- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 11 เช่ารถได้ แต่ยืมรถอย่าหวัง !
บทที่ 11 เช่ารถได้ แต่ยืมรถอย่าหวัง !
บทที่ 11 เช่ารถได้ แต่ยืมรถอย่าหวัง !
บทที่ 11 เช่ารถได้ แต่ยืมรถอย่าหวัง !
หลังจากที่พ่อของเขา เหอต้าชิง ซื้อจักรยานให้เขา โอนบ้านให้เสร็จเรียบร้อย รวมถึงเปิดบัญชีฝากเงินเสร็จสรรพ ความกดดันในใจของเหออวี่จู้ถึงกับหายวับไปเหมือนฝนซา
เพราะงั้น การไปลักลอบพบกับแม่ม่ายไป๋ของพ่อ ก็เลยไม่มีอะไรให้ต้องระแวงอีกต่อไป
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขายังต้องคอยระวังว่าเหออวี่จู้จะจับได้ แต่ตอนนี้ล่ะก็ เขาแทบไม่สนใจแล้ว
แถมเหออวี่จู้ก็พอจะเดาได้ว่า พอจัดการเรื่องต่าง ๆ เสร็จสรรพแบบนี้ พ่อของเขาก็คงไม่อยู่ยาวถึงสิบปีเหมือนในชาติก่อน
คาดว่าช่วงไม่กี่วันมานี้ ก็อาจจะออกเดินทางแล้ว
แต่ก็เถอะ…เขารู้ดีว่ายังไงก็รั้งไม่อยู่ และก็ขี้เกียจจะเสียเวลาไปยุ่งกับเรื่องบัดซบของพ่อแล้ว
จะเจ็บ จะทน จะทุกข์ จะเหงา…ก็ให้มันเป็นบาดแผลจากการเดินเอง
ในอนาคตถ้าโดนกรรมตามสนอง ก็ถือว่าเป็นเวรกรรมของเขาเอง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเหออวี่จู้อีกต่อไปแล้ว
ในฐานะลูกชาย เขาก็เตือนดี ๆ ไปหมดแล้ว เป็นอีกฝ่ายเองต่างหากที่ไม่ฟัง ดื้อด้านจะไปเป่าติ้ง ไปใช้ชีวิตกับแม่ม่ายไป๋ให้ได้
ก่อนจะกลับบ้าน เขาแวะตลาดซื้อผักซื้อเนื้อ เตรียมกลับไปห่อเกี๊ยวกินกันคืนนี้
ก็อย่างว่า “ขึ้นรถกินเกี๊ยว ลงรถกินบะหมี่” ไหน ๆ เหอต้าชิงก็ทำหน้าที่พ่อจนสุดทางแล้ว เขาก็ไม่คิดจะขี้เหนียวเหมือนกัน
อย่างไรเขากับน้องสาวเหออวี่สุ่ยก็ได้กินด้วยอยู่ดี งั้นก็จัดไปเลย ห่อเกี๊ยวกินกันสักมื้อ ถือว่าเป็นงานเลี้ยงส่งตัวพ่อไปเลยก็แล้วกัน
ตอนนี้แม้จะไม่ต้องใช้คูปองซื้อของแล้ว แต่คนที่พอมีเงินก็ยังน้อยอยู่ ตลาดสดเลยค่อนข้างเงียบเหงาไม่น้อย
เขาไปที่ร้านขายเนื้อ ซื้อหมูสามชั้นครึ่งชั่ง แล้วก็หิ้วผักชีลาวกลับมาหนึ่งกำ
คนเมืองหลวงเก่า ๆ นั้น ชอบรสนี้กันนัก…เกี๊ยวหมูผักชีลาว
กลิ่นหอมเขียว ๆ ของผักซีลาวพอผสมกับความมันของหมู กัดไปคำเดียว บอกได้เลยว่า…ฟินจนร้องอู้หูววว
แน่นอนว่า ผักชีลาวนั้นยังเป็นพืชที่มี “สองขั้ว” ใครชอบก็หลงไม่ลืม แต่ใครไม่ชอบ ก็กินไม่ลงเลยเหมือนกัน
เขายังซื้อผักอื่น ๆ เพิ่มอีกหน่อย กินเกี๊ยวก็ต้องมีของแกล้มบ้าง จะได้ฝึกฝีมือทำกับข้าวไปในตัวด้วย
พอรวมราคาทั้งหมดที่ต้องจ่ายไป ก็ไม่ถึงสามหยวนด้วยซ้ำ !
จะไม่ให้ตกตะลึงกับค่าครองชีพสมัยนี้ได้ยังไง !
พอขี่จักรยานกลับบ้านแบบสบายใจ สองข้างทางเป็นอาคารที่เคยเดินผ่านไม่รู้กี่รอบ แต่ไม่เคยได้มองจริงจัง ๆ เลยสักที พอมาดูอีกครั้งในตอนนี้ ก็รู้สึกได้ถึงเสน่ห์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ก็อย่างที่เขาว่านั่นแหละ “ภาพเดิม ๆ สถานที่เดิม ๆ ถ้าใจเปลี่ยน มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
ตอนหนุ่ม ๆ เขาต้องรีบทำงานหาเงินทุกวัน หลังจากนั้นก็โดนอี้จงไห่ล้างสมอง พาตัวเองไปช่วยเหลือฉินหวยหรู จนไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น
แต่พอตอนนี้ เขาได้เกิดใหม่อีกครั้ง ก็แน่วแน่แล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นฉินหวยหรู อี้จงไห่ หรือแม้แต่หญิงชราหูหนวก…ก็อย่าไปสนใจใครทั้งนั้น
ชาตินี้ ไม่มีใครได้เกาะเขากินอีกแล้ว
พอ !
จบ !
จบจริง ๆ !
แถมรอบนี้ เขายังไม่คิดจะเป็นแค่“พ่อครัว” ไปทั้งชาติอีกด้วย
โลกมันกว้าง คนมันเก่ง ทำไมจะไปไกลกว่านี้ไม่ได้ล่ะ ? อะไรที่ทำได้มีเยอะจะตายไป! แค่ใช้ “ระบบ” ที่เขามีอยู่ จะไปสอบมหาวิทยาลัยก็ยังได้เลย ไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย
แค่เขาไม่อยากเป็นจุดสนใจก็เท่านั้นเอง อีกอย่าง วุฒิมหาลัยสมัยนี้ สำหรับเขาแล้วมันถือว่าไม่ได้จำเป็นอะไรนัก
ด้วยระบบที่เขาถือครอง แค่อยาก “สำเร็จ” ก็ถือว่าแทบจะเป็นเรื่องกล้วย ๆ ไปแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้มันยังไม่มีแผนชัดเจนกับชีวิตเท่านั้นเอง
ก็อย่างว่า ในชาติที่แล้วเขาก็แค่พ่อครัว ถึงจะเคยมีวาสนาได้รู้จักผู้นำใหญ่ ก็ไม่เคยคิดจะเข้าสู่เส้นทางการเมืองแม้เเต่น้อย
ไม่เคยศึกษาอะไรอย่างอื่นเลยด้วยซ้ำ ทั้งชีวิตวนเวียนอยู่กับเตาไฟและครอบครัวของฉินหวยหรูเท่านั้น
ทำเพื่อพวกเธอทั้งชีวิต แต่สุดท้าย กลับได้จุดจบที่เศร้าสลดแทบบ้า
ก็ต้องยอมรับว่า…ชะตาก็เล่นตลกเกินไปแถมดวงตานี้ ยังดูคนไม่ออกอีก
“โห…เจ้าคนโง่ มีจักรยานแล้วเหรอ !”
“เจ้าคนโง่ จักรยานคันนี้ของใครอะ ? ไปยืมมันมาจากใครหรือเปล่า ?”
“ของโคตรใหม่เลย กล้าขี่ด้วยเหรอ นายไม่กลัวล้มเหรอ ?”
