- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 31 เลี้ยงฉลองวันหยุดสุดสัปดาห์ กับธรรมเนียมครัวหลังร้าน !
บทที่ 31 เลี้ยงฉลองวันหยุดสุดสัปดาห์ กับธรรมเนียมครัวหลังร้าน !
บทที่ 31 เลี้ยงฉลองวันหยุดสุดสัปดาห์ กับธรรมเนียมครัวหลังร้าน !
บทที่ 31 เลี้ยงฉลองวันหยุดสุดสัปดาห์ กับธรรมเนียมครัวหลังร้าน !
หลังจากที่หลัวหมิงอี้ประกาศออกไป เรื่องเอกสารของเหออวี่จู้ก็ถูกจัดการอย่างรวดเร็ว จากเด็กฝึกงาน กลายเป็นพนักงานประจำโดยสมบูรณ์
นับจากนี้ไป ในครัวหลังร้าน เขาก็ไม่ใช่เพียงเด็กฝึกอีกต่อไป แต่เป็นพนักงานที่ได้รับเงินเดือนอย่างเป็นทางการ
ความจริง ถ้าไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ต่อให้เหออวี่จู้ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ขึ้นเตาปรุงอาหาร ถึงภายนอกจะดูเหมือนเขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพ่อครัว แต่ในความเป็นจริง ก็ยังถือว่าเป็นแค่เด็กฝึกเท่านั้น
ตามธรรมเนียมในวงการ ระบุไว้ว่าฝึกงานสามปี ใช้งานสองปี แต่เอาเข้าจริง มันก็คือการเป็นเด็กฝึกห้าปีเต็ม ที่เรียกให้สวยหรูว่า "สองปีแห่งการตอบแทน" จริง ๆ แล้วก็คือการทำงานให้ร้านและอาจารย์โดยไม่ได้เงินเต็ม ๆ
“เก่งมากเลยน่ะ เสี่ยวจู้ ! ฉันอยู่หน้าเตามาหลายปี เจอเด็กฝึกมาก็มาก แต่แบบนายนี่คนแรกเลย หัวหน้าพ่อครัวถึงกับกล้าละเมิดธรรมเนียมเพื่อนายเชียวนะ !”
“ใช่เลย เสี่ยวจู้ อย่าให้ความหวังของหัวหน้าพ่อครัวต้องสูญเปล่านะ ถ้านายทำอะไรผิดต่ออาจารย์หลี่เมื่อไรนะ ฉันคนแรกเลยที่จะไม่ปล่อยนายไว้ !”
“นับฉันด้วย ถึงฉันจะเป็นแค่พ่อครัว แต่ฉันก็รู้จักคนในวงการพอสมควร ถ้านายผิดสัญญา ต่อให้จะไปหางานที่ไหนต่อ ก็ไม่มีใครกล้ารับแน่นอน !”
“ฉันด้วยอีกคน…”
ทันใดนั้น บรรยากาศในครัวหลังร้าน จากที่กำลังแสดงความยินดี กลับเริ่มจริงจังขึ้นมา
ทุกคนในครัวไม่ใช่คนโง่ พวกเขารู้ดีว่าการละเมิดธรรมเนียมแบบนี้ ส่งผลต่อหลี่เว่ยกั๋วอย่างมาก
พูดตรง ๆ เลยก็คือ ถ้าวันหนึ่งเฟิงเจ๋อหยวนไม่ต้องการหลี่เว่ยกั๋วแล้ว จะไปหางานใหม่ก็ยาก เพราะเขาไปแตะต้องผลประโยชน์ของใครหลายคน
อย่าคิดว่าแค่สองปีมันสั้น แต่มันรวมเงินได้เยอะเลยต่างหาก
เด็กฝึกหนึ่งคน สองปีประหยัดเงินค่าแรงไปเกือบ 300 หยวน สิบคนก็คือ 3,000 หยวน ในร้านอาหารใหญ่ ๆ อย่างเฟิงเจ๋อหยวน คนอื่นจะมากน้อยไม่รู้ แต่เด็กฝึกมีเพียบแน่นอน
ถ้าธรรมเนียม “สองปีใช้งาน” ถูกทำลายลงไป ความเสียหายที่จะตามมาก็มหาศาล เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดเรื่องใหญ่ หลี่เว่ยกั๋วไม่มีทางรอดแน่ ๆ
เหออวี่จู้รีบพูดขึ้นมา สีหน้าเคร่งขรึม “ทุกคนวางใจเถอะครับ พวกพี่ทุกคนก็น่าจะรู้ว่าผมเป็นคนยังไง วันนี้ผมขอสาบานไว้ตรงนี้เลย ถ้าวันใดวันหนึ่ง ผมทำอะไรที่ไม่คู่ควรกับสิ่งที่อาจารย์ทำให้ ใครเห็นหน้าผมก็ถ่มน้ำลายใส่ได้เลย ต่อให้จะโดนซัดตาย ผมก็ไม่มีวันปริปากสักคำ !”
