เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 เช่ารถได้ แต่ยืมรถอย่าหวัง !

บทที่ 11 เช่ารถได้ แต่ยืมรถอย่าหวัง !

บทที่ 11 เช่ารถได้ แต่ยืมรถอย่าหวัง !


บทที่ 11 เช่ารถได้ แต่ยืมรถอย่าหวัง !

หลังจากที่พ่อของเขา เหอต้าชิง ซื้อจักรยานให้เขา โอนบ้านให้เสร็จเรียบร้อย รวมถึงเปิดบัญชีฝากเงินเสร็จสรรพ ความกดดันในใจของเหออวี่จู้ถึงกับหายวับไปเหมือนฝนซา

เพราะงั้น การไปลักลอบพบกับแม่ม่ายไป๋ของพ่อ ก็เลยไม่มีอะไรให้ต้องระแวงอีกต่อไป

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขายังต้องคอยระวังว่าเหออวี่จู้จะจับได้ แต่ตอนนี้ล่ะก็ เขาแทบไม่สนใจแล้ว

แถมเหออวี่จู้ก็พอจะเดาได้ว่า พอจัดการเรื่องต่าง ๆ เสร็จสรรพแบบนี้ พ่อของเขาก็คงไม่อยู่ยาวถึงสิบปีเหมือนในชาติก่อน

คาดว่าช่วงไม่กี่วันมานี้ ก็อาจจะออกเดินทางแล้ว

แต่ก็เถอะ…เขารู้ดีว่ายังไงก็รั้งไม่อยู่ และก็ขี้เกียจจะเสียเวลาไปยุ่งกับเรื่องบัดซบของพ่อแล้ว

จะเจ็บ จะทน จะทุกข์ จะเหงา…ก็ให้มันเป็นบาดแผลจากการเดินเอง

ในอนาคตถ้าโดนกรรมตามสนอง ก็ถือว่าเป็นเวรกรรมของเขาเอง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเหออวี่จู้อีกต่อไปแล้ว

ในฐานะลูกชาย เขาก็เตือนดี ๆ ไปหมดแล้ว เป็นอีกฝ่ายเองต่างหากที่ไม่ฟัง ดื้อด้านจะไปเป่าติ้ง ไปใช้ชีวิตกับแม่ม่ายไป๋ให้ได้

ก่อนจะกลับบ้าน เขาแวะตลาดซื้อผักซื้อเนื้อ เตรียมกลับไปห่อเกี๊ยวกินกันคืนนี้

ก็อย่างว่า “ขึ้นรถกินเกี๊ยว ลงรถกินบะหมี่” ไหน ๆ เหอต้าชิงก็ทำหน้าที่พ่อจนสุดทางแล้ว เขาก็ไม่คิดจะขี้เหนียวเหมือนกัน

อย่างไรเขากับน้องสาวเหออวี่สุ่ยก็ได้กินด้วยอยู่ดี งั้นก็จัดไปเลย ห่อเกี๊ยวกินกันสักมื้อ ถือว่าเป็นงานเลี้ยงส่งตัวพ่อไปเลยก็แล้วกัน

ตอนนี้แม้จะไม่ต้องใช้คูปองซื้อของแล้ว แต่คนที่พอมีเงินก็ยังน้อยอยู่ ตลาดสดเลยค่อนข้างเงียบเหงาไม่น้อย

เขาไปที่ร้านขายเนื้อ ซื้อหมูสามชั้นครึ่งชั่ง แล้วก็หิ้วผักชีลาวกลับมาหนึ่งกำ

คนเมืองหลวงเก่า ๆ นั้น ชอบรสนี้กันนัก…เกี๊ยวหมูผักชีลาว

กลิ่นหอมเขียว ๆ ของผักซีลาวพอผสมกับความมันของหมู กัดไปคำเดียว บอกได้เลยว่า…ฟินจนร้องอู้หูววว

แน่นอนว่า ผักชีลาวนั้นยังเป็นพืชที่มี “สองขั้ว” ใครชอบก็หลงไม่ลืม แต่ใครไม่ชอบ ก็กินไม่ลงเลยเหมือนกัน

เขายังซื้อผักอื่น ๆ เพิ่มอีกหน่อย กินเกี๊ยวก็ต้องมีของแกล้มบ้าง จะได้ฝึกฝีมือทำกับข้าวไปในตัวด้วย

พอรวมราคาทั้งหมดที่ต้องจ่ายไป ก็ไม่ถึงสามหยวนด้วยซ้ำ !

