- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 12 มาหน้าด้าน ๆ แบบนี้ไม่ตบได้ไง !
บทที่ 12 มาหน้าด้าน ๆ แบบนี้ไม่ตบได้ไง !
บทที่ 12 มาหน้าด้าน ๆ แบบนี้ไม่ตบได้ไง !
บทที่ 12 มาหน้าด้าน ๆ แบบนี้ไม่ตบได้ไง !
บ้านตระกูลเจี่ยมีจักรเย็บผ้าอยู่หนึ่งเครื่อง เป็นของชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวที่เจี่ยตงซวี่กับฉินหวยหรูซื้อไว้ตอนแต่งงานและมันคือจักรเย็บผ้าคันเดียวในเรือนสี่ประสานนี้
เพราะงั้น เวลาคนในเรือนมีเสื้อผ้าขาดนิดขาดหน่อย ก็อดนึกถึงจักรเย็บผ้าของบ้านเจี่ยไม่ได้ อยากจะขอยืมมาใช้สักหน่อย
แต่จะง่ายเรอะ ? เจี่ยจางซื่อไม่มีทางให้ใครยืมฟรีอย่างแน่นอน !
ทุกครั้งที่มีคนมายืมใช้ ต้องจ่ายห้าสิบเฟินต่อครั้ง แถมแค่นั้นยังไม่พอ…เธอยังจะมายืนคุมอยู่ข้าง ๆ ไล่ตะเพิดคนใช้ให้ออกไปเร็วที่สุด
บอกว่า 50 เฟินต่อหนึ่งครั้ง และต้องทำให้เสร็จ แต่จริง ๆ แล้วแค่เท้ากดตีนผีลงไป เธอก็ทำหน้าเหม็นบูดแล้ว
ทำให้ใครก็ตามที่เคยมาใช้จักรเย็บผ้าที่นี่…อึดอัดจนแทบบ้า
ทีแรกก็ยังทน ๆ กันอยู่ แต่พอหลายครั้งเข้าก็เริ่มเบื่อ สุดท้าย…ใครจะอยากไปทนยัยแก่ปากสุนัขคนนี้ได้ ?
เลยเปลี่ยนไปเย็บมือเองแทน จะช้า จะเหนื่อย ก็ยังดีกว่าโดนเธอตะคอกฟรี ๆ
บางคนถึงกับไปเย็บที่ร้านสหกรณ์ขายของด้วยซ้ำ แม้จะเสียเงินมากกว่า ก็ยังรู้สึกคุ้มค่า เพราะไม่ต้องมานั่งฟังคนแก่ด่าเหมือนเป็นลูกไล่
ผลคือ…จักรเย็บผ้าบ้านเจี่ยจึงกลายเป็นของวางฝุ่นเกาะอยู่ตรงมุมห้องไป
ตอนแรกเจี่ยจางซื่อยังไม่คิดมาก คิดว่า “ของดี ยังไงคนก็ต้องมาใช้อยู่ดี !” แต่พอนานวันเข้า…เธอก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ ทำไมอยู่ดี ๆ ไม่มีใครมาเช่าเลย ?
จะว่าไปค่าเช่า 50 เฟินต่อครั้งมันก็ไม่น้อยเลย ตอนซื้อเครื่องนี้มาหมดไป 120 หยวน แต่แค่ปล่อยเช่าได้ปีเดียวก็เกือบได้ทุนคืนครึ่งหนึ่งแล้ว
ถ้าให้คนเช่าต่ออีกสักปี ก็คืนทุนแน่นอน !
แต่นี่คนดันหายไปหมด…แถมยังเริ่มเมิน ไม่แม้แต่จะเดินผ่านบ้านเธอด้วยซ้ำ !
เจี่ยจางซื่อจึงเลยเริ่มร้อนรน ถึงขั้นไปดักหน้าคนจะออกไปเย็บนอกบ้าน พูดจาหว่านล้อมสารพัด
แต่ก็ไร้ผล ต่อให้จะเกลี้ยกล่อมยังไง ก็ไม่มีใครอยากกลับมาให้เธอด่าอีกแล้ว
จักรเย็บผ้านี่เลยกลายเป็นแค่ของประดับบ้าน ใช้เฉพาะในบ้านเท่านั้น
เรื่องนี้จึงกลายมาเป็น “จุดอ่อน” ของเจี่ยจางซื่อ ใครพูดแตะนิดเเตะหน่อย เธอก็จะโมโหใส่ทันที !
แต่เธอไม่เคยยอมรับหรอกว่าเป็นเพราะนิสัยปากเสียของตัวเอง ทั้งที่สมัยก่อน คนต่อคิวกันเป็นหางว่าว เอาเงินมายัดใส่มือให้แท้ ๆ สุดท้ายก็เป็นเธอเองที่ไล่คนออกจากบ้านไปหมด
“นี่ ไอ้คนโง่ แกจะเห่าห่าอะไรนักหนา !”