เสียงพูดดังขึ้นจากเหยี่ยนเจี่ยเฉิง ลูกชายคนโตของเหยียนปู้กุ้ย
พออีกฝ่ายเห็นจักรยานของเหออวี่จู้ ก็ไม่คิดว่าเขาซื้อเอง คิดแต่เพียงว่าไปยืมใครมาแน่นอน
“เจี่ยเฉิง ! ถ้านายเรียกฉันว่าเจ้าคนโง่อีกคำเดียว ฉันตบปากนายแตกแน่ !”
“พ่อนายยังไม่กล้าเรียกเลย แล้วนายเป็นใครถึงกล้า ? อยากโดนมากหรือไง ?”
“ฉันขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายนะ ถ้ายังได้ยินอีกทีเมื่อไร ฉันเอาจริงแน่ !”
เหออวี่จู้ระเบิดอารมณ์ทันทีเมื่อได้ยินชื่อเล่นเก่า ต่อไปนี้ ใครยังกล้าเรียกเขาแบบนี้อีก เจอดีแน่ !
ตีให้เป็นตัวอย่างสักราย เพื่อในอนาคต คนในตรอกเหอหยวนแห่งนี้จะได้ไม่มีใครกล้าเรียกเขาด้วยชื่อเล่นดูถูกแบบนั้นอีก
ไม่งั้นล่ะก็…พวกเด็กที่เกิดทีหลังจะพากันเรียนแบบหมด แค่นึกก็หงุดหงิดแล้ว !
ในชาติก่อน เหออวี่จู้แทบไม่รู้สึกอะไรกับคำว่า “เจ้าคนโง่”แต่ในชาตินี้…แค่ได้ยินก็เหมือนเสียงขูดเหล็กกับปูนหยาบหูระคายใจแบบสุด ๆ
“ไอ้หยา เจ้าคน…เอ้ย เหออวี่จู้ เรียกแค่นี้ถึงกับโมโหเลยเหรอ ?”
“อีกอย่าง ชื่อเล่นนี่ก็ไม่ใช่พวกฉันตั้งให้นะ ! พ่อนายนั่นแหละเรียกเอง พวกฉันก็แค่เรียกตามเท่านั้น !”
“แล้วตอนนี้จะมาหาเรื่องอะไรฉันเนี่ยนะ !”
“ช่างเถอะ ฉันไม่เสวนาด้วยแล้ว !”
เหยียนเจี่ยเฉิงกะพริบตาปริบ ๆ พลางทำเสียงใส่อีกฝ่าย เขาเรียนจบแค่ประถมต้น สอบเข้ามัธยมไม่ติด สุดท้ายต้องอยู่บ้านว่างงาน
แม้พ่อจะเป็นครู แต่อย่างว่า “ดินเลนยังไงก็ปั้นไม่เป็นอิฐ” และเหยียนเจี่ยเฉิงก็คือเรื่องจริงของสำนวนนี้
เพื่อหางานให้ลูกชายคนนี้ เหยียนปู้กุ้ยแทบจะวิ่งหาเส้นสายจนขาลาก แต่ก็อย่างที่รู้กันดี ยุคนี้ตำแหน่งงานมีจำกัด แต่คนหางานมีเป็นกองทัพ ใครมันจะหางานได้ง่ายขนาดนั้น ?
ไหนจะนิสัยหยิ่งในศักดิ์ศรีของเหยียนปู้กุ้ยที่คิดว่าตัวเองเป็นปัญญาชนอีก เขาก็เลยหวังว่าลูกจะได้ “งานดี ๆ” ที่มั่นคงหน่อย
แต่แบบนั้นน่ะ…มันก็เหมือนหวังให้เหยียนเจี่ยเฉิงไปนั่งแทนพ่อ แล้วสอนภาษาจีนอยู่ที่โรงเรียนหงซิง
ฝันเฟื่อง ! ยากพอ ๆ กับให้แมวบินได้เลยเถอะ !
“พ่อฉันเรียกน่ะถูกแล้ว เพราะเขาเป็นพ่อฉัน !”
“แต่ถ้านายเรียกเมื่อไหร่ ฉันทำจริงแน่ ไม่เชื่อก็ลองดู เดี๋ยวรู้เลยว่าฝ่ามือของฉันหนักแค่ไหน !”
