เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 บทสนทนาระหว่างฮ่องเต้และ 'หัวหน้ากบฏ'

บทที่ 26 บทสนทนาระหว่างฮ่องเต้และ 'หัวหน้ากบฏ'

บทที่ 26 บทสนทนาระหว่างฮ่องเต้และ 'หัวหน้ากบฏ'


บทที่ 26 บทสนทนาระหว่างฮ่องเต้และ 'หัวหน้ากบฏ'

"เคร้ง... เคร้ง..."

เสียงชุดเกราะสีดำทมิฬ 3,000 ชุด ที่ถูกปลดกองลงบนพื้นหินดังสนั่นหวั่นไหว สะเทือนแก้วหูผู้คนจนสั่นระริก

ต้วนหงมองภาพนั้นด้วยหนังตาที่กระตุกถี่ ในใจสบถด่าไม่หยุดหย่อน

เขาลอบชำเลืองมองอ๋องจิ้นและเสนาบดีกรมกลาโหมที่ยืนอยู่ข้างกาย

อ๋องจิ้นหน้าเขียวคล้ำ นิ้วมือที่กำเข็มขัดหยกขาวซีดจนเห็นข้อกระดูก ส่วนเสนาบดีหวังเม้มปากแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังกองชุดเกราะที่ถูกรวบรวมไว้อย่างไม่วางตา

กู้ชิงเก็บรายละเอียดทั้งหมดไว้ในสายตา เขาพลิกตัวลงจากหลังม้า ชายเสื้อชุดรัดกุมสีดำปัดผ่านท้องม้า ท่วงท่าเด็ดขาดและปราดเปรียว

"ใต้เท้าต้วน!"

เขาหันไปทางเสนาบดีกรมพิธีการ น้ำเสียงราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ถูก "ตอนนี้จะนำทางได้หรือยัง?"

ต้วนหงรีบผงกหัวทำตัวนอบน้อมทันที "เชิญท่านแม่ทัพกู้ ฝ่าบาททรงรอพบท่านอยู่ที่ตำหนักเฉียนชิงแล้ว ทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวงฝ่ายซ้ายรออยู่ที่หัวถนนด้านหน้า เพื่อคุ้มกันท่านแม่ทัพเข้าสู่เมืองชั้นในขอรับ"

"คุ้มกัน?"

กู้ชิงหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า "ไม่ต้องลำบากหรอก ข้ายังพอมีแรงเดินเองไหว"

เขาเดินนำหน้าสุด ร่างในชุดสีดำดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษท่ามกลางวงล้อมของเหล่าขุนนางในชุดสีแดงและสีม่วง

เมื่อมาถึงหัวถนน ก็พบทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวงตั้งแถวรออยู่จริงๆ นายพันผู้นำกลุ่มเมื่อเห็นกู้ชิง ใบหน้าก็ฉายแววตึงเครียดวูบหนึ่ง รีบก้าวออกมาทำความเคารพ

"ข้าน้อย 'โจวผิง' นายพันกองกำลังรักษาเมืองหลวงฝ่ายซ้าย รับคำสั่งให้มาคุ้มกันท่านแม่ทัพกู้"

กู้ชิงไม่ได้มองหน้าเขา เพียงแต่มองตรงไปยังกำแพงเมืองสูงตระหง่านของเมืองชั้นใน

ทหารบนกำแพงเมืองกำคันธนูแน่น สายตาจ้องมองลงมาอย่างระแวดระวัง แม้แต่เสียงลมที่พัดธงสะบัดยังแฝงไว้ด้วยความตึงเครียด

"นำทางไป" เขาเอ่ยเสียงเรียบ

โจวผิงกลืนน้ำลายลงคอ หันหลังเดินนำทาง

ถนนในเมืองชั้นในกว้างขวางกว่าเมืองชั้นนอก แต่กลับดูเงียบเหงาวังเวงยิ่งกว่า

ร้านรวงสองข้างทางส่วนใหญ่ปิดประตูเงียบ มีเพียงไม่กี่ร้านที่ยังเปิดอยู่ แต่ทั้งเถ้าแก่และลูกจ้างต่างก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