“คนเรามีหัวใจ มีความรู้สึก ความจริงใจต้องแลกด้วยความจริงใจ อาจารย์กล้าเสี่ยงเพื่อผม กล้าละเมิดธรรมเนียมทั้งวงการ ผมจะไม่เห็นคุณค่าได้ยังไง ?”
“ความหวังดีของอาจารย์ ผมเหออวี่จู้จะจดจำไว้ในใจตลอดไป ไม่เคยลืม !”
เขาหันไปพูดกับทุกคนรอบตัว แสดงความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม คำพูดเหล่านี้ไม่ได้พูดเพียงเพื่อให้ผ่าน ๆ ไป แต่มาจากใจจริงของเขา
เขาสำนึกบุญคุณหลี่เว่ยกั๋วอย่างแท้จริง เพราะเพื่อเขา อาจารย์ถึงกับยอมเอาตำแหน่งของตัวเองไปเสี่ยง เพื่อให้เขาได้เลื่อนเป็นพนักงานประจำ
ความเมตตานี้ มันมีน้ำหนักมากจริง ๆ
“เอาล่ะ เสี่ยวจู้ จำที่พูดวันนี้ไว้ให้ดี พวกพี่ทุกคนได้ยินหมดแล้ว !”
“ใช่ เราจะคอยจับตาดูนายอยู่ตลอด !”
“เป็นผู้ชาย พูดแล้วต้องทำให้ได้ อย่าพูดจาเหมือนผู้หญิงที่ใส่เข็มขัดหลวม ๆ นะเฟ้ย !”
……
ในครัวหลังร้าน เต็มไปด้วยชายฉกรรจ์ล่ำๆ แม้คำพูดจะเรียบง่าย บ้าน ๆ แต่ความรู้สึกของพวกเขา กลับจริงใจยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ
การได้เป็นเพื่อนกับคนกลุ่มนี้ แม้อาจไม่ทำให้คุณรวยล้นฟ้า แต่ถ้าเมื่อใดที่คุณลำบาก พวกเขาจะไม่มีวันยืนดูเฉย ๆ แน่นอน
ใครมีเงินก็ช่วยด้วยเงิน ใครมีแรงก็ช่วยด้วยแรง
“สุดสัปดาห์นี้ผมเลี้ยงเอง ทุกคนมาที่บ้านผมเลยนะ เรากินดื่มกันหน่อย ดีไหม ?”
แม้ในยุคนั้นจะมีร้านอาหารอยู่บ้าง แต่ทุกคนก็เป็นมืออาชีพ อาหารนอกบ้าน ถ้าอร่อยก็ดีไป แต่ถ้ารสชาติไม่ถึงใจล่ะก็… กินไม่ลงจริง ๆ
เพราะงั้น สู้ซื้อวัตถุดิบมาทำกินกันเองที่บ้านยังจะดีกว่า ทั้งอร่อยกว่า ประหยัดกว่า นี่จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรไปแล้ว
“ดีเลย ! ฉลองที่นายได้เลื่อนตำแหน่ง เรื่องเหล้า ฉันเป็นคนออกให้เอง !”
“เฮ้ย ! ลุงกาน คุณใจป้ำจริงนะ งั้นต้องซื้อเยอะ ๆ หน่อยล่ะ ไม่งั้นไม่พอแน่ ในเมื่อลุงกานรับเรื่องเหล้าไป งั้นฉันเลี้ยงบุหรี่เอง ไม่ถึงระดับหรูหราหรอก แต่ ‘ต้าเฉียนเหมิน’ พอไหว !”
“ได้ ! ถ้านายสองคนเป็นเหล้ากับบุหรี่ ฉันออกค่าเนื้อเอง !”
“งั้นฉันจัดการเรื่องผัก !”
เหล่าพ่อครัวใหญ่และรองพ่อครัวทั้งหลาย ต่างช่วยกันพูดคนละคำสองคำ ไม่ทันไรก็แบ่งหน้าที่กันเรียบร้อย ของทุกอย่างที่ใช้ในการเลี้ยงฉลองครั้งนี้ ถูกทุกคนเหมาหมด ไม่มีเหลือให้เหออวี่จู้ต้องจัดการเองสักอย่าง
สรุปแล้ว ฝั่งของเหออวี่จู้แค่ต้องเตรียมน้ำมันกับแป้ง และลงแรงจัดสถานที่เท่านั้น
“ไม่ได้นะทุกคน พวกพี่ทำแบบนี้ได้ยังไง ผมยังพอมีเงินเลี้ยงข้าวมื้อหนึ่งอยู่บ้าง !”
“ไม่ต้องทำกันขนาดนี้ก็ได้ ! ถ้าแบบนี้ ผมยังจะเรียกว่าผมเป็นเจ้าภาพได้ยังไงกันเล่า ! !”
