- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นกบฏ..ข้าจะสร้างเมืองยุคใหม่
- บทที่ 33 สารประกาศพิชิตใจ
บทที่ 33 สารประกาศพิชิตใจ
บทที่ 33 สารประกาศพิชิตใจ
บทที่ 33 สารประกาศพิชิตใจ
"ทุกท่านไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่งเถิด"
ฉินฮ่าวยกมือขึ้นเป็นเชิงอนุญาตให้ทุกคนนั่งลง สายตากวาดมองเหล่าขุนพลภายในกระโจม ปลายนิ้วเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ
"การบุกเมืองในวันนี้แม้จะยังไม่แตกหัก แต่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นบางสิ่ง"
เขาเว้นจังหวะ ปล้อนิ้วเคาะลงบนตำแหน่งประตูเสวียนอู่บนแผนที่ยุทธศาสตร์
"ประการแรก ศักยภาพการรบของกองกำลังรักษาเมืองหลวงนั้นอ่อนด้อยกว่าคำร่ำลือมากนัก ส่วนทหารรักษาพระองค์แม้อาวุธยุทโธปกรณ์จะครบครัน แต่กลับขาดจิตวิญญาณแห่งความดุดัน หากมิใช่เพราะตาแก่สองคนอย่างโหวอู่เต๋อและโหวชางหนิงคอยคุมสถานการณ์ ป่านนี้ประตูเมืองคงแตกไปแล้ว"
เจียงจื้อปาดคราบเลือดบนใบหน้า เอ่ยเสริมขึ้นว่า "ข้าน้อยสังเกตเห็นว่าพลธนูบนกำแพงเมืองนั้นฝีมือการยิงไม่เอาไหน หากมิใช่เพราะอาศัยความได้เปรียบของชัยภูมิ ข้านำทหารใต้อาณัติบุกชาร์จเพียงรอบเดียวก็คงจัดการพวกมันได้หมด"
เหล่าขุนพลในที่นั้นพากันพยักหน้าเห็นด้วย
แม้พวกเขาจะไม่ได้ลงสนามรบด้วยตนเองในวันนี้ แต่ด้วยประสบการณ์ในกองทัพหลายปี ย่อมมองสถานการณ์ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ทหารบนกำแพงเมืองแม้จะสวมชุดเกราะอย่างดี รูปร่างดูบึกบึนแข็งแรง แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเพียงทหารเกณฑ์ใหม่ที่ไร้ประสบการณ์การรบจริง
"ประการที่สอง!"
น้ำเสียงของฉินฮ่าวเปลี่ยนไป สายตาทอดมองความมืดมิดยามพลบค่ำนอกกระโจม น้ำเสียงกดต่ำลง
"กำแพงเมืองหลวงนั้นแข็งแกร่งทนทาน ไม่ว่าเราจะทุ่มกำลังทหารลงไปมากเพียงใด เกรงว่าก็ยากที่จะตีให้แตกได้โดยง่าย"
"หากใช้เลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อบุกทะลวง ไม่รู้ว่าจะต้องฝังชีวิตลูกผู้ชายชาวโยวโจวไว้ใต้กำแพงเมืองนี้อีกเท่าไหร่ และต้องเสียเวลาไปอีกกี่วัน"
สิ้นคำกล่าวนี้ บรรยากาศภายในกระโจมพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
ไม่มีใครกล้าคุยโวโอ้อวดทำนองว่า "ขอทหารไม่กี่พันก็ตีเมืองแตกได้" อีกต่อไป เพราะทุกคนต่างตระหนักดีแก่ใจว่ามันเป็นไปไม่ได้
เมืองที่สร้างขึ้นด้วยปราการธรรมชาติและกำแพงหนาแน่นเช่นนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วหากต้องการยึดครอง ต้องใช้เวลาล้อมเมืองนานนับเดือน
เฉกเช่นวันนี้ ที่เปิดฉากบุกตั้งแต่เช้าจรดค่ำ กองทัพหน้าทุ่มกำลังพลกว่าสามหมื่นนาย แม้กระทั่งกองพันธงทมิฬอันเกรียงไกรก็ยังถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิ
แม้จะดูเหมือนได้เปรียบอยู่ชั่วขณะ จนสามารถรุกคืบขึ้นไปยันบนกำแพงเมืองได้
แต่ทันทีที่ตาแก่ทั้งสองคนนั้นปรากฏตัว ก็ถูกตีโต้จนต้องถอยร่นลงมาในพริบตา
"ทุกท่าน! เผชิญอุปสรรคเพียงเท่านี้ คิดจะถอยหนีกันแล้วหรือ?"
กู้จือเจียงที่นั่งอยู่ด้านข้างลุกขึ้นยืนฉับพลัน ตะโกนก้อง
เสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วกระโจม ทำลายความเงียบงันเมื่อครู่จนพังทลาย
"ท่านหัวหน้ากุนซือกู้พูดถูก! จะหดหัวเพียงเพราะกำแพงเมืองด่านเดียวได้อย่างไร?"
หลี่ต้าเป่าตบโต๊ะดัง ปัง! ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยหนังด้านกระแทกโต๊ะไม้จนสั่นสะเทือน "ข้าขออาสานำทหารในสังกัดบุกอีกครั้งในวันพรุ่งนี้! ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตครึ่งหนึ่ง ก็จะเจาะช่องบนกำแพงเมืองนั่นให้จงได้!"
"ข้าก็ขอไปด้วย!"
"นับข้าด้วยคน!"
...
ชั่วพริบตา ความหดหู่ในกระโจมก็มลายหายไป ขุนพลเจ็ดแปดนายลุกขึ้นขันอาสา เสียงชุดเกราะกระทบกันเคล้าไปกับเสียงตะโกนอันห้าวหาญ ฟังดูดุดันและมีเลือดนักสู้ยิ่งกว่าเสียงโห่ร้องตอนบุกเมืองเมื่อครู่เสียอีก
ฉินฮ่าวหยุดปลายนิ้วที่เคาะโต๊ะ กวาดสายตามองเหล่าขุนพลที่กำลังฮึกเหิม แต่กลับยังไม่ตอบรับทันที เขาหันไปมองกู้จือเจียงแทน
"ในเมื่อเจ้าบอกว่าไม่ถอย ย่อมต้องมีแผนการ?"
กู้จือเจียงหันไปมองเฉินผิงที่กำลังนั่งจิบสุราอย่างสบายใจอยู่ด้านข้าง
สายตาของเหล่าขุนพลพลันเบนไปจับจ้องที่เฉินผิงเป็นตาเดียว
อันที่จริง ความรู้สึกของเหล่าขุนพลที่มีต่อหัวหน้ากุนซือของอดีตแม่ทัพผู้นี้ค่อนข้างซับซ้อน
เดิมทีนึกว่าเมื่อมีแม่ทัพคนใหม่ คนเก่าอย่างเขาคงถูกเขี่ยออกจากวงจรอำนาจในไม่ช้า แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ กุนซือเฉินผู้นี้ยังคงได้รับความไว้วางใจไม่ต่างจากเดิมเลย!
เฉินผิงวางกาาสุราในมือลง ก้าวเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าทุกคนด้วยท่วงท่ามั่นคง
"ท่านแม่ทัพโปรดพิจารณา! การบุกทะลวงคือแผนการชั้นเลว การแบ่งแยกศัตรูต่างหากคือหนทางที่ถูกต้อง!"
เขาเดินไปที่แผนที่ยุทธศาสตร์ ใช้นิ้วจิ้มเน้นๆ ลงไปที่ใจกลางเมืองหลวง "ภายในเมืองมิได้เป็นปึกแผ่นเดียวกัน"
"พวกขุนนางตระกูลใหญ่กลัวสูญเสียทรัพย์สมบัติ ข้าราชการกลัวหัวหลุดจากบ่า ทหารเลวกลัวตาย ส่วนชาวบ้านยิ่งกลัวภัยสงครามหลังเมืองแตก"
"สิ่งที่เราต้องทำ คือปลดพวกมันออกมาจากเชือกเส้นที่เรียกว่า 'ปกป้องฮ่องเต้' แล้วจับมามัดรวมไว้ที่ฝั่งเราแทน!"
"จะปลดอย่างไร?"
เจียงจื้อเช็ดปาก แววตาเป็นประกาย "คงไม่ได้จะให้เดินไปเกลี้ยกล่อมทีละคนหรอกกระมัง?"
"ใช้สารประกาศ!"
เสียงของเฉินผิงดังขึ้นฉับพลัน จนเปลวเทียนในกระโจมไหววูบ "ข้ากับซวินอีได้ร่าง 'สารประกาศ' เตรียมไว้แล้ว และได้จัดเตรียมคนแทรกซึมเข้าไปในเมืองเรียบร้อย รอเพียงคำสั่งจากทางนี้ พวกเขาจะเริ่มเคลื่อนไหวทันที"
จากนั้น เขาก็เล่ารายละเอียดเนื้อหาในสารประกาศที่ได้หารือร่วมกับซวินอีและฉินฮ่าวให้ทุกคนฟัง
ภายในกระโจมเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะระเบิดเสียงโห่ร้องชื่นชมออกมา
"แผนนี้ร้ายกาจนัก! พวกผู้ดีตีนแดงในเมืองกลัวตายเป็นที่สุด ต้องขวัญหนีดีฝ่อไปเกินครึ่งแน่!"
"ชาวบ้านต่างก็หวังความสงบสุข หากบอกว่าจะคุ้มครองความปลอดภัยให้พวกเขา ย่อมต้องมีคนใจอ่อนแน่นอน!"
...
ฉินฮ่าวเคาะโต๊ะเบาๆ ส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบลง "สารประกาศต้องเขียนด้วยความจริงใจ ให้พวกเขาเห็นทั้งทางรอด และหวาดกลัวต่อทางตัน แต่ลำพังแค่สารประกาศยังไม่พอ"
เขาหันไปมองขุนพลหนุ่มหน้าตาหมดจดผู้หนึ่ง "เจ้าเกิดและโตในเมืองหลวง คุ้นเคยตรอกซอกซอยเป็นอย่างดี จะสามารถนำทหารสามนายลอบเข้าเมืองท่ามกลางความโกลาหลได้หรือไม่?"
ขุนพลหนุ่มผู้นั้น หรือก็คือ 'เจ๋อเหยา' ได้ยินดังนั้น แววตาพลันฉายแววเคียดแค้น "ข้าน้อยยินดีไปขอรับ! ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพต้องการให้ไปสืบเรื่องใด?"
"ไปหาคนสองคน"
ฉินฮ่าวใช้นิ้วจิ้มไปที่ชื่อสองชื่อบนแผนที่ "คนแรกคือ 'จางฉี่' รองเสนาบดีกรมขุนนาง เขาเพิ่งถูกคนของฝั่งไท่ซือสั่งปลดจากตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้ ในใจย่อมมีความแค้น"
"อีกคนคือ 'หลี่มั่ว' รองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาเมืองหลวง เขาเป็นคนเก่าคนแก่ของโหวอู่เต๋อ แต่กลับถูกกีดกันจนไม่มีอำนาจสั่งการจริง"
เขาเว้นจังหวะ น้ำเสียงเข้มข้นขึ้น "บอกพวกเขาว่า หากยอมเป็นไส้ศึก เมื่อการใหญ่สำเร็จ จางฉี่จะได้คุมกรมขุนนาง ส่วนหลี่มั่วจะได้นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาเมืองหลวง"
"และเมื่อเสร็จศึก... จะได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็น 'โหว' ทั้งคู่!"
เจ๋อเหยา ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างหนักแน่น "ข้าน้อยจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จให้จงได้!"
ฉินฮ่าวพยักหน้า จากนั้นหันไปมองชายวัยกลางคนในชุดขุนนางฝ่ายบุ๋นที่นั่งอยู่ท้ายกระโจม
"ซ่างกวนอี๋ ท่านเป็นขุนนางเก่าแก่ของต้าเฉียน มีความสัมพันธ์อันดีกับขุนนางอาวุโสในเมืองหลายท่าน พรุ่งนี้ข้าจะส่งท่านเป็นทูตเข้าเมือง ข้าต้องการให้ท่านนำเรื่องสารประกาศของข้าไปป่าวประกาศให้รู้ทั่วกัน จะทำได้หรือไม่?"
ซ่างกวนอี๋ขยับหมวกที่เอียงเล็กน้อยให้เข้าที่ ประสานมือรับคำ "ข้าน้อยรับคำสั่ง จะปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงขอรับ"
ฉินฮ่าวพยักหน้า ก่อนจะกวาดสายตามองเหล่าขุนพลเบื้องล่าง
"ทุกท่าน ความสำเร็จและชื่อเสียงเกียรติยศล้วนอยู่ในมือของพวกท่าน หวังว่าเราจะร่วมแรงร่วมใจกัน!"
ขุนพลทั้งหลายในกระโจมหัวใจเต้นแรง ขานรับเสียงดังกึกก้อง
ฉินฮ่าวเงยหน้ามองท้องฟ้า เสียงเกราะเคาะบอกเวลาตีสามดังแว่วมาจากนอกกระโจม "แยกย้ายกันไปเตรียมตัวเถิด พรุ่งนี้ยามเหม่า เจ๋อเหยาและซ่างกวนอี๋จะเริ่มออกเดินทาง"
เขากวาดตามองทุกคนอีกครั้ง "จำไว้ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เมืองร้าง แต่เป็นหนทางรอดที่จะทำให้ลูกผู้ชายชาวโยวโจวมีชีวิตสืบไป"
"เมืองจะแตกหรือไม่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ... ต้องทำให้คนในเมืองรู้ว่า ยืนอยู่ฝั่งเราเท่านั้น ถึงจะรอด"
"ขอรับ!"
เหล่าขุนพลขานรับเสียงหนักแน่น เสียงชุดเกราะกระทบกันดังกังวาน แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้ายิ่งกว่าครั้งใด