- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 16 ใกล้ถึงเวลาอำลา กลิ่นเกี๊ยวหอมฟุ้ง !
บทที่ 16 ใกล้ถึงเวลาอำลา กลิ่นเกี๊ยวหอมฟุ้ง !
บทที่ 16 ใกล้ถึงเวลาอำลา กลิ่นเกี๊ยวหอมฟุ้ง !
บทที่ 16 ใกล้ถึงเวลาอำลา กลิ่นเกี๊ยวหอมฟุ้ง !
พอเห็นว่าเหอต้าชิงโผล่หน้าออกมา อี้จงไห่ก็เหี่ยวเป็นมะเขือเผาทันที โดยเฉพาะเมื่อแม่ลูกบ้านเจี่ยเดินหนีจากไป เขาก็หมดใจที่จะสู้ต่อ ก็คนที่เขาออกหน้าแทน ดันชิ่งหนีไปเสียอย่างนั้น ถ้ายังจะฝืนลุยต่อไป ก็ไม่ต่างอะไรกับคนโง่เต็มขั้น
“หึ ไม่ลดตัวไปเถียงด้วยหรอก !”
“เหอต้าชิง...ฉันขอดูเถอะว่าจะเย่อหยิ่งได้ถึงเมื่อไหร่ !”
เขารู้ตัวดี ถ้ายังดันทุรังสู้กับคนอย่างเหอต้าชิง มีแต่จะเสียเอง พูดจบก็ทิ้งไว้เท่านั้น และหันหลังกลับเข้าบ้าน ไม่ชายตามองอีก
เมื่ออี้จงไห่เดินไปแล้ว เหอต้าชิงก็มองกวาดไปรอบ ๆ “จำเอาไว้ให้ดี ! ถ้าใครยังกล้าเรียกลูกฉันว่าไอ้โง่อีกล่ะก็ ฉันจะไม่ปล่อยไว้แน่”
“ไม่ต้องให้ลูกฉันลงมือ ฉันนี่แหละจะจัดการเอง เตือนไว้ก่อนเลยนะ ถ้ายังกล้าเรียกอีก ก็อย่ามาว่ากันทีหลังว่าฉันไม่เห็นหัวเพื่อนบ้าน ! ไปเถอะ เสี่ยวจู้ กลับบ้านกัน !”
พูดจบ เหอต้าชิงก็พาเหออวี่จู้กลับบ้าน พอตัวเอกในเรื่องกลับเข้ารังกันหมด ผู้คนที่ล้อมดูอยู่ก็พากันสลายตัว แต่ถึงจะจบไปแล้ว เรื่องวันนี้ก็ยังเป็นหัวข้อให้พวกเขาเอาไปเล่าเม้าท์ต่อได้อีกสักสามสี่วัน ใช้กินกับเหล้ายามเย็นได้อย่างออกรส
แต่อย่างน้อยเรื่องวันนี้ก็คงทำให้ไม่มีใครกล้าเรียกเจ้าโง่ต่อหน้าคนคนนั้นอีก ก็แหม...ฝ่ามือหนัก ๆ นั่นไม่ได้มาเล่น ๆ ขนาดอี้จงไห่ยังโดนตบเข้าให้ คนอื่น ๆ จะกล้าไปท้าทายได้ยังไงกัน เทียบกับอี้จงไห่ยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แบบนี้ก็ได้แต่แอบเรียกกันลับหลังเท่านั้นแหละ…
......
“โครม ! !” เสียงของบางอย่างกระแทกพื้นดังลั่น
“ไอ้เหอต้าชิง ! กล้าดียังไงมาด่าฉัน...”
“แล้วไอ้โง่เสี่ยวจู้นั่นอีก กล้าตบหน้าฉันได้ ! !”
อี้จงไห่กลับถึงบ้าน ก็ปิดประตูแล้วทุบข้าวของระบายอารมณ์ โกรธแทบคลั่ง
ภรรยาของเขาเห็นสามีอยู่ในสภาพนั้น ก็คิดอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยปาก “ตอนบ่ายวันนี้ เสี่ยวจู้เพิ่งซื้อจักรยานมาใหม่ พี่เจี่ยไม่ถามอะไรเลย ก็จะขอยืมจักรยานไปขี่ทั้งวัน แถมไม่คิดจะให้ค่าตอบแทนสักแดง”
“ของที่บ้านเธอ อย่างจักรเย็บผ้านั่นน่ะ ให้คนอื่นใช้ก็ยังเก็บตั้งห้าสิบเฟินต่อครั้ง แล้วนี่จะมาใช้ของคนอื่นฟรี ๆ แบบนี้ มันไม่แฟร์เลยใช่ไหมล่ะ”
“พอเถียงกัน เสี่ยวจู้เลยเผลอด่ากลับ แล้วก็ตบแม่เจี่ยไปทีหนึ่ง”
อี้จงไห่ฟังจบก็ปรายตามองภรรยา แล้วสะบัดเสียงเย็น ๆ ออกมา “หึ !”
“พี่เจี่ยน่ะ ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะตงซวี ฉันก็ไม่อยากไปยุ่งด้วยด้วยซ้ำ โอย ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ ! ตอนที่เหอต้าชิงกลับมา ฉันยังออกหน้าแทนสองแม่ลูกนั่นอยู่เลย แต่พอเห็นท่าไม่ดี กลับลากตงซวีหนี กลับบ้านดื้อ ๆ คนแบบนี้ มันใช่คนหรือเปล่า”
“ไม่รู้ตงซวีไปก่อกรรมเวรอะไร ถึงมีแม่แบบนี้ ช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ !”
อี้จงไห่ด่าด้วยความแค้นฝังใจ ก็เหมือนโดนทิ้งไว้กลางสะพานโดยไม่มีบันไดให้ลง จะกลับหลังก็ไม่ได้ จะไปต่อก็หน้าแตกหมด
แม้แค่จะหันมาบอกลาก็ยังไม่มี เล่นหายหัวไปเลย ปล่อยให้เขายืนทื่อให้คนทั้งตรอกหัวเราะเยาะ เสียหน้าไม่พอ ยังเสียศักดิ์ศรีอีกต่างหาก !
ภรรยาของเขาจึงพูดขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา “ฉันว่าพี่ก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งแต่แรกหรอก”
“ถ้าพี่หวังจะให้ตงซวีเลี้ยงดูพี่ตอนแก่ งั้นก็สอนเทคนิคงานในโรงงานให้เขาไปสิ ดีกว่าทำแบบนี้เยอะ”
“อีกอย่าง เหอต้าชิงก็ไม่ใช่คนธรรมดา จะพูดจะจาอะไรก็ระวังหน่อย เขาเป็นคนดื้อหัวชนฝา แถมยังสนิทกับท่านประธานของโรงงานด้วย ถ้าเขาแค่พูดอะไรเสีย ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับพี่ในที่ทำงานขึ้นมา พี่จะลำบากเอานะ”
“ส่วนเรื่องเสี่ยวจู้ พูดกันตามตรง เขาก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย คนทั้งตรอกเรียกเขาว่า 'เจ้าโง่ ๆ ' ทุกวัน ใครจะชอบฟังบ้าง ?”
“อายุป่านนี้แล้ว กำลังจะได้แต่งเมีย ถ้าผู้หญิงที่มาดูตัวได้ยินคนเรียกเขาแบบนี้เข้า ใครจะอยากแต่งกับคนที่โดนเรียกว่า 'ไอ้โง่' กันล่ะ !”
หลิวฮุ่ยเจวียนพูดอย่างมีเหตุผล แต่สำหรับอี้จงไห่ในตอนนี้ มันฟังแล้วขัดหูไปหมด “ผู้หญิงน่ะ ผมยาวปัญญาสั้น ! เธอจะไปรู้อะไร ตงซวีมันเป็นเด็กดีมาก ฉันช่วยแม่เขา ก็เพื่อให้เขาซาบซึ้งใจต่างหาก”
“เธอไม่เข้าใจหรอก พอ ๆ เถอะ ฉันว่า...กับข้าวทำเสร็จหรือยัง ?”
อี้จงไห่เปลี่ยนเรื่อง
“รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวฉันไปยกมาให้”
หลิวฮุ่ยเจวียนตอบ แล้วรีบตรงไปที่ครัว นำอาหารที่ทำเสร็จแล้วมาเรียงไว้บนโต๊ะ จากนั้นทั้งสองคนก็นั่งลงกินด้วยกัน…
……
ทางฝั่งบ้านตระกูลเหอ เสียงน้ำในหม้อเดือดปุด ๆ อย่างเชื่องช้า ทันทีที่ถึงเวลา ด้านในก็เริ่มมีเสียงดังเบา ๆ ของการหยอดเกี๊ยวลงไป
“ไส้อะไรเหรอ ?”
“ผักชีลาวหมูสับครับ”
“เห้ย ไอ้ลูกกระต่าย ! จะใช้จ่ายก็คิดให้ดีหน่อยนะ ! ฟังพ่อให้ดี ๆ เงินห้าร้อยนั่นน่ะ ไม่ได้ให้แกหมดคนเดียว ! อีกครึ่งหนึ่งมันเป็นของน้องสาวแก ของอวี่สุ่ย !”
ได้ยินว่าเป็นไส้ผักชีลาวหมูสับเข้าเท่านั้นแหละ เหอต้าชิงก็อดด่าทอไม่ได้ทันที กลัวเหลือเกินว่าไอ้เจ้าลูกชาย พอมีเงินในมือแล้วจะใช้แบบไม่คิดชีวิต กินเนื้อทุกมื้อ แบบนั้นไม่กี่วัน เงินที่เขาทิ้งไว้ก็คงร่อยหรอหมดเกลี้ยง
“เฮ้อ พ่อก็จะย้ายไปอยู่ต่างถิ่นอยู่แล้ว ยังจะมาห่วงบ้านอีกเหรอ ? ถ้าพ่อเป็นห่วงนัก ก็อย่าไปสิ แต่ทำได้ไหมล่ะ ?”
“อีกอย่างนะ บอกไว้เลย ขึ้นรถต้องกินเกี๊ยว ลงรถต้องซดบะหมี่ ผมก็ไม่รู้ว่าพ่อจะไปวันไหนแน่ เลยจัดเกี๊ยวไว้ล่วงหน้า ถือซะว่าลูกคนนี้เลี้ยงส่งพ่อออกเดินทางก็แล้วกัน”
คำพูดของเหออวี่จู้ ทำเอาเหอต้าชิงถึงกับยืนอึ้ง นิ่งเงียบ เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยจริง ๆ ว่าเกี๊ยวในหม้อนี้ ไม่ใช่เพราะลูกชายอยากกิน แต่เป็นเพราะเขา ที่กำลังจะจากไป ลูกชายเลยตั้งใจทำไว้เพื่อส่งเขา ให้ได้กินอร่อยสักมื้อก่อนจากกัน
ทันใดนั้น หัวใจของชายชราผู้นี้ก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา
“เฮ้อ ไอ้ลูกกระต่ายนี่ ยังจะมีหัวมีหางให้คิดอะไรเป็นด้วยวะ”
“แต่พ่อไม่เชื่อหรอกนะ ว่านี่เป็นข้ออ้างเฉย ๆ !”
“ฟังไว้นะ ! ต่อให้พ่อไปตั้งหลักอยู่ที่นั่นแล้ว บางที พ่อก็อาจกลับมาแบบไม่ให้ตั้งตัวก็ได้ !”
“ถ้ากลับมาแล้วจับได้ว่าเอาเงินไปใช้สิ้นเปลือง พ่อจะจัดการแกเอง !”
“อย่าคิดเชียวว่าพ่อไม่อยู่ปักกิ่งแล้วจะคุมแกไม่ได้ !”
เห็นท่าทีของเหอต้าชิง เหออวี่จู้ก็แค่นหัวเราะเย็น ๆ ในใจ แม่ม่ายบ้านั่นล่อลวงพ่อให้ไปถึงเป่าติ้งแล้ว ยังจะฝันหวานว่าจะกลับมาที่ปักกิ่งได้อีกเหรอ ฝันไปเถอะ !
จากไปคราวนี้ ไม่ใช่แค่ไปปีสองปี แต่ลากยาวถึงสามสิบปีเต็ม ในชาติก่อน เขาจำได้ชัดเจน ถ้าไม่ใช่เพราะสวีต้าม่าว ไอ้หมอนั่น ที่จงใจไปตามหาพ่อเขาเพื่อทำให้เขาหงุดหงิด เหอต้าชิงก็คงไม่ได้กลับมาเลยด้วยซ้ำ ไม่งั้นเขาเองก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
“จ้า ๆ ๆ พ่อแน่ พ่อเก่ง”
“แต่พ่อสบายใจได้เลย ผมไม่ใช่พ่อ ผมไม่มีวันทิ้งอวี่สุ่ยไว้ข้างหลังแน่ !”
“แล้วก็ ผมเคยพูดแล้วว่าผมจะให้อวี่สุ่ยได้เรียนมหา’ลัยแน่ ๆ”
“แถมทุกสัปดาห์ ผมยังจะจัดเมนูเนื้อให้เธอสองมื้อด้วย”
“ผมพูดแล้วก็จะทำ ไม่ใช่คนที่พูดแล้วลืม หรือพูดเอา ๆ แบบพ่อหรอกนะ”
“พ่อไม่ต้องห่วงผมหรอก ห่วงตัวเองเหอะ”
“เตือนอีกครั้ง ถึงจะไปเป่าติ้งแล้ว ก็อย่าไปไว้ใจแม่ม่ายไป๋คนนั้นหมดใจเด็ดขาด”
“อย่าลืมหาทางหนีทีไล่ไว้บ้าง โลกนี้น่ะ อย่ากลัวหนึ่งหมื่น ให้กลัวแค่คำว่า ‘ถ้า’ ก็พอ”
“เอาล่ะ ๆ มากินเกี๊ยวเถอะ !”
เมื่อเกี๊ยวในหม้อถูกต้มจนลอยขึ้นมาสามรอบ เหออวี่จู้ก็ใช้ตะเกียบคีบขึ้นมา ลองบีบเบา ๆ แล้วรู้ว่าข้างในสุกได้ที่ เขาจึงรีบช้อนขึ้นมาใส่จานเรียงกันเป็นแถวอย่างคล่องแคล่ว
ทันใดนั้น กลิ่นหอมของเกี๊ยวร้อน ๆ ก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว กลบกลิ่นอื่น ๆ ของทั้งกลางลาน ทั่วทั้งเรือนลานกลาง ล้วนคลุ้งไปด้วยกลิ่นหมูสับและผักชีลาวที่สุกใหม่ ๆ
ผู้คนที่อยู่รอบบ้าน เมื่อได้กลิ่นหอมเข้าจมูก ต่างก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอเงียบ ๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน