- หน้าแรก
- กำเนิดราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ พลิกชะตาฟ้าดิน
- บทที่ 16 - ศึกษาคัมภีร์รู้แจ้งมรรค
บทที่ 16 - ศึกษาคัมภีร์รู้แจ้งมรรค
บทที่ 16 - ศึกษาคัมภีร์รู้แจ้งมรรค
บทที่ 16 - ศึกษาคัมภีร์รู้แจ้งมรรค
"เจ้ากำลังจะบอกว่า กองภูเขาพวกนี้คือคัมภีร์การฝึกตนขอบเขตย้ายเลือดทั้งหมดงั้นรึ"
ครึ่งวันต่อมา ณ โลกใบเล็กที่ซ่อนเร้นอย่างมิดชิดในส่วนลึกของอาณาจักรโบราณฉางกง เฟิงเลี่ยยืนท้าวเอวมองดูกองกระดูก กระดองเต่า แผ่นไม้ และแผ่นหินที่กองพะเนินเทินทึกอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
"ถูกต้องขอรับ ทั้งหมดนี้คือคลังคัมภีร์ของอาณาจักรโบราณฉางกงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ท่านบรรพชนสั่งไว้ว่านับจากนี้จะเปิดให้ท่านเฟิงเลี่ยเข้าชมได้ทั้งหมด นี่คือคัมภีร์ระดับย้ายเลือด ส่วนใหญ่เป็นผู้คิดค้นวิชาจารึกไว้ด้วยตนเอง ยังมีคัมภีร์วิถีถ้ำสวรรค์และแปลงวิญญาณอีก ซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อยไปกว่าระดับย้ายเลือดเลยขอรับ"
ด้านหลังเขา ชายชราผมขาวเครายาวคนหนึ่งยืนอยู่อย่างนอบน้อม คอยแนะนำประวัติศาสตร์อันยาวนานและมรดกอันยิ่งใหญ่ของคลังคัมภีร์แห่งอาณาจักรโบราณให้เฟิงเลี่ยฟัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด ฟังดูเหมือนกำลังอวดโอ่กลายๆ
การจัดการคลังคัมภีร์ของอาณาจักรโบราณฉางกงนั้นดูหยาบกระด้างอย่างเห็นได้ชัด เฟิงเลี่ยกวาดตามองปราดเดียว ก็พบว่าไม่มีคัมภีร์เล่มไหนถูกคัดลอกลงกระดาษอย่างดีเลยสักเล่ม มีศิลาจารึกสูงสามร้อยจ้างหลายก้อนถูกวางทิ้งไว้ตรงนั้นเพื่อใช้ต่างคัมภีร์ ทำเอาเฟิงเลี่ยกุมขมับ แต่พอมองดูสีหน้าที่เห็นเป็นเรื่องปกติของชายชราขอบเขตหลุดพ้นข้างๆ เขาก็ได้แต่ถอนหายใจกับรสนิยมแปลกประหลาดของผู้คนในยุคโกลาหล
"เอาตามนี้แหละ ยังไงก็ต้องอ่านเหมือนกัน รบกวนเจ้าต้องลำบากมาแนะนำข้าแล้ว" เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ บังคับตัวเองให้ชินกับนิสัยการอ่านคัมภีร์แบบนี้ แล้วจึงหันกลับไปพยักหน้าให้ชายชราเคราขาว
"ท่านเฟิงเลี่ยเป็นแขกผู้มีเกียรติของท่านบรรพชน การได้นำทางให้สิ่งมีชีวิตเช่นท่านนับเป็นเกียรติของผู้น้อยขอรับ" ได้ยินคำขอบคุณของเฟิงเลี่ย ชายชราที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลุดพ้นก็รีบคารวะอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป แม้เขาจะเป็นผู้ระดับสูงของอาณาจักรโบราณฉางกง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าราชันย์ สถานะใดๆ ก็ดูไร้ความหมาย
"จงเปิด!"
