- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 29 ฝีมืออันน่าตะลึง สะเทือนทั้งโรงครัว !
บทที่ 29 ฝีมืออันน่าตะลึง สะเทือนทั้งโรงครัว !
บทที่ 29 ฝีมืออันน่าตะลึง สะเทือนทั้งโรงครัว !
บทที่ 29 ฝีมืออันน่าตะลึง สะเทือนทั้งโรงครัว !
พอไปถึงครัวหลัง เหออวี่จู้ก็อธิบายสถานการณ์ให้ฟัง แล้วก็ลงมือเตรียมวัตถุดิบของสามเมนูทันที เมื่อก่อนเขาบอกว่ายังขาดพ่อครัวรองอยู่คนหนึ่ง คราวนี้กานเป่ากั๋ว พ่อครัวเตาหลักก็รีบสั่งให้คนในครัวช่วยกันเตรียมวัตถุดิบ
“จู้จื่อ เดี๋ยวฉันจะให้คนช่วยเตรียมของให้ครบ”
“ส่วนเรื่องจะทำยังไงต่อก็แล้วแต่นาย เราจะไม่ยุ่ง แต่ถ้าอยากให้ช่วยตรงไหนก็บอกมาได้เลย”
“ถ้านายทำสำเร็จ ได้ขึ้นเตาหลักจริง ๆ ล่ะก็ หัวหน้าพ่อครัวอาจจะให้ฉันรับหน้าที่ขึ้นเตารองด้วย”
“เพราะงั้น เราสองคนก็คงต้องกลายเป็นคู่หูกันแล้วล่ะ อย่ามาเกรงใจกันล่ะ !”
กานเป่ากั๋วเป็นคนตัวไม่สูงนัก แต่ร่างบึกบึน แขนแต่ละข้างใหญ่เกือบเท่าขาเด็ก ปกติก็เป็นคนใจดี คอยดูแลพวกลูกมือเป็นอย่างดี เลยมีชื่อเสียงดีในครัว
“ขอบคุณมากครับ หัวหน้ากาน” เขากล่าวขอบคุณ แล้วก็ลงมือทันที
สามจานที่ต้องทำ ก็ได้แก่ เต้าหู้หม่าโผ ไส้หมูตุ๋นเก้ารส และหอยเป๋าฮื้อตุ๋นซีอิ๊ว
โดยเฉพาะไส้หมูตุ๋ยเก้ารสนั้นยุ่งยากที่สุด ต้องจัดการให้สะอาดเรียบร้อย ไม่งั้นถ้าทำออกมาแล้ว หลัวหมิงอี้ได้มีหน้าเหวอจนกลายเป็นมีมแน่ !
แต่โชคดีที่เขามีระบบช่วยเสริมฝีมือการทำอาหารอยู่ เลยไม่กังวลว่าจะพลาด
เหออวี่จู้ตั้งใจจัดการวัตถุดิบอย่างละเอียด ช่วงนี้ยังไม่มีออเดอร์จากลูกค้า คนในครัวจึงไม่ได้ยุ่งอะไร พวกลูกมือไม่มีเวลามาดู แต่บรรดาพ่อครัวเตาหลักและเตารองหลายคนกลับยืนมุงกันอยู่ไม่ไกล ดูเขาจัดการวัตถุดิบอย่างคล่องแคล่ว
“เฮ้ย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเสี่ยวจู้มันทำอาหารหลูได้ด้วย !”
“หัวหน้าพ่อครัวนี่สุดยอดจริง ๆ รู้อาหารทุกสำนักเลยแฮะ”
“ดูมือมันดิ คล่องแบบนี้ ไม่ใช่มือใหม่แน่นอน หัวหน้าพ่อครัวคงแอบสอนมันลับ ๆ ล่ะสิ”
“ก็ปิดประตูรับเป็นศิษย์คนสุดท้ายเลยนี่ หวังสูงเป็นธรรมดา ถ้าเป็นฉัน ฉันก็ต้องเทให้หมดหน้าตักเหมือนกัน”
“พูดถูก !”
ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา แม้เหออวี่จู้จะได้ยินอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดโต้ตอบอะไร ยังคงตั้งใจจดจ่อกับการเตรียมอาหาร
พอจัดการล้างไส้หมูเสร็จ ก็ตัดเป็นท่อนเล็ก ๆ จากนั้นก็จัดการกับเป๋าฮื้อแห้งที่แช่น้ำไว้แล้ว ขูดเมือกดำ ๆ ออกจนสะอาด สีขาวสวย แล้วจึงบั้งเป็นลายตาราง
ส่วนเต้าหู้หม่าโผนั้นง่ายสุด แค่สับเนื้อวัวให้ละเอียด แล้วหั่นเต้าหู้เป็นลูกเต๋าเล็ก ๆ ก็เป็นอันเรียบร้อย
ส่วนพวกเครื่องเคียงอย่างพริก ซอส พริกขี้หนู กระเทียม ขิง ฯลฯ พวกลูกมือเตรียมไว้ให้เรียบร้อยหมดแล้ว
เห็นทุกอย่างพร้อมแล้ว เหออวี่จู้ก็เริ่มทำเมนูแรกทั้งทีไส้หมูตุ๋นเก้ารส !