จะไม่ให้ตกตะลึงกับค่าครองชีพสมัยนี้ได้ยังไง !

พอขี่จักรยานกลับบ้านแบบสบายใจ สองข้างทางเป็นอาคารที่เคยเดินผ่านไม่รู้กี่รอบ แต่ไม่เคยได้มองจริงจัง ๆ เลยสักที พอมาดูอีกครั้งในตอนนี้ ก็รู้สึกได้ถึงเสน่ห์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ก็อย่างที่เขาว่านั่นแหละ “ภาพเดิม ๆ สถานที่เดิม ๆ ถ้าใจเปลี่ยน มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

ตอนหนุ่ม ๆ เขาต้องรีบทำงานหาเงินทุกวัน หลังจากนั้นก็โดนอี้จงไห่ล้างสมอง พาตัวเองไปช่วยเหลือฉินหวยหรู จนไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น

แต่พอตอนนี้ เขาได้เกิดใหม่อีกครั้ง ก็แน่วแน่แล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นฉินหวยหรู อี้จงไห่ หรือแม้แต่หญิงชราหูหนวก…ก็อย่าไปสนใจใครทั้งนั้น

ชาตินี้ ไม่มีใครได้เกาะเขากินอีกแล้ว

พอ !

จบ !

จบจริง ๆ !

แถมรอบนี้ เขายังไม่คิดจะเป็นแค่“พ่อครัว” ไปทั้งชาติอีกด้วย

โลกมันกว้าง คนมันเก่ง ทำไมจะไปไกลกว่านี้ไม่ได้ล่ะ ? อะไรที่ทำได้มีเยอะจะตายไป! แค่ใช้ “ระบบ” ที่เขามีอยู่ จะไปสอบมหาวิทยาลัยก็ยังได้เลย ไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย

แค่เขาไม่อยากเป็นจุดสนใจก็เท่านั้นเอง อีกอย่าง วุฒิมหาลัยสมัยนี้ สำหรับเขาแล้วมันถือว่าไม่ได้จำเป็นอะไรนัก

ด้วยระบบที่เขาถือครอง แค่อยาก “สำเร็จ” ก็ถือว่าแทบจะเป็นเรื่องกล้วย ๆ ไปแล้ว

เพียงแต่ตอนนี้มันยังไม่มีแผนชัดเจนกับชีวิตเท่านั้นเอง

ก็อย่างว่า ในชาติที่แล้วเขาก็แค่พ่อครัว ถึงจะเคยมีวาสนาได้รู้จักผู้นำใหญ่ ก็ไม่เคยคิดจะเข้าสู่เส้นทางการเมืองแม้เเต่น้อย

ไม่เคยศึกษาอะไรอย่างอื่นเลยด้วยซ้ำ ทั้งชีวิตวนเวียนอยู่กับเตาไฟและครอบครัวของฉินหวยหรูเท่านั้น

ทำเพื่อพวกเธอทั้งชีวิต แต่สุดท้าย กลับได้จุดจบที่เศร้าสลดแทบบ้า

ก็ต้องยอมรับว่า…ชะตาก็เล่นตลกเกินไปแถมดวงตานี้ ยังดูคนไม่ออกอีก

“โห…เจ้าคนโง่ มีจักรยานแล้วเหรอ !”

“เจ้าคนโง่ จักรยานคันนี้ของใครอะ ? ไปยืมมันมาจากใครหรือเปล่า ?”

“ของโคตรใหม่เลย กล้าขี่ด้วยเหรอ นายไม่กลัวล้มเหรอ ?”

