- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นกบฏ..ข้าจะสร้างเมืองยุคใหม่
- บทที่ 21 เจตนาของกู้ชิง
บทที่ 21 เจตนาของกู้ชิง
บทที่ 21 เจตนาของกู้ชิง
บทที่ 21 เจตนาของกู้ชิง
หลิวจื่อหรานก้าวเดินไปตามพรมลายมังกรเข้ามาภายในห้อง ชุดคลุมลายมังกรสีเหลืองสดสะท้อนแสงเย็นเยียบภายใต้ความสลัวของตำหนัก
พระองค์ไม่ได้มองผู้คนที่หมอบกราบอยู่บนพื้น ทรงเดินตรงไปยังบัลลังก์มังกร ปลายนิ้วลูบไล้ที่วางแขนอันเย็นเฉียบไปมาสองสามครั้ง
ลวดลายเกล็ดมังกรบนที่วางแขนนั้น ไม่รู้ว่าผ่านการลูบไล้จากฮ่องเต้มากี่ยุคกี่สมัยจนมันเลื่อมและดูนุ่มนวลขึ้น ทว่าในยามนี้ หลิวจื่อหรานกลับรู้สึกว่าลวดลายแกะสลักเหล่านั้นช่างระคายฝ่ามือยิ่งนัก
"ลุกขึ้นกันให้หมด"
น้ำเสียงของพระองค์เย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาวนอกตำหนัก "รอให้คนอื่นมาถึงเสียก่อน แล้วค่อยหารือเรื่องอื่นกัน!"
ขุนนางที่ลุกขึ้นยืนต่างสบตากัน แววตาของพวกเขาฉายประกายประหลาดบางอย่าง ก่อนจะแยกย้ายไปยืนประจำตำแหน่งของตนและรอคอยอย่างเงียบงัน
เมื่อหนิงกั๋วกง โหวอู่เต๋อ และขุนนางคนสำคัญอื่นๆ ทยอยเดินทางมาถึง หลิวจื่อหรานซึ่งประทับอยู่บนบัลลังก์จึงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"จดหมายของกู้ชิง พวกเจ้าอ่านกันหมดแล้วหรือยัง"
อัครมหาเสนาบดีขวายืดตัวขึ้นด้วยอาการสั่นเทา ชายแขนเสื้อชุดขุนนางของเขามีรอยรุ่ยจนเห็นเส้นด้าย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าหลายวันมานี้เขาคงอดหลับอดนอนมาไม่น้อย
"ทูลฝ่าบาท กระหม่อมทั้งหลายได้อ่านแล้ว... แม่ทัพกู้ยินดีถอยทัพ โดยจะนำทหารคนสนิทเพียง 3,000 นายเข้าเมืองหลวง... นี่ถือเป็นการแสดงความจริงใจ แต่ทว่า..."
เขาหยุดชะงักเล็กน้อย รอยเหี่ยวย่นที่หางตาขมวดเข้าหากัน "กระหม่อมเห็นว่าการกระทำนี้ผิดปกติวิสัย... กองทัพ 300,000 นายปิดล้อมเมืองมานานถึงสามเดือน จู่ๆ กลับประกาศถอยทัพ และยังต้องการเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในที่อันตราย... หรือว่า..."
"หรือว่าเขาคิดฉวยโอกาสลอบปลงพระชนม์?"
เสนาบดีกรมกลาโหมพูดแทรกขึ้นทันควัน เขามาจากสายทหาร เข็มขัดหยกที่เอวจึงรัดแน่นกว่าผู้อื่นเล็กน้อย "ฝ่าบาท กู้ชิงมีใจคดโกงดั่งสุนัขป่า! ปีนั้นที่ชายแดนได้รับชัยชนะ เขาก็ยังกล้ายักยอกเสบียงที่ยึดมาได้ บัดนี้กองทัพประชิดกำแพงเมือง เขาจะยอมสงบเสงี่ยมกะทันหันได้อย่างไร? ในสายตากระหม่อม นี่คือแผนล่อเสือออกจากถ้ำ หลอกให้เปิดประตูเมือง แล้วให้กองทัพใหญ่ข้างนอกตลบหลังโจมตี!"