เมนูนี้ขึ้นชื่อเรื่องวัตถุดิบเยอะ เครื่องแน่น และต้องผ่านสามขั้นตอนหลัก คือ ต้ม ทอด และตุ๋น
รสชาติรวมทุกสัมผัส ทั้งหวาน เปรี้ยว ขม เผ็ด เค็ม หลังจากตุ๋นเสร็จแล้ว ยังต้องโรยผักชีเพิ่มกลิ่นหอม พอจัดใส่จาน สีแดงเงางาม เนื้อมันแต่ไม่เลี่ยน
ส่วนผักชีหรือที่เรียกว่า “เหยียนซุย” เป็นผักที่คนรักก็รักมาก คนเกลียดก็เกลียดจนอยากหนีออกจากครัวไปเลยก็ว่าได้
ข้างหนึ่งต้มไส้อยู่ อีกข้างหนึ่งก็ทอดน้ำมัน โชคดีที่ในครัวหลังมีเตาเยอะ ไม่งั้นอาจจะไม่พอใช้
ผ่านไปยี่สิบนาที พอถึงขั้นสุดท้าย ไส้หมูสีแดงฉ่ำดูชุ่มมัน ก็ถูกจัดวางเรียงสองชั้น ขนาดเท่ากันสวยงาม
จากนั้นก็โรยผักชีเพิ่มสีเขียวตัดกับสีแดง สีสันสดใสยิ่งขึ้น
กลิ่นหอมเฉพาะตัวของไส้หมูกระจายไปทั่ว ทำเอาคนที่ยืนดูอยู่ ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
สี กลิ่น รส คือสามสิ่งที่ใช้วัดคุณภาพอาหาร จานนี้แค่ดูสีและกลิ่น ก็รู้แล้วว่าฝีมือไม่ธรรมดา
แม้จะยังไม่ได้ชิม แต่ทุกคนก็มั่นใจว่ารสชาติต้องยอดเยี่ยมแน่นอน
“หัวหน้ากาน ช่วยหาคนไปส่งจานนี้ให้ทีครับ”
“อาจารย์กับเจ้าของร้านคงรออยู่แล้ว” เหออวี่จู้หันไปพูดกับกานเป่ากั๋วเสียงเบา อีกฝ่ายก็พยักหน้าตอบรับทันที
เขาเดินออกไปหาพนักงานเสิร์ฟด้านหน้า แล้วก็สั่งให้ฝ่ายนั้นนำอาหารขึ้นไปส่งที่สำนักงานชั้นสอง
พอเขากลับมา ก็เห็นว่าเหออวี้จู๋เริ่มลงมือทำ “หอยเป๋าฮื้อตุ๋นซีอิ๊ว” อาหารชื่อดังของตระกูลถานแล้ว ในหมู่อาหารตระกูลถานนั้น จริง ๆ แล้วทุกจานไม่ใช่อาหารธรรมดา แต่เป็น “อาหารสมุนไพร” อาหารเหล่านี้มีไว้เพื่อบำรุงร่างกายทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็นศาสตร์ “การรักษาด้วยอาหาร”
และหอยเป๋าฮื้อตุ๋นซีอิ๊วก็เป็นอาหารสมุนไพรจานหนึ่ง มีสรรพคุณบำรุงหยิน ขับร้อน บำรุงพลังชีวิต และช่วยบำรุงสายตา โดยทั่วไปแล้วหากจะทำ ต้องใช้หอยเป๋าฮื้อเป็น ๆ ห้ามใช้ของตายหรือแช่แข็ง และวิธีการตุ๋นด้วยไฟอ่อนนั้น ต้องใช้เวลาถึงแปดถึงเก้าชั่วโมง แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ แน่นอนว่าไม่สามารถทำแบบนั้นได้
เหออวี้จู๋จึงต้องปรับสูตร เปลี่ยนวิธีลงมือ ขอให้ได้รสชาติก่อน เรื่องสรรพคุณเอาไว้พูดกันทีหลัง
ท่ามกลางสายตานับสิบที่จ้องมอง เหออวี้จู๋ลงมืออย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีสักเสี้ยวของความลนลาน ลงมือจัดการทีละขั้นตอนอย่างรอบคอบ
ไม่นาน หอยเป๋าฮื้อที่จัดการเรียบร้อยก็ตุ๋นอยู่ในหม้อเรียบร้อย เขาจึงเริ่มทำอีกจานหนึ่งต่อทันที
จานนั้นคือ “หม่าผัวโต้วฝู” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เต้าหู้หม่าโผ”
จานนี้มีจุดเด่นอยู่ที่แปดคำ เผ็ด ชา ร้อน หอม กรอบ นุ่ม สด เด้ง เรียกอีกอย่างว่า “คติแปดคำ”
แปดคำนั้น สะท้อนถึงวัตถุดิบที่ใช้ และเทคนิคการทำที่แตกต่างกัน
ในความเป็นจริงแล้ว เต้าหู้หม่าโผที่เราเจอกันในร้านอาหารสมัยหลัง มักจะเป็นแค่เต้าหู้เผ็ดธรรมดา สองจานนี้แม้จะต่างกันแค่คำเดียว แต่จริง ๆ แล้วต่างกันมาก อย่างน้อยก็ตรงที่มีเนื้อหรือไม่มีเนื้อ
ที่สำคัญ เนื้อที่ใส่ในเต้าหู้หม่าโผต้องมีความ “ร่วน” หมูหรือเนื้อสับที่ผ่านการเจียวอย่างดี จะมีสีเหลืองทอง แดงระเรื่อ ไม่แข็งกระด้าง เม็ดหมูเล็ก ๆ เป็นเม็ด ๆ กัดเข้าไปจะนุ่ม กัดติดฟันแล้วละลายเลย
ดังนั้นเขาจึงเริ่มจากการเจียวหมูสับให้ได้เนื้อสัมผัสตามต้องการ
เมื่อทุกคนเห็นขั้นตอนนี้ บรรดาหัวหน้าเตาและลูกมือในครัวทั้งหลาย ก็พากันพยักหน้า
“ฝีมือของเจ้าหนูนี่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”
“ไม่ใช่แค่ไม่ธรรมดา ฉันว่าใกล้เคียงกับฉันแล้วล่ะ !”
กานเป่ากั๋วได้ยินคำพูดพวกนั้น ก็รีบออกปากชมออกมา
ใคร ๆ ก็ว่า “บทกวีไม่มีอันดับหนึ่ง ศิลปะการต่อสู้ไม่มีอันดับสอง” ในวงการพ่อครัวก็เช่นกัน มีการแข่งขันกันตลอด แต่ที่แตกต่างก็คือ ถ้าคุณฝีมือจริง คนก็ยอมรับจริง
เพราะว่าอาหารอร่อยหรือไม่อร่อยนั้น มันเห็นได้ชัดเจน คุณจะไปชื่นชมกับอะไรที่ดำปี๋ไม่น่ากิน มันก็พูดยาก นั่นน่าจะต้องไปหาหมอตรวจสายตาหน่อย
ไม่นานนัก สองจานสุดท้ายก็เสร็จสมบูรณ์
คราวนี้เหออวี้จู๋ไม่ได้ให้ใครช่วยยกไป แต่ใช้ถาดวางอาหารสองจานนั้นด้วยตัวเอง แล้วยกขึ้น เดินขึ้นชั้นบนไป
ทันทีที่เขาออกไป ครัวทั้งครัวก็แทบจะระเบิดเสียงกันออกมา
ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าฝีมือของเหออวี้จู๋ไม่น่าจะแย่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเก่งถึงเพียงนี้ !
และที่สำคัญ ยังทำได้สารพัดเมนู นี่มันสุดยอดชัด ๆ
แต่พวกเขายังไม่รู้ว่าเหออวี้จู๋ไม่ได้เก่งแค่สามอย่างเท่านั้น แต่ยังเก่งหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารจีนสายไหน เขาก็ทำได้หมด แม้แต่อาหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เขายังทำให้คุณได้กิน “หมูตุ๋นวุ้นเส้น” แบบต้นตำรับแท้ ๆ ได้เลย !
“ก็อก ก๊อก !”
“เข้ามาได้ !”
เมื่อมาถึงชั้นสอง เขาเคาะประตูเบา ๆ เสียงของหลัวหมิงอี้ก็ดังมาจากข้างใน เหออวี้จู๋จึงเปิดประตูเข้าไป
“ขอโทษด้วยครับที่ให้ท่านต้องรอนาน”
“สองจานสุดท้าย หอยเป๋าฮื้อตุ๋นซีอิ๊วกับเต้าหู้หม่าโผ ผมทำเสร็จแล้วครับ”
“รบกวนขอคำชี้แนะด้วยครับ !”
เขาวางอาหารสองจานลงบนโต๊ะน้ำชา พอมองไปยังจาน “ไส้หมูตุ๋นเก้ารส” ที่ส่งมาจานแรก กลับพบว่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
มุมปากของเหออวี้จู๋ก็ยกขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าจะถูกปากอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย เพราะยังไง ๆ เจ้าของร้านอาหารจีนสไตล์ซานตง ก็ต้องปลื้มอาหารซานตงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว !