- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 14 ในเมื่อเป็นแม่ลูก ก็ต้องหน้าเหมือนกัน !
บทที่ 14 ในเมื่อเป็นแม่ลูก ก็ต้องหน้าเหมือนกัน !
บทที่ 14 ในเมื่อเป็นแม่ลูก ก็ต้องหน้าเหมือนกัน !
บทที่ 14 ในเมื่อเป็นแม่ลูก ก็ต้องหน้าเหมือนกัน !
ดราม่า โวยวาย เรียกวิญญาณ บิดเบือนขาวดำ ไม่แยกแยะถูกผิด นี่แหละคือความสามารถพิเศษของ “เจี้ยจางซื่อ” โดยแท้
พอเห็นลูกชายกลับมาบ้าน นางก็เหมือนพบหลักยึดชีวิต รีบพุ่งเข้ามากอดขาลูกแล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญเรียกหาลูก !
เจี่ยตงซวีเห็นแม่ตัวเองเป็นแบบนี้ ก็ตกใจเล็กน้อยก่อนจะหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ “แม่ ! เกิดอะไรขึ้นน่ะ ? ใครรังแกแม่ บอกมาเลยนะ แม่จ๋า ใครมันกล้าทำแบบนี้ ผมจะไม่มีวันปล่อยมันไว้แน่ !”
ในเรือนสี่ประสานแห่งนี้ ต่อให้มีไม่กี่คนที่ร้ายกาจจนแตะต้องไม่ได้ แต่เจี่ยตงซวีก็ไม่เคยกลัวใคร ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีอาจารย์อย่างอี้จงไห่ที่เป็นคนมีอิทธิพล มีผู้เฒ่าผู้แก่หนุนหลังอีกด้วย ยิ่งทำให้เขายิ่งเหลิง ยกย่องตนเอง ไม่เห็นหัวใครเลยสักคน
เจี่ยจางซื่อรีบแว้ดขึ้นอย่างสะอึกสะอื้น “ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ไอ้โง่อวี่จู้นั่นแหละ ! ลูกไม่รู้หรอกนะ วันนี้มันซื้อจักรยานมา แม่ก็แค่จะไปขอยืมให้ลูกใช้พรุ่งนี้จะได้ขี่ไปบ้านแม่ยาย ใครจะคิดว่ามันไม่แค่ไม่ให้ยืม แต่ยังกล้าพูดหน้าตาเฉยว่าจะเก็บห้าหยวนต่อวัน ! แม่ก็แค่ไปโต้เถียงนิดหน่อย แล้วแม่ก็เรียกมันว่า ‘เจ้าโง่’ เหมือนที่คนอื่นเรียกกัน มันก็ลงไม้ลงมือเลย ! ตบหน้าแม่ตั้งสิบกว่าทีแหน่ะ !”
“แม่อายุก็ไม่น้อยแล้ว มันยังกล้าทำร้ายแม่ได้ลงคอเหรอ ?”
“อีกอย่างนะ คนทั้งตรอกเหอหยวนก็เรียกมันว่า ‘เจ้าโง่’ กันทั้งนั้น แล้วทำไมแม่ต้องเป็นฝ่ายโดนล่ะ ?”
“ลูกจ๋า ! ลูกต้องช่วยแม่เอาคืนให้ได้ ไม่งั้นต่อไปเราสองแม่ลูกคงอยู่ที่นี่ไม่ได้ ใคร ๆ ก็จะเหยียบย่ำพวกเรา !”
พูดไปก็คร่ำครวญไป เจี่ยจางซื่อทำตัวเหมือนเหยื่อที่ได้รับความอยุติธรรมขั้นรุนแรง ในขณะที่เหออวี่จู้กลายเป็นตัวร้ายที่ทั้งบ้านเกลียดชัง
แต่ความจริงล่ะ ? ชื่อเสียงของเจี่ยจางซื่อในตรอกเหอหยวนแห่งนี้ ไม่มีใครไม่รู้ว่าเธอชอบหาเรื่องและชอบพูดจาใส่ร้ายคนอื่น แม้แต่เจี่ยตงซวีเองก็เคยได้ยินวีรกรรมแม่ของตนมาอยู่บ้าง
แต่จะว่าอย่างไรเสีย นางก็เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดูเขามาด้วยความลำบาก ถึงจะรู้ว่าแม่ผิด เขาก็ไม่อาจปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ได้
ฟังจบ เจี่ยตงซวีโกรธจนแทบคลั่ง แปลงร่างเป็นพายุพิโรธ บุกไปที่บ้านฝั่งตรงข้ามของเหออวี่จู้พร้อมตะโกนด่าลั่น
“เหออวี่จู้ ไอ้เวร ! ออกมานี่เลยนะโว้ย !”
