- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นชาวสวน ญาติมหาภัยหลบไปซะ
- บทที่ 14 - ศาลเจ้าซอมซ่อ
บทที่ 14 - ศาลเจ้าซอมซ่อ
บทที่ 14 - ศาลเจ้าซอมซ่อ
บทที่ 14 - ศาลเจ้าซอมซ่อ
พอนางเปิดปากพูด คนอื่นๆ ก็พากันส่งเสียงสนับสนุน "ใช่ๆ ไปอยู่บ้านพี่สะใภ้ใหญ่สักสามสี่วัน แล้วค่อยมาอยู่บ้านเรา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าสวรรค์จะไร้ตา ผัวเมียคู่นั้นมันไม่ใช่คน แต่พวกเราคนบ้านเดียวกัน จะทนดูสามแม่ลูกอดตายได้ยังไง จริงไหมทุกคน"
ชาวบ้านต่างพากันโห่ร้องเห็นดีเห็นงาม
หลัวหว่านซาบซึ้งใจ แต่ในใจนางมีแผนการอยู่แล้ว จึงย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม "น้ำใจของท่านลุงท่านป้า พี่ป้าน้าอาทุกท่าน หลัวหว่านจะจดจำไว้ชั่วชีวิตจ้ะ แต่ทว่าตอนนี้แม้ข้ากับแม่และน้องจะตกระกำลำบาก แต่เราก็ยังมีศักดิ์ศรี ในเมื่อท่านลุงท่านป้าสะใภ้ไม่ต้อนรับ เราก็จะไม่พึ่งพาพวกเขา และจะไม่ไปรบกวนบ้านพวกท่านให้ลำบากด้วย เมื่อกี้มีท่านลุงคนหนึ่งบอกว่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีศาลเจ้าที่เล็กๆ อยู่ไม่ใช่หรือจ๊ะ พวกเราขอไปพักที่นั่นก่อน ข้าเชื่อว่าฟ้าไม่ไร้ทางออก แม้ข้ากับแม่และน้องจะไม่มีบ้าน ไม่มีพ่อ แต่เรายังมีมือมีเท้า มีกันและกันให้พึ่งพาอาศัย เราจะต้องมีชีวิตที่ดีได้อย่างแน่นอน"
พูดจบ นางก็เข้าไปประคองเจียงชิวเหนียงและจูงมือหลัวฝู "ท่านแม่ น้องชาย เราไปกันเถอะ"
ชาวบ้านมองดูเด็กสาวร่างเล็กบอบบาง แต่คำพูดกลับหนักแน่นดั่งหินผา ประคองแม่และน้องเดินจากไป แผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวแต่กลับไม่แสดงความขี้ขลาดหรือต่ำต้อย ยืดอกเชิดหน้าอย่างทะนงองอาจ ราวกับมีปณิธานอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้า ต่างพากันส่งเสียงชื่นชม
มีคนเปรยขึ้นว่า "เสียดายที่เป็นเด็กผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชาย วันหน้าคงได้เป็นใหญ่เป็นโต เผลอๆ ได้เป็นถึงท่านแม่ทัพนายกองแน่"
พอมีคนเริ่ม คนอื่นก็เออออห่อหมก ยิ่งรู้สึกเห็นใจและนับถือสามแม่ลูกมากขึ้น พร้อมกับเกลียดขี้หน้าเจียงหมิงเต๋อกับนางจินเข้ากระดูกดำ
จู่ๆ ก็มีใครไม่รู้ตะโกนขึ้นมากลางวง "ผัวเมียคู่นั้นจิตใจทำด้วยอะไร หมายังเมินเลย เอาล่ะ วันนี้พวกเอ็งไม่เห็นหัวน้องสาวตัวเองแม้แต่นิดเดียว พวกข้าจะคอยดูจุดจบของพวกเอ็ง แน่จริงชาตินี้ก็อย่ามาขอความช่วยเหลือจากใครนะโว้ย"
ชาวบ้านพากันผสมโรงด่าทอสาปแช่ง บอกต่อๆ กันว่าบ้านนี้คนไร้หัวใจ มีของดีให้หมากินยังดีกว่าให้คนบ้านนี้ คอยดูสิว่าชีวิตนี้จะไม่ตกอับบ้างให้มันรู้ไป
แม้จะด่ากันสนุกปาก แต่เจียงหมิงเต๋อกับนางจินก็นั่งนิ่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ในบ้าน ชาวบ้านทำอะไรพวกเต่าหดหัวไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่แยกย้ายกันไป
"หว่านเอ๋อร์ แล้วทีนี้เราจะทำยังไง"
ระหว่างทางเดินไปศาลเจ้าที่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เจียงชิวเหนียงหน้าตาเศร้าสร้อย จุดจบแบบนี้อยู่ในความคาดหมายของนางแล้ว นางถึงได้ไม่อยากกลับมาให้ขายหน้าเปล่าๆ แต่ใครจะรู้ว่าลูกชายมาป่วยหนักเกือบตาย นางจนหนทางจริงๆ ถึงได้แอบหวังลึกๆ ว่าพี่ชายพี่สะใภ้อาจจะยังพอมีเศษเสี้ยวของความเมตตาหลงเหลืออยู่บ้าง ยอมให้ที่พักพิงสักไม่กี่วันก็ยังดี ให้พวกนางพอมีเวลาตั้งหลัก
แต่สุดท้าย ความคิดอันใสซื่อนั้นก็พังทลายไม่มีชิ้นดี
"ไปตั้งหลักที่ศาลเจ้าที่ก่อนเถอะท่านแม่" หลัวหว่านไม่ได้ดูเศร้าโศกสิ้นหวังเหมือนเจียงชิวเหนียง ขอแค่มีที่คุ้มหัวนอนชั่วคราวก็พอแล้ว อากาศเริ่มเย็นลง ถ้าคืนนี้ไม่มีที่กำบังลม ต่อให้ไม่หนาวตายก็คงป่วยหนักกันหมด ในเมื่อได้ที่พักแล้ว เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
สวรรค์ลิขิตให้ข้าต้องมาสู้ชีวิตในโหมดยาก นอกจากก้มหน้ารับชะตากรรมแล้วจะทำอะไรได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือไม่ยอมหมดหวัง
ศาลเจ้าที่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเซียงกั๋ว เดินประมาณหนึ่งเค่อ (15 นาที) ก็ถึง ตัวศาลเจ้าไม่ใหญ่จริงๆ แต่ก็ไม่ได้เล็กจิ๋วอย่างที่ชาวบ้านว่า อย่างน้อยก็พอให้คนสามคนเข้าไปซุกหัวนอนได้
"ที่แคบๆ แบบนี้ จะอยู่กันยังไง" เจียงชิวเหนียงน้ำตาไหลพราก แต่หลัวหว่านรีบลงมือปัดกวาดหยากไย่ฝุ่นละออง แล้วช่วยประคองรูปปั้นท่านเจ้าที่ที่ล้มระเนระนาดให้ตั้งตรง พนมมือไหว้พลางพึมพำ
"ท่านปู่เจ้าที่เจ้าขา ตอนนี้พวกเราหัวอกเดียวกันแล้วนะเจ้าคะ ข้าช่วยประคองท่านขึ้นมา ท่านก็ช่วยให้พวกเราอาศัยพักพิงชั่วคราว ถือว่าหายกันนะเจ้าคะ แน่นอนว่าท่านเป็นถึงเทพยดา ถ้าซาบซึ้งในบุญคุณที่ข้าช่วยพยุงท่านขึ้นมา แล้วอยากจะตอบแทน ข้าก็ไม่ขัดศรัทธา ไม่ขออะไรมาก ขอแค่คุ้มครองให้พวกเราสามแม่ลูกได้พบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ชีวิตพลิกผันจากร้ายกลายเป็นดี วันหน้าขอให้มีสวนผลไม้งามตระการตา ชีวิตรุ่งโรจน์ชัชวาล และถ้าแถมด้วยการได้เห็นไอ้ผู้ชายสารเลวคนนั้นบ้านแตกสาแหรกขาดด้วยก็จะดีมากเจ้าค่ะ..."
ที่นางขอเรื่องสวนผลไม้งามตระการตา เพราะในใจวางแผนไว้แล้วว่าถ้ามีโอกาสจะต้องปลูกไม้ผลให้ได้
หลัวฝูยังเด็กไม่เข้าใจความนัย เห็นพี่สาวทำความสะอาด เขาก็ช่วยทำตาม พอเห็นพี่สาวคุกเข่าพึมพำขอพร เขาก็ทำตามบ้าง สองพี่น้องลุกขึ้นยืน หลัวหว่านก็หันมาบอกเจียงชิวเหนียง "ท่านแม่ ศาลเจ้านี้แม้จะเล็ก แต่ก็ถือว่าดีถมถืดแล้ว ถ้าเป็นหมู่บ้านอื่น ศาลเจ้าที่สูงแค่เอว มีแค่หิ้งพระเล็กๆ อย่าว่าแต่คนเลย หมายังมุดเข้าไปไม่ได้ ถึงตอนนั้นจะทำยังไง ชีวิตคนเราต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้นะจ๊ะ"
คำพูดของลูกสาวทำเอาเจียงชิวเหนียงยิ้มทั้งน้ำตา ส่ายหน้าว่า "เจ้าช่างใจกว้างจริงๆ ถึงขั้นนี้แล้วยังมองโลกในแง่ดีได้อีก"
"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ก็ต้องหาความสุขท่ามกลางความทุกข์สิ" หลัวหว่านพูดพลางรื้อเสื้อผ้าไม่กี่ชุดในห่อผ้าออกมา ไม่เกี่ยงว่าเป็นของผู้หญิงหรือผู้ชาย เอามาคลุมตัวหลัวฝูกับเจียงชิวเหนียง แล้วยิ้มร่า "อากาศหนาวแบบนี้ พวกเราต้องนอนเบียดกันถึงจะอุ่นนะ"
เจียงชิวเหนียงรีบเอาเสื้อผ้าบนตัวมาคลุมให้หลัวหว่านบ้าง น้ำตาคลอเบ้า "แม่เป็นแม่ พวกเจ้ายังเด็ก ไม่มีเหตุผลที่แม่จะใส่เสื้ออุ่นๆ แล้วปล่อยให้ลูกหนาว"
พอหลัวหว่านจะดึงเสื้อออก นางก็กดมือลูกสาวไว้ ส่ายหน้า "หว่านเอ๋อร์ ถึงเจ้าจะบอกว่าตายแล้วเกิดใหม่ ความคิดอ่านโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ร่างกายเจ้ายังเป็นแค่เด็กสาวที่ยังไม่ผ่านพิธีปักปิ่น แม่ต่างหากที่เป็นผู้ใหญ่จริงๆ ใส่ไว้เถอะ ห้ามถอด ไม่อย่างนั้นถ้าเจ้าป่วยไปอีกคน เราสามคนแม่ลูกจะทำยังไง"
หลัวหว่านคิดดูแล้วก็มีเหตุผล ใจนางแกร่งดั่งหินผาก็จริง แต่ร่างกายนี้มันคือคุณหนูขี้โรคในยุคโบราณ ใจสู้แต่กายหยาบมันบอบบาง เกิดป่วยขึ้นมา แม่กับน้องคงขาดที่พึ่งพิง เลยยอมตามใจแม่
สามแม่ลูกนั่งเบียดกัน คุยกันสัพเพเหระ คงเพราะเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน บวกกับหลายวันที่ผ่านมาต้องนอนกลางดินกินกลางทราย พอได้ที่กำบังลมแบบนี้ แม้จะซอมซ่อแต่มันก็อุ่นกว่าข้างนอกมาก ไม่นานก็พากันผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงผู้ชายดังมาจากข้างนอก
"ใช่ที่นี่หรือเปล่า"
[จบแล้ว]