เสียงพูดดังขึ้นจากเหยี่ยนเจี่ยเฉิง ลูกชายคนโตของเหยียนปู้กุ้ย

พออีกฝ่ายเห็นจักรยานของเหออวี่จู้ ก็ไม่คิดว่าเขาซื้อเอง คิดแต่เพียงว่าไปยืมใครมาแน่นอน

“เจี่ยเฉิง ! ถ้านายเรียกฉันว่าเจ้าคนโง่อีกคำเดียว ฉันตบปากนายแตกแน่ !”

“พ่อนายยังไม่กล้าเรียกเลย แล้วนายเป็นใครถึงกล้า ? อยากโดนมากหรือไง ?”

“ฉันขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายนะ ถ้ายังได้ยินอีกทีเมื่อไร ฉันเอาจริงแน่ !”

เหออวี่จู้ระเบิดอารมณ์ทันทีเมื่อได้ยินชื่อเล่นเก่า ต่อไปนี้ ใครยังกล้าเรียกเขาแบบนี้อีก เจอดีแน่ !

ตีให้เป็นตัวอย่างสักราย เพื่อในอนาคต คนในตรอกเหอหยวนแห่งนี้จะได้ไม่มีใครกล้าเรียกเขาด้วยชื่อเล่นดูถูกแบบนั้นอีก

ไม่งั้นล่ะก็…พวกเด็กที่เกิดทีหลังจะพากันเรียนแบบหมด แค่นึกก็หงุดหงิดแล้ว !

ในชาติก่อน เหออวี่จู้แทบไม่รู้สึกอะไรกับคำว่า “เจ้าคนโง่”แต่ในชาตินี้…แค่ได้ยินก็เหมือนเสียงขูดเหล็กกับปูนหยาบหูระคายใจแบบสุด ๆ

“ไอ้หยา เจ้าคน…เอ้ย เหออวี่จู้ เรียกแค่นี้ถึงกับโมโหเลยเหรอ ?”

“อีกอย่าง ชื่อเล่นนี่ก็ไม่ใช่พวกฉันตั้งให้นะ ! พ่อนายนั่นแหละเรียกเอง พวกฉันก็แค่เรียกตามเท่านั้น !”

“แล้วตอนนี้จะมาหาเรื่องอะไรฉันเนี่ยนะ !”

“ช่างเถอะ ฉันไม่เสวนาด้วยแล้ว !”

เหยียนเจี่ยเฉิงกะพริบตาปริบ ๆ พลางทำเสียงใส่อีกฝ่าย เขาเรียนจบแค่ประถมต้น สอบเข้ามัธยมไม่ติด สุดท้ายต้องอยู่บ้านว่างงาน

แม้พ่อจะเป็นครู แต่อย่างว่า “ดินเลนยังไงก็ปั้นไม่เป็นอิฐ” และเหยียนเจี่ยเฉิงก็คือเรื่องจริงของสำนวนนี้

เพื่อหางานให้ลูกชายคนนี้ เหยียนปู้กุ้ยแทบจะวิ่งหาเส้นสายจนขาลาก แต่ก็อย่างที่รู้กันดี ยุคนี้ตำแหน่งงานมีจำกัด แต่คนหางานมีเป็นกองทัพ ใครมันจะหางานได้ง่ายขนาดนั้น ?

ไหนจะนิสัยหยิ่งในศักดิ์ศรีของเหยียนปู้กุ้ยที่คิดว่าตัวเองเป็นปัญญาชนอีก เขาก็เลยหวังว่าลูกจะได้ “งานดี ๆ” ที่มั่นคงหน่อย

แต่แบบนั้นน่ะ…มันก็เหมือนหวังให้เหยียนเจี่ยเฉิงไปนั่งแทนพ่อ แล้วสอนภาษาจีนอยู่ที่โรงเรียนหงซิง

ฝันเฟื่อง ! ยากพอ ๆ กับให้แมวบินได้เลยเถอะ !

“พ่อฉันเรียกน่ะถูกแล้ว เพราะเขาเป็นพ่อฉัน !”

“แต่ถ้านายเรียกเมื่อไหร่ ฉันทำจริงแน่ ไม่เชื่อก็ลองดู เดี๋ยวรู้เลยว่าฝ่ามือของฉันหนักแค่ไหน !”

เหออวี่จู้ตวัดสายตาเย็นชาใส่อีกฝ่าย แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก เขาหันไปจับแฮนด์จักรยานแล้วก็จูงเข้าไปทางลานกลางเรือนสี่ประสาน

เวลานั้น คนส่วนใหญ่ยังไม่เลิกงาน ลานกลางเลยเงียบ ๆ มีแค่กลุ่มแม่บ้านนั่งรวมกันอยู่ไม่กี่คน กำลังเด็ดผักเตรียมทำอาหารเย็น

เจี่ยจางซื่อ (แม่สามีของฉินหวยหรู) ภรรยาของอี้จงไห่และฉินหวยหรู สามคนนี้จับกลุ่มพูดคุยกันอยู่

ฉินหวยหรูกับภรรยาของจงอี้ไห่ช่วยกันเด็ดผัก ส่วนเจี่ยจางซื่อนั่งเฉิบอยู่ข้าง ๆ มือไม่แตะผักแม้แต่นิด มีแต่ปากอย่างเดียวที่ขยับ รัวใส่ไม่หยุด

“ไอ้หยา เสี่ยวจู้ ! วันนี้กลับเร็วเชียวนะ !”

“ไม่ได้ไปทำงานเหรอ ?”

“จักรยานนี่มาได้ไงน่ะ ?”

ภรรยาของอี้จงไห่ถามขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อเห็นเหออวี่จู้จูงจักรยานเข้ามา

“พ่อผมซื้อให้น่ะครับ เอาไว้ใช้รับส่งอวี่สุ่ยไปโรงเรียน”

“ที่ทำงานผมก็ไกล ขึ้นรถเมล์ทุกวันลำบาก เลยต้องมีไว้ใช้สักคัน”

สำหรับภรรยาของอี้จงไห่ เหออวี่จู้ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพราะหล่อนตายตั้งแต่เนิ่น ๆ ในชาติก่อน

อีกทั้งก็ไม่เคยมีลูกมีหลาน ไม่ได้มีปากเสียงอะไรในบ้าน ก็เลยเป็นได้แค่ผู้หญิงที่โดนกดหัวตลอดชีวิต

แม้จะเป็นภรรยาของอี้จงไห่ แต่ก็ไม่เคยไปก่อเรื่องให้ใคร

เพราะงั้น เขาก็ยังตอบด้วยท่าทีสุภาพ มีน้ำใจตามสมควร

แต่…ยังไม่ทันจบบทสนทนา เจี่ยจางซื่อก็โพล่งขึ้นมาแบบไม่เกรงใจใครสักนิด

“นี่ เจ้าโง่ ! พรุ่งนี้ลูกชายฉันกับสะใภ้จะกลับบ้านแม่ของนาง !”

“จักรยานแกเพิ่งซื้อมาใหม่ งั้นให้พวกเรายืมใช้สักวันสิ !”

“เย็นนี้เดี๋ยวฉันให้ลูกชายไปหานะ ไปคุยกัน !”

น้ำเสียงของเธอบอกเลยว่าทั้งจิกทั้งบังคับ เหมือนจักรยานคันนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของบ้านตัวเองยังไงยังงั้น

เหออวี่จู้ถึงกับเบะปากใส่ ยายแก่นี่…นึกว่าฉันยังเป็นวัวเป็นควายให้พวกแกขี่อยู่หรือไง ?

เขาตอบออกไปแบบไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย “เฮอะ ฝันไปเถอะ ! จักรยานผมเพิ่งซื้อมา จะให้พวกคุณขี่ไปบ้านนอกได้ยังไง ล้มมาจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อคืนให้ผม ?”

“จักรเย็บผ้าป้ายังไม่เคยให้ใครยืมเลย แล้วยังมีหน้ามาขอยืมจักรยานผมได้ยังไง ?”

“อยากขี่ก็ได้นะ วันละห้าหยวน เอาเงินมาวาง แล้วค่อยว่ากันอีกที !”

“……”

จบบทที่ บทที่ 11 เช่ารถได้ แต่ยืมรถอย่าหวัง !

คัดลอกลิงก์แล้ว