“แกกล้าดียังไงถึงกล้าตบแม่ฉัน ออกมาให้ฉันจัดการเดี๋ยวนี้ ! วันนี้ถ้าฉันไม่ซัดแกให้เละ ฉันจะไม่ใช่เจี่ยตงซวีอีกต่อไป ฉันจะเปลี่ยนนามสกุลเป็นของแกแทน !”
ขณะที่ในบ้านของเหออวี่จู้กำลังเตรียมต้มห่อเกี๊ยว รอพ่อกับน้องสาวกลับมากินด้วยกัน เขาเพิ่งจะล้างมือเสร็จ นั่งพักกินน้ำแป๊บเดียว ก็ได้ยินเสียงตะโกนโวยวายจากข้างนอก
ยังไม่ทันได้เช็กค่าพรสวรรค์การทำอาหารจากระบบ ก็ต้องถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า “โอ้โห ตะโกนอะไรหน้าบ้านฉันนักหนา ? ฉันไม่ได้มีลูกชายชั่ว ๆ แบบแกซะหน่อย เจี่ยตงซวี อยากเห็นนัก ว่าจะมาจัดการฉันยังไง”
เหออวี่จู้เดินออกมาจากบ้าน สีหน้าเฉยชา หรี่ตามองเจี่ยตงซวีแล้วหัวเราะเยาะ พละกำลังของเขาเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน ไม่มีใครกล้าสู้ แม้แต่คู่แค้นอย่างสวีต้าม่าว ยังเคยโดนเขาซัดเละไปหลายรอบ พอเห็นหน้าเขาทีไร ก็ต้องรีบหลบ
ส่วนเจี่ยตงซวี ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน จึงแทบไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันเท่าไหร่ แต่มาวันนี้ดันมาทำร้ายแม่ของเขาเข้าแล้ว เจี่ยตงซวีนึกว่าตัวเองกล้ามใหญ่ บึกบึน คิดจะมาโชว์พลังกับเหออวี่จู้
นั่นมันคิดผิดไปแล้ว
เอาแค่เรื่องเดียว เป็นพ่อครัวต้องแข็งแกร่งทั้ง “ช่วงล่าง” และ “ข้อมือ” จะยืนผัดกระทะต่อเนื่องหลายชั่วโมง ถ้าไม่แข็งแรงจริง....ไม่มีทางยืนไม่ไหว แถมต้องควงกระทะได้คล่อง ฝึกข้อมือให้แข็งแรงเป็นพิเศษอีกต่างหาก
ต่อให้เจี่ยตงซวีจะกำยำแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้เหออวี่จู้ ที่แข็งทั้งขาและแข็งทั้งแขนอยู่แล้ว !
ในยุคนี้ การผัดอาหารที่แท้จริงต้องใช้กระทะเหล็ก ยังไม่มีพวกกระทะสแตนเลสสมัยใหม่เหมือนในอนาคต แม้แต่ร้านอาหารใหญ่ในยุคหน้า ยังต้องใช้กระทะเหล็กที่ตีด้วยมือ
กระทะแบบนี้ ทั้งแข็งแรง ทั้งทนทาน และที่สำคัญคือน้ำหนักก็ไม่ใช่เบาเลย คนที่ต้องผัดกระทะทั้งวัน แขนต้องแข็งแรงจริง ๆ ถึงจะไหว
“ไอ้เวรนี่ แกยังกล้าโอหังใส่ฉันอีกเหรอ ? วันนี้ถ้าฉันไม่ทุบแกให้ขี้แตก ฉันจะเดินด้วยมือแทนเท้าไปเลย !”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เจี่ยตงซวีก็พุ่งใส่ พยายามจะคว้าคอเสื้อของเหออวี่จู้แล้วซัดหน้าสักฉาด
แต่ยังไม่ทันจะคว้าได้ เหออวี่จู้ก็ไวปานสายฟ้า คว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ได้ทัน แล้วบิดเต็มแรง
เพียงพริบตาเดียว เจี่ยตงซวีก็ถูกหมุนตัวกลับหลัง ข้อมือข้างหนึ่งถูกล็อกไว้แน่นด้านหลัง ทั้งตัวเหมือนถูกเหล็กหนีบ ขยับไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
“เฮ้ย ไอ้โง่ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ !”