นานๆ ครั้งจะมีคนของตงฉ่างและซีฉ่างคุมตัวนักโทษเดินผ่านมา เมื่อเห็นขบวนของกู้ชิง พวกเขาก็ชะงักฝีเท้า แล้วรีบเดินเลี่ยงไปทางอื่นอย่างรู้งาน

ต้วนหงเดินขนาบข้างกู้ชิง พยายามจะหาเรื่องคุย แต่กลับเห็นสายตาของกู้ชิงหยุดอยู่ที่อาคารหลังหนึ่ง

"ท่านแม่ทัพกู้?"

ต้วนหงเรียกเบาๆ อย่างระมัดระวัง

กู้ชิงดึงสติกลับมา คลื่นอารมณ์ในแววตาจางหายไป เหลือเพียงความสงบนิ่ง "รีบไปเถอะ อย่าให้ฝ่าบาททรงรอนาน"

เมื่อเดินผ่าน 'ประตูเฉิงเทียน' ทหารรักษาพระองค์ที่เฝ้าประตูต่างกระชับหอกยาวในมือแน่น ปลายหอกสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเย็นเยียบ

กู้ชิงเงยหน้ามองอักษร 'เฉิงเทียน' (รองรับบัญชาสวรรค์) บนหน้าบันประตู ปฐมกษัตริย์ตั้งชื่อนี้เพื่อเตือนใจลูกหลาน ให้ปกครองโดยรองรับบัญชาสวรรค์และคล้อยตามใจประชาราษฎร์

แต่น่าเสียดาย นอกจากฮ่องเต้ไม่กี่พระองค์ที่ยึดถือเรื่องนี้อย่างจริงจัง ที่เหลือแค่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านก็นับว่าบุญโขแล้ว

กู้ชิงละสายตาจากป้ายชื่อ แล้วเดินตรงผ่านอุโมงค์ประตูเข้าไป

ต้วนหงเห็นเขามีสีหน้าปกติ จึงขยับเข้ามาหาเรื่องคุยอีกครั้ง "ท่านแม่ทัพกู้ดูประตูเฉิงเทียนนี่สิขอรับ ปีที่แล้วเพิ่งซ่อมแซมไป ท่านดูพื้นอิฐทองคำพวกนี้สิ แค่ขัดเงาก็ใช้เวลาตั้งสามเดือน..."

"งั้นรึ?"

กู้ชิงหันมามอง "ข้าจำได้ว่าตอนที่เมืองชิงโจวแตกเมื่อปีกลาย สาเหตุก็เพราะขาดแคลนเสบียงและเงินทองนี่แหละ"

รอยยิ้มบนใบหน้าของต้วนหงแข็งค้าง ลิ้นจุกปาก สุดท้ายได้แต่หดหัวกลับไป สงบปากสงบคำอย่างสิ้นเชิง

โจวผิงที่เดินนำอยู่ข้างหน้าแอบบ่นในใจ

'อยู่ดีไม่ว่าดี จะไปพูดเรื่องนั้นทำไม? เดินเงียบๆ ให้มันจบๆ ไปไม่ได้หรือไง?'

ตลอดเส้นทางที่เหลือ ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรอีก มีเพียงเสียงฝีเท้าที่สับสนวุ่นวายดังก้องอยู่ในหูของทุกคน

เมื่อผ่านทางเดินหลวงมาถึงหน้าประตูเฉิงเทียน ก็เห็นขันทีไม่กี่คนยืนรออยู่ ผู้นำกลุ่มคือ 'เซี่ยเต๋อเฉวียน' ขันทีผู้ดูแลตราประทับแห่งสำนักซือหลี่เจียน

เมื่อเขาเห็นกู้ชิง ใบหน้าก็ฉีกยิ้มกว้าง แต่รอยยิ้มนั้นดูเจ้าเล่ห์เพทุบายกว่าความประจบสอพลอของต้วนหงหลายเท่า "ท่านแม่ทัพกู้มาเสียที ฝ่าบาททรงรออยู่ในตำหนักจนร้อนพระทัยแล้วขอรับ"

กู้ชิงไม่สนใจเขา ในใจตอนนี้มีเพียงภาพของนางในดวงใจ

เพราะเวลานี้ เขาอยู่ห่างจากสถานที่ที่นางอยู่เพียงไม่กี่ลี้เท่านั้น

ขณะที่ก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น จู่ๆ เสียงของหลิวจื่อหรานก็ดังแว่วออกมาจากในตำหนัก

นั่นทำให้ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปในท้องพระโรง แสงสว่างภายในดูสลัวราง หลิวจื่อหรานนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ชุดคลุมมังกรสีเหลืองทองสะท้อนแสงเย็นเยียบในเงามืด

ขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋นยืนแยกแถวอยู่สองฝั่ง แต่ละคนก้มหน้า โค้งตัวต่ำ ราวกับกลัวว่าจะถูกสังเกตเห็น

"กระหม่อม กู้ชิง ถวายบังคมฝ่าบาท"

กู้ชิงโค้งคำนับเพียงเล็กน้อย ไม่คุกเข่า และไม่เงยหน้า

ภายในตำหนักเงียบกริบราวป่าช้า มีเพียงควันจากกระถางธูปที่ลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่เบื้องบน

หลิวจื่อหรานจ้องมองเขา ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นแฝงไปด้วยความบ้าคลั่ง "กู้ชิง เจ้ามาจริงๆ ด้วย... เจ้าพาทหารคนสนิท 3,000 นายเข้าเมืองมา เพื่อจะมาดูว่าบัลลังก์มังกรของเจิ้น นั่งได้มั่นคงหรือไม่ อย่างนั้นรึ?"

กู้ชิงเงยหน้าขึ้น สายตาปะทะกับสายตาของฮ่องเต้โดยตรง "กระหม่อมนำทหารมาเพื่ออารักขา เพราะในเมืองหลวงนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อยากให้ฝ่าบาทประทับนั่งได้อย่างมั่นคง"

สิ้นวาจานี้ ขุนนางสองฝั่งซ้ายขวาต่างตัวสั่นเทิ้ม

หน้าของอ๋องจิ้นเขียวยิ่งกว่าเดิม ต้วนหงก้มหน้าต่ำจนแทบติดพื้น รอยยิ้มของเซี่ยเต๋อเฉวียนแข็งค้างอยู่บนใบหน้า

หลิวจื่อหรานได้ยินดังนั้น กลับหายตื่นตระหนก พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ว่ามาเถอะ เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่ หากเจ้ายังทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้ เจิ้นเกรงว่าเจ้าจะไม่ได้เดินออกไปจากประตูบานนี้"

ขณะที่ตรัส ใบหน้าของพระองค์ประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน แต่แววตากลับเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง

"พระองค์ไม่ทำ และไม่กล้าทำ พระองค์กลัวตาย!"

กู้ชิงมองร่างสีเหลืองทองบนบัลลังก์ด้วยความดูแคลน แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม "กองทัพ 300,000 นายรอคำสั่งอยู่นอกเมือง หากพวกท่านอยากลงนรกไปพร้อมกับกระหม่อม ก็เชิญลองดูได้เลย!"

"เจ้า..."

หลิวจื่อหรานตวาดลั่น ตบที่วางแขนบัลลังก์มังกรอย่างแรง "ทหาร! ลากตัวกบฏผู้นี้ออกไป แล่เนื้อเถือหนังให้ตายทั้งเป็น!"

"ฝ่าบาท ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!"

คำสั่งยังไม่ทันขาดคำ เหล่าขุนนางเบื้องล่างก็พากันคุกเข่าลงไปกองกับพื้นเป็นแผง

"พวก... พวกเจ้า..."

เสียงตวาดของหลิวจื่อหรานจุกอยู่ที่ลำคอ พระองค์มองกลุ่มขุนนางที่หมอบกราบอยู่เบื้องล่างด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ

ขุนนางที่ปกติตะโกนร้องสรรเสริญว่า 'ฝ่าบาททรงพระปรีชา' บัดนี้กลับก้มหน้าต่ำ พร่ำพูดแต่คำว่า 'ไม่ได้' ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาแม้แต่คนเดียว

"ไม่ได้รึ?"

พระองค์ลุกพรวดขึ้น ชายเสื้อปัดแผ่นป้ายหยกบนโต๊ะตกลงพื้น "เจิ้นจะลงโทษกบฏ พวกเจ้ากล้าบอกว่าไม่ได้งั้นรึ?!"

อัครมหาเสนาบดีขวาทรุดฮวบลงกับพื้น "ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ! แม่ทัพกู้มีกองทัพใหญ่รออยู่นอกเมือง หากสังหารเขา เมืองหลวงต้องนองไปด้วยเลือดเป็นแน่!"

"นองเลือดแล้วอย่างไร?"

เสียงของหลิวจื่อหรานเหมือนสัตว์ป่าที่ถูกเหยียบหาง "เจิ้นเป็นโอรสสวรรค์! พวกเจ้ากินเบี้ยหวัดของเจิ้น แต่กลับมาขอร้องแทนกบฏอย่างนั้นรึ?!"

พระองค์ถีบโต๊ะทรงงานจนคว่ำ ฎีกาและเครื่องหยกตกแตกกระจาย เสียงดังบาดหูไปทั่วทั้งตำหนัก

กู้ชิงยิ้มเย็น "ฝ่าบาททรงเห็นแล้วใช่หรือไม่? นี่แหละคือขุนนางของพระองค์"

"หุบปาก!"

หลิวจื่อหรานคว้าฎีกาเล่มหนึ่งขว้างใส่ แต่กู้ชิงเพียงเอียงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย

"ฝ่าบาท พระองค์อาละวาดพอหรือยัง?"

กู้ชิงหันกลับมา ตวาดเสียงดัง

"อาละวาด? เจ้าคิดว่าเจิ้นกำลังอาละวาดงั้นรึ?"

หลิวจื่อหรานจ้องมองกู้ชิงที่ยืนอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาอำมหิต

กู้ชิงไม่สนใจสายตาที่อยากจะฆ่าคนของอีกฝ่าย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฝ่าบาท พระองค์ย่อมรู้เจตนาของกระหม่อม กระหม่อมไม่ต้องการสิ่งอื่นใด ต้องการเพียงเซี่ยอวี่เยียน

พร้อมกันนี้ พระองค์ต้องประกาศ 'ราชโองการสำนึกผิด' และยกดินแดนสี่เส้นทางของ 'จิงซี' และ 'จิงตง' รวมถึง 'โยวโจว' ทั้งหมด 'เหอตง' และบางส่วนของ 'จิงจี' ให้แก่กระหม่อม เพียงเท่านี้กองทัพ 300,000 นายก็จะถอยกลับไปที่เหยียนจิง!"

เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย "ถึงเวลานั้น พระองค์ก็ยังคงเป็นฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนต่อไป เผลอๆ สองแคว้นเราอาจจะได้เจริญสัมพันธไมตรีกันด้วยซ้ำ"

"เจ้าฝันไปเถอะ..."

จบบทที่ บทที่ 26 บทสนทนาระหว่างฮ่องเต้และ 'หัวหน้ากบฏ'

คัดลอกลิงก์แล้ว