“จักรเย็บผ้าบ้านฉันปล่อยให้เช่าแล้วไง ? ทำไมจะไม่ได้ !”
“แล้วไอ้รถจักรยานเก่า ๆ ของแกน่ะ จะปล่อยให้เช่าวันละห้าหยวน ? นี่แกจะปล้นกันหรือยังไง หา !”
“ฉันบอกเลยนะ ! ถ้าลูกชายฉัน ตงซวี่ อยากใช้จักรยานแกน่ะ แกก็ควรจะกราบขอบคุณด้วยซ้ำ !”
“ถือว่าให้เกียรติบ้านพวกแกแล้ว !”
“แค่เด็กฝึกงานในร้านอาหารอย่างแก กล้ามาพูดจาแบบนี้กับฉันได้ไง ?”
“ลูกฉันทำงานโรงงานเหล็ก เป็นพนักงานประจำ มีเงินเดือนกองเป็นตั้งเท่าตัวแกได้แล้ว !”
“อีกอย่าง…ใครจะไปรู้วะว่าจักรยานนี่แกขโมยเค้ามาหรือเปล่า !”
คำพูดที่พ่นออกมานั่น…เหมือนเปิดฝาท่อระบายน้ำแล้วโดนพุ่งใส่หน้า น้ำลายกระเด็น เสียงด่ารัวไม่หยุด เหมือนยิงปืนกล
ใครไม่รู้จักเจี่ยจางซื่อ อาจจะคิดว่าเธอเป็นเจ้าขุนทองตัวจริงเสียงจริง แต่สำหรับเหออวี่จู้แล้ว…เขารู้จักนิสัยหญิงชราคนนี้ทะลุปรุโปร่ง
ไม่ว่าจะชอบแหกปาก ปั้นหน้าเรียกวิญญาณผัวเก่ากลางลานแค่ไหน สุดท้ายก็แค่…เล่นละคร !
เจอคนจริงหน่อย เธอก็หงอเป็นหมาแล้ว กลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เพราะงั้น…คำพูดของเจี่ยจางซื่อเขาไม่คืดจะใส่ใจเลยแม้แต่นิด
"เพียะ ! ! "
เสียงฝ่ามือฟาดเข้าเต็มหน้า! เหออวี่จู้ลงมือแบบไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ยัยแก่ปากเหม็น ! เธอคิดว่าคุยกับใครอยู่ !”
“พูดให้ดีหน่อย ไม่งั้นอย่ามาเปิดปากให้เปลืองน้ำลาย !”
“กล้าด่าฉันเหรอ ? ใครให้ความกล้านี้กับแกกัน !”
“ฉันขอบอกไว้เลยนะ ถ้าแกยังกล้าเรียกฉันว่าเจ้าโง่อีกคำเดียว ฉันตบแกจนฟันหลุดแน่ ! !”
พูดเสร็จ…ก็ตามด้วยอีกฝ่ามือ ลากยาวเป็นเส้นโค้ง
"เพียะ ! ! "
จนใบหน้าของเจี่ยจางซื่อมีรอยฝ่ามือขึ้นแดงเถือก เหมือนประทับตราอย่างดี
จู่ ๆ เกิดเหตุแบบนี้ขึ้น ไม่ใช่แค่เจี่ยจางซื่อที่ตกตะลึง แม่เเต่ภรรยาของอี้จงไห่กับฉินหวยหรูที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ชะงักอ้าปากค้างเหมือนโดนผีหลอกไม่ต่างกัน
โดยเฉพาะภรรยาของอี้จงไห่ เธอทำอะไรไม่ถูกเลยจริง ๆ …
ทว่าในดวงตาคู่สวยของฉินหวยหรู นั้น…ลึกเข้าไปในม่านตา กลับฉายแววแฝงแววสะใจอยู่เงียบ ๆ
ใครจะรู้…ตั้งแต่เธอแต่งเข้าบ้านตระกูลเจี่ยมา เรื่องภายในบ้านตั้งแต่เล็กยันใหญ่ ล้วนแต่ตกเป็นภาระของเธอคนเดียวทั้งนั้น
เจี่ยจางซื่อกับเจี่ยตงซวี่ไม่เคยคิดจะช่วยอะไรเลย แม้แต่ขวดซีอิ๊วล้ม ยังไม่มีใครคิดจะเก็บ แต่พอเธอเดินมาเห็น กลับต้องโดนด่าจนลืมหายใจไปเลยทีเดียว
ถ้ารู้ก่อนว่าบ้านเจี่ยเป็นแบบนี้แต่เเรก เธอคงไม่มีทางแต่งเข้ามาเด็ดขาด !