เขาพูดออกมาอย่างเกรงใจ แต่กานเป่ากั๋วกลับหันมาหาเขา แล้วยิ้มตอบว่า “เอาน่า นายเพิ่งจะได้เลื่อนเป็นพนักงานประจำ เงินเดือนยังไม่ได้รับด้วยซ้ำ !”
“รอให้ได้เงินเดือนจริง ๆ แล้วค่อยเลี้ยงใหม่ก็ไม่สาย ตอนนั้นล่ะเราจะไม่ช่วยนายสักแดงเดียวเลยด้วยซ้ำ”
“นี่มันก็เป็นธรรมเนียมของพวกเราในเฟิงเจ๋อหยวนนั่นแหละ”
“ตอนนั้น ท่านผู้จัดการรุ่นแรก ก็คือหลัวเสวียถัง เขากับสหายร่วมอาชีพอีกสี่คน ได้แก่ สวีหย่งไห่ อู๋ซิงจาง เฉิงจินถัง และเฉินฮ่วนจาง ทั้งหมดร่วมสาบานกันเป็นพี่น้องต่อหน้าองค์เจ้ากวนอู จนกลายเป็นตำนานของร้าน”
“ดังนั้นในครัวของเรา แม้จะไม่ได้มีพิธีสาบานอะไรกัน แต่ธรรมเนียมที่สืบต่อกันมา คือเวลามีใครได้เลื่อนตำแหน่ง ของเลี้ยงในงานฉลอง พวกเราจะช่วยกันรับผิดชอบให้หมด เจ้าภาพไม่ต้องจ่ายเลยสักแดง นี่แหละคือธรรมเนียมดี ๆ ที่สืบทอดกันมา ถ้ามีใครได้เลื่อนเป็นพนักงานประจำอีกในอนาคต เราก็จะทำเหมือนกันแบบนี้”
ได้ยินเช่นนั้น เหออวี่จู้ก็ไม่พูดอะไรต่อ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมา มันก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมด
ในอดีตหลัวเสวียถัง ผู้จัดการใหญ่คนแรกของเฟิงเจ๋อหยวน ได้สาบานเป็นพี่น้องกับพ่อครัวเพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน แถมนิสัยเข้ากัน เรื่องนี้จึงกลายเป็นตำนานเล่าขานในร้าน
ธรรมเนียมของครัวหลังร้านจึงกลายเป็นว่า เมื่อใครได้เลื่อนเป็นพนักงานประจำ ของในงานเลี้ยงจะถูกเพื่อนร่วมงานรับผิดชอบให้หมด ถือเป็นธรรมเนียมที่เต็มไปด้วยน้ำใจ
ถึงจะอยากปฏิเสธแค่ไหน แต่เหออวี่จู้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากหัวเราะออกมา แล้วพูดว่า “เอาล่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นผมก็ไม่เกรงใจล่ะนะครับ”
“ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนมากครับ สุดสัปดาห์นี้ ผมจะงัดฝีมือออกมาเต็มที่ 300% ให้พี่ ๆ ได้กินอิ่มดื่มอร่อยแน่นอน !”
เมื่อเห็นเขารับปาก ทุกคนก็หัวเราะออกมาอย่างสบายใจ
“ตกลงตามนั้น ! เรารอชิมฝีมือนายอยู่นะ”
“อย่ามาทำหมกเม็ดเชียว เอาให้ถึงระดับที่นายทำวันนี้นั่นแหละ !”
ขณะเดียวกัน หลี่เว่ยกั๋วที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบน ยืนอยู่ตรงประตูฟังบทสนทนาระหว่างเหออวี่จู้กับกานเป่ากั๋วและคนอื่น ๆ เขาก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
ตอนนี้เขารู้สึกชื่นชมลูกศิษย์คนนี้มากขึ้นทุกที แม้ในอดีตจะมีนิสัยปากไว ใจร้อน แต่ตอนนี้กลับเริ่มสุขุมขึ้น เหมือนคนที่โตขึ้นหลังจากผ่านความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในครอบครัว
ไม่พูดจาตรง ๆ แบบเสียดแทงคนอีก แถมยังเริ่มคิดรอบด้านมากขึ้น ชื่อเสียงในหมู่เพื่อนร่วมงานก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ กับตัวเขาในฐานะอาจารย์ ก็ให้ความเคารพยิ่งกว่าเดิม
ที่สำคัญคือ ฝีมือทำอาหารของเขาก็พัฒนารวดเร็วเกินคาด จนหลี่เว่ยกั๋วเองยังเริ่มรู้สึกว่า เหมือนตนเองไม่มีอะไรจะสอนให้ลูกศิษย์คนนี้อีกแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็หัวเราะออกมาอย่างทั้งปลื้มใจและรู้สึกว่างเปล่าเล็กน้อย