรียกพนักงานมาสั่งงานทันที ให้ไปตาม “เหออวี่จู๋” มาจากครัว
แน่นอนว่า… พวกเขากลุ่มนี้ ต่างคนต่างก็คมกริบ ไม่ว่าคนแบบไหน พอพูดแค่คำสองคำ ก็สามารถอ่านขาดได้ทันทีว่าเป็นคนแบบใด
หลัวปั้นเฉิงเลยอยากให้ทุกคนช่วยกันมองว่าคน ๆ นี้เหมาะจะ “ดึงตัว” หรือไม่ เพราะฝีมือในครัว ผ่านฉลุยแล้วแน่นอน เหลือก็แค่… “ตัวบุคคล” เท่านั้นเอง
...
ด้านเหออวี่จู๋ หลังจากใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้า ล้างมือล้างไม้ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
เขาก็เดินตามผู้จัดการร้านออกจากครัว มุ่งหน้าสู่ห้อง “ม่านหมอกแห่งใบไม้ผลิ”
เมื่อถึงหน้าห้อง เขาเคาะประตูเบา ๆ พอได้ยินเสียงตอบรับ จึงผลักประตูเข้าไปพร้อมกับผู้จัดการ
เมื่อเข้าไปในห้อง ผู้จัดการก็ยิ้มสุภาพ พลางพูดขึ้นว่า“ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย สวัสดีครับ ท่านผู้นี้ คือพ่อครัวเหออวี่จู๋ ผู้ปรุงอาหารให้พวกท่านในวันนี้ นอกจากนี้…เขายังเป็นล่ามประจำร้านเฟิงเจ๋อหยวนของเรา พูดได้สองภาษาอีกด้วย !”
“จากนี้ไป หากมีสิ่งใดอยากพูดคุยกับพ่อครัว ก็เรียนเชิญได้ตามสะดวกเลยครับ ผมขอตัวก่อน หากมีความต้องการใดเพิ่มเติม แค่เรียก ผมจะมาในทันที !”
ผู้จัดการรู้งานดี รู้ว่าแขกเหล่านี้คงมีเรื่องส่วนตัวอยากพูด จึงถอยตัวออกอย่างรู้มารยาท
หลังจากที่ผู้จัดการแนะนำตัวเสร็จ เขาก็โค้งตัวเล็กน้อยอย่างสุภาพ แล้วจึงหันหลังกลับ เปิดประตูออกจากห้องไป
ภายในห้อง ตอนนี้เหลือเพียงแค่เหออวี่จู๋คนเดียว ยืนประจันหน้ากับกลุ่มของหลัวปั้นเฉิง
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด บางคนกำลังสูบบุหรี่ บางคนยกแก้วสุราขึ้นจิบ บางคนก็คีบกับข้าวเข้าปาก และอีกหลายคน ก็เพียงนั่งพิงเก้าอี้ กอดอก มองเหออวี่จู๋ตรง ๆ ไม่หลบสายตา
อย่างไรก็ตาม...สายตาของเหออวี่จู๋เพียงแค่ไล่ผ่านใบหน้าทุกคนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดอยู่ที่หลัวปั้นเฉิง
คนคนนี้...เขาจำได้ดี เมื่อครั้งอดีต ที่เขากับภรรยาโดนจับเข้าคุก ก็เป็นชายผู้นี้ที่ยื่นมือช่วยเหลือ หาทางพาตัวพวกเขาออกมา เพราะรู้จักกับ “ผู้มีอำนาจเบื้องบน” คนหนึ่ง
มาวันนี้ แม้ใบหน้าของอีกฝ่ายจะดูอ่อนวัยขึ้นกว่าสมัยนั้น แต่เส้นสายใบหน้าก็ยังคงเหมือนเดิม ยังคงผอมบาง…แต่อัดแน่นด้วยพลัง นั่งอยู่เฉย ๆ ก็สัมผัสได้ถึงอำนาจในตัวเขา
เหออวี่จู๋ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบด้วยน้ำเสียงชัดเจน “สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมชื่อเหออวี่จู๋ เป็นพ่อครัวที่ปรุงอาหารให้ทุกท่านในวันนี้ครับ”
“ไม่ทราบว่าอาหารที่ทานกันเมื่อครู่… พอจะถูกปากบ้างไหมครับ ?”
คำพูดนั้นเขาพูดกับทุกคน แต่สายตายังคงจ้องไปที่หลัวปั้นเฉิงคนเดียวอย่างแน่วแน่
ท่าทีเช่นนี้ ทำเอาหลายคนที่อยู่ในห้องต่างก็พยักหน้าอย่างชื่นชม
แค่เข้าไปในห้อง ก็สังเกตได้ทันทีว่าใครคือเจ้าภาพ แค่นี้ก็แสดงให้เห็นถึงสายตาอันเฉียบคม
และเมื่อรวมกับคำแนะนำก่อนหน้า ที่บอกว่าเหออวี่จู๋คนนี้ไม่ใช่แค่พ่อครัวธรรมดา แต่ยังเป็นล่ามประจำร้านเฟิงเจ๋อหยวน แถมยังพูดได้ถึงสองภาษา ยิ่งทำให้พวกเขาเหล่าผู้ประกอบการรู้สึกตื่นเต้น
เพราะอะไรน่ะหรือ ? ก็เพราะช่วงหลัง ๆ นี้ พวกเขาพยายามทำธุรกิจติดต่อกับชาวต่างชาติ ลงทุนจ้างล่ามมานักต่อนัก แต่กลับไม่มีใครใช้งานได้จริงเท่าไหร่
หาล่ามมือดีนั้นยากยิ่งกว่าหาขุมทอง !
...
“รสชาติอาหารดีมาก โดยเฉพาะอาหารเสฉวน รสชาติแท้มากเลย” เสียงของหลัวปั้นเฉิงเอ่ยชมเบา ๆ ก่อนจะยิ้มบางแล้วหันมาพูดว่า
“น้องเหอ ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ฉันชื่อหลัว”
แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ เหออวี่จู๋ก็ยิ้มน้อย ๆ กล่าวขัดขึ้นอย่างนอบน้อมแต่มั่นใจ “ผมรู้จักท่านดีครับ ประธานหลัว”
“คุณพ่อของผมเคยได้รับความเมตตาจากท่าน ได้ทำงานที่โรงงานเหล็กเพราะท่านเมตตารับเข้าทำงาน”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีงานที่มั่นคง ครอบครัวเราจึงสามารถมีข้าวกิน ไม่อดไม่อยาก”
“ผมขอกราบขอบคุณท่านอีกครั้ง ณ ที่นี้ครับ”
เสียงพูดของเขาสิ้นสุดลง บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกับคำชื่นชม “ฮ่า ๆ ๆ ! เหล่าหลัวเอ๋ย เด็กคนนี้มันยอดจริง !”
“แหม…พ่อก็เคยช่วยไว้ ลูกก็มาปรากฏตัวอีก !”
“ดูสิ ยังไม่ทันคุยกันก็รู้จักเจ้าภาพแล้ว !”
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งข้างหลัวปั้นเฉิง มองเหออวี่จู๋ด้วยสายตาสนอกสนใจ ยิ้มแล้วเอ่ยถามขึ้น
“เมื่อกี้ได้ยินผู้จัดการพูดว่า เด็กนี่รู้สองภาษา ? จริงหรือเปล่า ?”
“รู้ภาษาอะไรบ้าง ?”
“ภาษารัสเซียกับภาษาอังกฤษครับ” เหออวี่จู๋ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ไม่แสดงความอวดเก่ง
“แต่ผมเพิ่งเริ่มเรียนได้ไม่นาน สามารถสื่อสารพื้นฐานได้ปกติ แต่หากเป็นเอกสารเฉพาะทาง อาจต้องใช้พจนานุกรมหรือหนังสืออ้างอิงช่วยครับ”
เขาตอบด้วยความจริงใจ ไม่เกินตัว ไม่ขี้อวด ตรงไปตรงมาแบบที่ทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อถือ
และเมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เสียงในห้องก็เงียบไปเล็กน้อย
หลายคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ
“เสี่ยวจู้ นี่พูดจริงหรือเปล่า ? ถ้าให้เอกสารช่วยอ้างอิงจริง ๆ นายสามารถแปลคู่มือเฉพาะทางได้ใช่ไหม ?”
ชายวัยกลางคนคนนั้นถามย้ำอีกครั้ง และไม่ใช่แค่เขา ทุกคนในห้องก็ต่างลุ้นกับคำตอบ
เพราะอะไรน่ะหรือ ?
ก็เพราะบริษัทร่วมทุนของพวกเขา ! เพิ่งสั่งเครื่องจักรต่างชาติหลายตัวมาใหม่ แต่คู่มือกลับเป็นภาษาอังกฤษล้วน ช่างเทคนิคที่มีจึงอ่านไม่รู้เรื่องเลยสักแผ่น !
ใจก็อยากจะจ้างคนแปล แต่ต้องใช้บริการหน่วยงานระดับมืออาชีพ แต่คนพวกนั้น…ก็งานล้นมือ แค่รอคิวก็เป็นปีแล้ว บางทีส่งคู่มือไปปีนี้ ได้คืนอีกทีตอนฤดูใบไม้ผลิปีหน้า !
พวกเขารอไม่ไหวจริง ๆ หากเด็กคนนี้แปลได้จริง จะจ่ายแพงกว่านิดก็ยินดี !
...
“จริงครับ” เหออวี่จู๋ตอบเสียงหนักแน่น แววตาเปี่ยมความมั่นใจ
ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งก็หัวเราะพรืด พลางหันไปตบบ่าหลัวปั้นเฉิง
“เหล่าหลัวเอ๋ย ! เจ้าหนูคนนี้ ฉันขอยืมไปใช้ก่อนนะ ! โรงงานของฉันเพิ่งสั่งเครื่องจักรใหม่มา พนักงานในแผนกซ่อมบำรุงไม่มีใครอ่านภาษาอังกฤษออกเลยสักคน”
“ให้เขาไปช่วยแปลคู่มือให้ฉันก่อน จากนั้นนายค่อยดึงตัวไปก็แล้วกัน !”
หลัวปั้นเฉิงเองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ใครจะไปคิดล่ะว่า… ออกมาตามหาพ่อครัว แต่กลับเจอ ‘ทรัพย์สมบัติ’ ประเภทล่ามมือโปรเอาเสียได้ !