“ไอ้ลูกระยำ ! แกกล้าตอบโต้เหรอ ? แกกล้าขนาดนี้เลยเหรอ ?”
“ปล่อยเดี๋ยวนี้ ! ถ้าฉันหลุดได้เมื่อไหร่ ฉันจะอัดแกจนตาย !”
เสียงตะโกนด่ากระหึ่มไปทั่วเรื่อนสี่ประสาน ชาวบ้านเริ่มทยอยออกมามุงดู ไม่ต่างจากดูละครกลางแปลง แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปห้าม มีแต่ยืนล้อมวงดู
มีแค่เจี่ยจางซื่อที่เห็นลูกตัวเองเสียท่า เธอจึงกรีดร้องเสียงดัง ลุกพรวดจากพื้นแล้วพุ่งเข้าไปหาเหออวี่จู้ แววตานั้นดุร้าย ปากแหกตะโกน มือข่วนฟาดไม่ต่างจากหมาบ้า
“แกกล้าตีลูกฉันเรอะ ! แกตายซะเถอะ ! !”
“ปัง !”
แต่ก็มาเร็ว ไปเร็ว เหออวี่จู้ยกขาถีบเธอทีเดียว ร่างของเจี่ยจางซื่อปลิวกระเด็นไปไกลสามเมตร ล้มตึงหลังแอ่น
“เฮ้ยยย ไอ้โง่ ไอ้ชาติชั่ว ! !”
“แกกล้าตบแม่ฉัน ฉันจะเอาคืนให้ตาย !”
เจี่ยตงซวีเห็นแม่ตัวเองโดนเตะกระเด็นก็แทบคลั่ง ไฟโทสะแผดเผาหัวใจ พยายามดิ้นให้หลุดจากการจับ แต่ยังไม่ทันทำได้สำเร็จ เหออวี่จู้ก็ยกเท้าถีบเข้าตรงข้อพับขาของเขา
“พลั่ก !”
เจี่ยตงซวีทรุดลงทันที เข่ากระแทกพื้น เสียงดังโป๊ก ดวงตาเบิกโพลง หน้าตกใจเหมือนเห็นผี พยายามจะลุกขึ้น แต่...
เหออวี่จู้ไม่ให้โอกาส ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ยืนประจันหน้า หัวเราะเยาะเย้ยแล้วพูดเสียงเย็น
“ในเมื่อเป็นแม่ลูก ก็ต้องเหมือนกันทุกอย่าง แม่แกเป็นหมูหัวบวม แกจะหล่อเกินกว่าได้ยังไง ? วันนี้ฉันจะเป็นคนดี ทำดีสักครั้ง ให้พวกแกได้สมเป็นครอบครัวเดียวกัน !”
“เพี๊ยะ ! เพี๊ยะ ! เพี๊ยะ ! …”
ฝ่ามือทั้งสองข้างหวดเข้าใส่หน้าเจี่ยตงซวีรัวเหมือนพายุ เสียงตบหน้าดังสนั่นไปทั่วลานบ้าน
“ถ้าใครกล้าเรียกฉันด้วยชื่อเล่นอีกล่ะก็ จะจบแบบเจี่ยตงซวีนี่แหละ ! !”
คนรอบ ๆ เงียบกริบ ทุกคนมองดูใบหน้าของเจี่ยตงซวีที่เริ่มบวมจนดูไม่ออกว่าเป็นใคร
จากนั้นเหออวี่จู้ก็หันไปมองผู้ชมรอบด้าน สายตาเย็นยะเยือก เต็มไปด้วยคำเตือน
แต่ก็มีคนไม่กลัวตาย ยังกล้าเปล่งเสียงออกมา…
“เจ้าโง่ ! หยุดเดี๋ยวนี้ !” อี้จงไห่เดินขึ้นมาข้างหน้า พยายามจะหยุดไม่ให้เขาลงมือต่อ !