"ใต้เท้าหวัง ระวังวาจาด้วย!"
เสนาบดีกรมคลังขยับหมวกขุนนางที่เอียงกะเท่เร่ให้เข้าที่ พลางตะโกนสวนกลับไป "หากแม่ทัพกู้ต้องการตีเมือง ไยต้องรอจนถึงวันนี้? แม้ทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวง 100,000 นายจะอ่อนล้า แต่หากอาศัยกำแพงเมืองทั้งเก้าประตู ต้านทานไว้อีกครึ่งเดือนก็ย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่เขากลับเลือกที่จะถอยทัพและยอมมัดมือตนเองเข้าเมือง... ในสายตาขุนนางเฒ่าอย่างข้า เกรงว่าเขาคงจะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนอยู่บ้าง"
"ความสัมพันธ์เก่าก่อนรึ?"
หลิวจื่อหรานแค่นหัวเราะเสียงเย็น นิ้วมือเคาะลงบนที่วางแขนบัลลังก์มังกรอย่างหนักหน่วง "ที่เขาห่วงใย เกรงจะเป็น 'เยื่อใย' ของผู้อยู่ในตำหนักเฟิ่งอี๋เสียมากกว่ากระมัง!"
สิ้นวาจานี้ ภายในตำหนักก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
วาจานี้จะให้พวกเขาตอบรับอย่างไรได้?
จะให้ทูลตรงๆ หรือว่า 'ฝ่าบาท รีบส่งตัวพระสนมเซี่ยไปให้กู้ชิงเพื่อขอสงบศึกเถิดพ่ะย่ะค่ะ! เช่นนี้จึงจะรักษาบัลลังก์มังกรให้มั่นคง แผ่นดินสงบสุข กษัตริย์และขุนนางต่างปลอดภัย...'
ขืนพูดออกไป... เกรงว่าทันทีที่หลุดปาก ก็คงถูกฮ่องเต้ที่มีสติฟั่นเฟือนผู้นี้สั่งประหารคาที่
ดีไม่ดี อาจจะถูกฝ่าบาทสั่งกวาดล้างเก้าชั่วโคตรตามไปด้วย
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศในตำหนักเริ่มจะกลับไปสู่วังวนแห่งทางตันเช่นเดิม โหวอู่เต๋อกัดฟันก้าวออกมาข้างหน้า แล้วกราบทูลเสียงดัง
"ฝ่าบาท!"
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "กระหม่อมไม่สนว่ากู้ชิงจะเห็นแก่ความสัมพันธ์อันใด กระหม่อมรู้เพียงว่าเสบียงในกองกำลังรักษาเมืองหลวงจะรองรับได้อีกเพียงสิบกว่าวันเท่านั้น การที่กบฏนอกเมืองถอยทัพ จะเป็นแผนถ่วงเวลาหรือตั้งใจขอสงบศึกจริง อย่างไรเสียพวกเราก็ยื้อต่อไปไม่ไหวแล้ว"
เขาหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือ "นี่คือยอดบัญชีเสบียงที่ตรวจนับเมื่อวาน คลังเสบียงฝั่งตะวันตกถูกพวกจลาจลปล้นไปอีกครึ่งคลังเมื่อคืนนี้ ทหารรักษาพระองค์ที่ไปปราบปรามกลับถูกทำร้ายบาดเจ็บไปกว่ายี่สิบนาย... ขืนยื้อต่อไป ไม่ต้องรอให้กู้ชิงตีเข้ามาหรอกพ่ะย่ะค่ะ ในเมืองคงจะวุ่นวายจนพังพินาศไปก่อนแล้ว"
หลิวจื่อหรานมองดูสมุดบัญชีที่โหวอู่เต๋อชูขึ้น ปกสมุดมีคราบสีน้ำตาลเปื้อนอยู่ไม่กี่จุด ไม่รู้ว่าเป็นเลือดหรือโคลน
ภาพนั้นทำให้พระองค์นึกถึงยามที่อดีตฮ่องเต้ใกล้สวรรคต มืออันผอมแห้งคู่นั้นจับมือพระองค์ไว้แน่น พร้องร้องขอให้พระองค์ดูแลรักษาแผ่นดินที่แตกแยกนี้ให้ดี
พระองค์มองโหวอู่เต๋อ น้ำเสียงเจือความอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
"ตามความเห็นของโหวอู่เต๋อ ควรทำเช่นไร?"