แต่ตอนนี้อะไร ๆ ก็สายไปหมดแล้ว
รับสินสอดมาแล้ว ก็เข้าบ้านมาอยู่แล้ว
จะให้ถอนตัวตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
ความจริง…ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้ามา
เธอก็แอบสังเกตบ้านตรงข้าม บ้านของตระกูลเหอ
บ้านนั้นถึงจะสกปรกรกรุงรัง ดูไม่เป็นระเบียบแต่ก็เป็นครอบครัว และสองพ่อลูกต่างก็เป็นพนักงานกินเงินเดือนทั้งคู่
แม้เหออวี่จู้จะยังเป็นแค่เด็กฝึกงาน แต่ถ้าทนอีกสักสองปี รายได้ก็จะมั่นคงแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น…พ่อกับลูกบ้านนี้ยังเป็นพ่อครัวทั้งคู่ บ้านแบบนี้ต่อให้ไม่มีข้าวกินกันทั้งเรือนสี่ประสาน บ้านพวกเขาก็ไม่มีทางอดแน่นอน !
ช่วงนี้ฉินหวยหรูยิ่งจับตาดูอยู่ทุกวัน
เห็นเหออวี่จู้เวลาเลิกงานกลับมามักถือกล่องข้าวกลับมาด้วยเสมอ ส่วนเหอต้าชิง คนเป็นพ่อน่ะเหรอ ? วันไหนน้อยก็สองกล่อง มากหน่อยก็ห้ากล่อง
บ้านแบบนี้น่ะ…ดีกว่าตระกูลเจี่ยไม่รู้กี่เท่า !
“เสียดาย…ถ้าคนที่แม่สื่อแนะนำตอนนั้นเป็นเหออวี่จู้ก็คงดี”
“ถึงจะเหนื่อย…แต่ก็ได้กินดีอยู่ดี ไม่ใช่ต้องนั่งกินแต่ผักดองกับข้าวโพดนึ่ง น้ำก็มีแต่ข้าวต้มข้น ๆ แบบนี้…”
เธอพึมพำในใจด้วยความเจ็บปวดและเสียดายก่อนจะได้คิดอะไรต่อ…เสียงแหลม ๆ ของเจี่ยจางซื่อก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ไอ้คนโง่”
เพียะ ! !
“แก…แกกล้าตบฉันเหรอ ไอ้โง่”
เพียะ ! !
“ฉัน… !”
เพียะ ! !
“ฉันไม่ได้เรียกชื่อเล่นแกซะหน่อย แกจะตบฉันทำไม ?”
“ขอโทษทีนะ ตบเพลินไปหน่อย !”
เหออวี่จู้ ยืนมองหน้าเจี่ยจางซื่อที่ตอนนี้บวมตุ่ยเหมือนหัวหมู พลางก้มดูมือตัวเองที่เพิ่งฟาดลงไปแล้วเกาศีรษะแบบงง ๆ
ทีแรกเขาก็แค่อยากใช้เหยียนเจี่ยเฉิงเป็นตัวอย่าง จะได้หักล้างฉายา "เจ้าโง่" ที่ติดตัวมานาน
แต่ไม่คาดคิดว่า…เจี่ยจางซื่อจะกล้าเอาหน้ามาให้ตบถึงที่ ! แบบนี้จะให้พลาดได้ยังไง !
ไม่ตบตอนนี้ แล้วจะรอชาติหน้าเรอะ ?
แถมเหตุการณ์แบบนี้ มันคือโอกาสทองในการสร้างชื่อ ! จะถอยก็เสียของเปล่า ต่อให้คืนนี้เจี่ยตงซวี่กลับมา แล้วจะมาเอาเรื่อง เขาก็ไม่กลัวเลยแม้แต่นิด
อีกอย่าง…ที่เขากล้าลงมือแบบไม่ลังเลก็เพราะ หนึ่ง—เจี่ยจางซื่อเริ่มปากหมาด่าก่อน สอง—เหอต้าชิง พ่อของเขายังอยู่บ้าน ยังไม่ได้ไปไหน ! ในเรือนสี่ประสานนี้…ตราบใดที่เหอต้าชิงยังยืนอยู่ ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งอะไรได้ทั้งนั้น
อย่าลืม…ถ้าเขาเป็นคนดีจริง จะกล้าทิ้งลูกกับลูกสาวหนีไปกับแม่ม่ายเหรอ ?
นั่นแหละ หลักฐานชัด ๆ ว่าพ่อของเขาก็ไม่ธรรมดา ! และถ้าใครคิดจะลุกขึ้นมาเหิมเกริมในเรือนนี้…ขอบอกเลยว่า ฝันไปเถอะ !