เหออวี่จู้ตวัดสายตาเย็นชาใส่อีกฝ่าย แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก เขาหันไปจับแฮนด์จักรยานแล้วก็จูงเข้าไปทางลานกลางเรือนสี่ประสาน
เวลานั้น คนส่วนใหญ่ยังไม่เลิกงาน ลานกลางเลยเงียบ ๆ มีแค่กลุ่มแม่บ้านนั่งรวมกันอยู่ไม่กี่คน กำลังเด็ดผักเตรียมทำอาหารเย็น
เจี่ยจางซื่อ (แม่สามีของฉินหวยหรู) ภรรยาของอี้จงไห่และฉินหวยหรู สามคนนี้จับกลุ่มพูดคุยกันอยู่
ฉินหวยหรูกับภรรยาของจงอี้ไห่ช่วยกันเด็ดผัก ส่วนเจี่ยจางซื่อนั่งเฉิบอยู่ข้าง ๆ มือไม่แตะผักแม้แต่นิด มีแต่ปากอย่างเดียวที่ขยับ รัวใส่ไม่หยุด
“ไอ้หยา เสี่ยวจู้ ! วันนี้กลับเร็วเชียวนะ !”
“ไม่ได้ไปทำงานเหรอ ?”
“จักรยานนี่มาได้ไงน่ะ ?”
ภรรยาของอี้จงไห่ถามขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อเห็นเหออวี่จู้จูงจักรยานเข้ามา
“พ่อผมซื้อให้น่ะครับ เอาไว้ใช้รับส่งอวี่สุ่ยไปโรงเรียน”
“ที่ทำงานผมก็ไกล ขึ้นรถเมล์ทุกวันลำบาก เลยต้องมีไว้ใช้สักคัน”
สำหรับภรรยาของอี้จงไห่ เหออวี่จู้ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพราะหล่อนตายตั้งแต่เนิ่น ๆ ในชาติก่อน
อีกทั้งก็ไม่เคยมีลูกมีหลาน ไม่ได้มีปากเสียงอะไรในบ้าน ก็เลยเป็นได้แค่ผู้หญิงที่โดนกดหัวตลอดชีวิต
แม้จะเป็นภรรยาของอี้จงไห่ แต่ก็ไม่เคยไปก่อเรื่องให้ใคร
เพราะงั้น เขาก็ยังตอบด้วยท่าทีสุภาพ มีน้ำใจตามสมควร
แต่…ยังไม่ทันจบบทสนทนา เจี่ยจางซื่อก็โพล่งขึ้นมาแบบไม่เกรงใจใครสักนิด
“นี่ เจ้าโง่ ! พรุ่งนี้ลูกชายฉันกับสะใภ้จะกลับบ้านแม่ของนาง !”
“จักรยานแกเพิ่งซื้อมาใหม่ งั้นให้พวกเรายืมใช้สักวันสิ !”
“เย็นนี้เดี๋ยวฉันให้ลูกชายไปหานะ ไปคุยกัน !”
น้ำเสียงของเธอบอกเลยว่าทั้งจิกทั้งบังคับ เหมือนจักรยานคันนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของบ้านตัวเองยังไงยังงั้น
เหออวี่จู้ถึงกับเบะปากใส่ ยายแก่นี่…นึกว่าฉันยังเป็นวัวเป็นควายให้พวกแกขี่อยู่หรือไง ?
เขาตอบออกไปแบบไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย “เฮอะ ฝันไปเถอะ ! จักรยานผมเพิ่งซื้อมา จะให้พวกคุณขี่ไปบ้านนอกได้ยังไง ล้มมาจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อคืนให้ผม ?”
“จักรเย็บผ้าป้ายังไม่เคยให้ใครยืมเลย แล้วยังมีหน้ามาขอยืมจักรยานผมได้ยังไง ?”
“อยากขี่ก็ได้นะ วันละห้าหยวน เอาเงินมาวาง แล้วค่อยว่ากันอีกที !”
“……”