"อนุญาตให้เขาเข้าเมืองพ่ะย่ะค่ะ"
โหวอู่เต๋อเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย
"แต่ต้องทำสัญญาสามประการ ทหารคนสนิท 3,000 นายให้พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเขตเมืองชั้นนอกเท่านั้น ห้ามสวมใส่ชุดเกราะ
ยามกู้ชิงเข้าสู่เมืองชั้นใน ต้องให้กองทหารฝ่ายซ้ายของค่ายหลวงคอย 'คุ้มกัน' ตลอดเส้นทาง
และเมื่อเข้าเมืองแล้ว ต้องสาบานต่อหน้าธารกำนัลในตำหนักเฉียนชิง ว่าจะไม่คิดคดทรยศตลอดไป"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาก็แข็งกร้าวขึ้นผิดปกติ แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวแบบยอมแลกด้วยชีวิต
"มิฉะนั้น ก็คงต้องสู้กันจนตัวตาย! อาศัยประชากรนับล้านในเมืองหลวง กระหม่อมเชื่อว่าต้องยืนหยัดได้อีกหลายเดือน ถึงเวลานั้นอ๋องหัวเมืองทางใต้จะต้องยกทัพมาช่วยกอบกู้ราชบัลลังก์แน่นอน"
"ถึงตอนนั้น ไม่ว่าราชสำนักจะชนะ หรือพวกโยวโจวจะชนะ ทั้งสองฝ่ายในกระดานแย่งชิงแผ่นดินนี้ ก็คงเป็นได้แค่ผู้แพ้ที่ต้องออกจากเกมไปก่อนเวลาอันควรเท่านั้น"
"ไม่ได้การ!"
อัครมหาเสนาบดีขวากระทืบเท้าด้วยความร้อนรน "หากกู้ชิงนำทหารคนสนิทมาอยู่ในเมืองชั้นนอก ก็เท่ากับเอากระบี่มาแขวนไว้เหนือหัวชาวเมืองหลวง! หากเขาก่อการร้ายกลางตำหนัก ความปลอดภัยของฝ่าบาท..."
"ความปลอดภัย?"
หลิวจื่อหรานลุกพรวดขึ้น ชายฉลองพระองค์มังกรปัดโดนฎีกาบนโต๊ะร่วงกราวลงพื้น "เจิ้นกำลังนั่งอยู่บนถังดินปืน! พวกเจ้าคิดว่าย้ายเมืองหลวงแล้วจะรอดรึ? อ๋องหัวเมืองทางใต้พวกนั้น มีใครบ้างที่ไม่รอสมน้ำหน้าเจิ้น? หากกู้ชิงคิดจะกบฏจริงๆ ธรณีประตูตำหนักเฉียนชิงคงถูกเขาเหยียบราบไปนานแล้ว!"
ทันใดนั้นพระองค์ก็จ้องเขม็งไปที่เสนาบดีกรมกลาโหม "ใต้เท้าหวัง ท่านบอกว่ากู้ชิงคิดจะลอบปลงพระชนม์? เช่นนั้นเขาจะพาคนมาถึง 3,000 คนเพื่ออะไร? ขี่ม้ามาคนเดียว ปลอมตัวเป็นคนส่งสาร ไม่สะดวกกว่าหรือ?"
เสนาบดีกรมกลาโหมอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ภายในตำหนักกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงฆ้องแว่วมาจากด้านนอกตำหนัก
นั่นคือเสียงของคนจากตงฉ่างและซีฉ่าง (สำนักบูรพาและสำนักประจิม) ที่กำลังไล่จับคนตามท้องถนน และตีฆ้องเตือนประชาชน
หลิวจื่อหรานทอดพระเนตรท้องฟ้าสีทึมเทานอกตำหนัก พลันหวนนึกถึงสมัยทรงพระเยาว์ที่เสด็จพ่อพาพระองค์ไปเล่นว่าวในอุทยานหลวง
ท้องฟ้าในตอนนั้นเป็นสีคราม สายลมพัดอบอุ่น กู้ชิงยังเป็นเพียงนายกองทหารม้าตัวเล็กๆ ที่วิ่งตามหลังพระองค์ คอยช่วยเก็บสายว่าวอย่างเก้ๆ กังๆ...
แต่บัดนี้ ทั้งสองกลับกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต เพียงเพื่อสตรีนางหนึ่ง... หรือจะกล่าวว่าเพื่อแผ่นดินต้าเฉียนนี้ก็คงไม่ผิด
"เอาตามวิธีการของโหวอู่เต๋อก็แล้วกัน!"
พระองค์ค่อยๆ ประทับลง บั้นพระเอวอ่อนล้า แต่น้ำเสียงกลับเด็ดขาดไม่อาจโต้แย้ง "ถ่ายทอดราชโองการถึงกู้ชิง อนุญาตให้เขาเข้าเมืองได้ในวันมะรืน นอกจากนี้..."
พระองค์หันไปมองเสนาบดีกรมคลัง "เปิดท้องพระคลังข้างที่ แบ่งเสบียงออกมาสามส่วนมอบให้ค่ายหลวง เพื่อรักษาขวัญกำลังใจทหาร"
เสนาบดีกรมคลังหน้าซีดเผือด "ฝ่าบาท ท้องพระคลัง... ท้องพระคลังเหลือเพียงภาพวาดและเครื่องหยกเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ เสบียงอาหารหมดไปนานแล้ว..."
"งั้นก็เอาภาพวาดกับเครื่องหยกไปแลก!"
เสียงของหลิวจื่อหรานตวาดก้อง "ให้พวกตระกูลขุนนางและพ่อค้าเศรษฐีเอาเงินเอาเสบียงมาแลกไป! บอกพวกมันว่า หากเมืองแตก ทรัพย์สินเงินทองของพวกมัน ก็ต้องตกเป็นของกู้ชิงอยู่ดี!"
เหล่าขุนนางรีบรับราชโองการ แล้วถอยออกไปพร้อมเสียงเสียดสีของเสื้อผ้าที่บ่งบอกถึงความคิดอันว้าวุ่นที่ซ่อนอยู่
บ้างก็คิดหาวิธีรักษาความมั่งคั่งของตระกูลตน บ้างก็คำนวณว่าจะส่งข่าวแบบใดไปให้คนของกู้ชิง และยังมีบางคนมองแผ่นหลังของหลิวจื่อหรานด้วยแววตาที่เป็นประกายประหลาด
หลิวจื่อหรานไม่ได้ใส่ใจความคิดของคนเบื้องล่าง พระองค์เพียงเหม่อมองจดหมายของกู้ชิงบนโต๊ะ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า 'กระหม่อมขอเอาชีวิตเป็นประกัน ว่าไม่มีจิตคิดคดสองใจ' พระองค์พึมพำกับตนเองเบาๆ
'กู้ชิง... เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่? หวังว่าเจ้าจะโง่เง่าดุจหมูจริงๆ เช่นนี้เจิ้นจะได้มีชีวิตอยู่กับอวี่เยียนอย่างสงบสุขต่อไปอีกสักไม่กี่ปี!'