เมื่อเห็นชายชราเดินไปไกลแล้ว เฟิงเลี่ยก็ไม่ลังเล กางอาณาเขตแห่งนภาของตนออกปกคลุมคลังคัมภีร์ของอาณาจักรโบราณฉางกง คัมภีร์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตย้ายเลือด ถ้ำสวรรค์ แปลงวิญญาณ จารึกมรรค และค่ายกล ต่างลอยขึ้นมา จัดเรียงและแยกหมวดหมู่ตามเจตจำนงของเฟิงเลี่ยจนกลายเป็นหอคัมภีร์ในแบบที่เขาชอบ เขาถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วหยิบกระดองเต่าชิ้นหนึ่งขึ้นมาอ่าน
อันที่จริง หากวิเคราะห์วิชาของยุคโกลาหล ผู้คนจะพบว่าทฤษฎีของวิชานี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร
สิ่งมีชีวิตทำความเข้าใจความมหัศจรรย์ของฟ้าดิน รวบรวมวิถีการโคจรของสรรพสิ่ง แปรเปลี่ยนกฎเกณฑ์เหล่านี้ให้เป็นอักขระต้นกำเนิดแห่งมรรค แล้วหลอมรวมเข้ากับเลือดบริสุทธิ์ในกายตน ให้อักขระเหล่านี้ผสานกับโลหิต ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง ทำให้เลือดเนื้อทุกส่วนของสิ่งมีชีวิตเกิดการผลัดเปลี่ยน ได้รับการหล่อเลี้ยงจากอักขระแห่งมรรค จนก่อกำเนิดเป็นประกายเทพ
นี่คือวิธีการฝึกตนของขอบเขตย้ายเลือด
จากนั้น สิ่งมีชีวิตตนนี้ก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อักขระสัจธรรมที่แฝงอยู่ในเลือดย่อมหล่อเลี้ยงเลือดเนื้อทุกตารางนิ้วในร่างกาย ทำให้เลือดบริสุทธิ์ของเขาสอดประสานกับมรรควิถี ร่างกายเชื่อมต่อกับฟ้าดิน เมื่อความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นนี้ถึงขีดสุด ร่างกายของเขาก็จะเปิดเส้นทาง เชื่อมต่อกับมรรควิถีแห่งฟ้าดิน สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของโลก หลอมรวมภายในและภายนอกเป็นหนึ่งเดียว
นี่คือขอบเขตถ้ำสวรรค์
ต่อมา เมื่อถ้ำสวรรค์ของสิ่งมีชีวิตตนนี้วิวัฒนาการถึงขีดสุด ทิศทางที่เขาแสวงหาก็เปลี่ยนจากกฎเกณฑ์ของโลกภายนอก มาสู่การสำรวจจิตวิญญาณภายในร่างกาย เขาเริ่มศึกษาวิจัยอักขระทุกตัวที่ได้รับมาจากฟ้าดิน ใช้แสงแห่งวิญญาณของฟ้าดินจุดประกายจิตวิญญาณของตนเอง ร่างกายผลัดเปลี่ยน วิญญาณแท้จริงปรากฏ จนในที่สุดวิญญาณและกายหยาบก็สอดประสาน หลอมรวมเป็นหนึ่ง
ขอบเขตแปลงวิญญาณก็เป็นเช่นนี้ วิวัฒนาการจิตวิญญาณแห่งฟ้าดิน แปรเปลี่ยนเป็นจิตวิญญาณแห่งตน
หลังจากนั้น สิ่งมีชีวิตที่ทั้งกายหยาบและวิญญาณแท้จริงได้รับการฟูมฟักจากวิถีแห่งการแปลงวิญญาณก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อจิตวิญญาณที่สั่งสมอยู่ในร่างกายถึงขีดจำกัด เขาจะเริ่มสลักลวดลายมรรคแห่งฟ้าดินที่ตนเข้าใจลงบนร่างกาย
แตกต่างจากตอนขอบเขตย้ายเลือดที่ต้องใช้เลือดบริสุทธิ์เพื่อรองรับลวดลายมรรคจากฟ้าดิน ในเวลานี้กายหยาบและวิญญาณแท้จริงของสิ่งมีชีวิตได้เข้าถึง "จิตวิญญาณ" แล้ว เขาสามารถควบคุมลวดลายมรรคที่สลักบนร่างกาย และสามารถใช้พลังของลวดลายมรรคเหล่านั้นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
จารึกมรรคลงบนตัวตน ควบคุมหลักการวิวัฒนาการของฟ้าดิน ในเวลานี้ สิ่งมีชีวิตก็ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตจารึกมรรคแล้ว
ต่อจากนั้น เมื่อสิ่งมีชีวิตตนนี้ฝึกฝนในขอบเขตจารึกมรรคจนถึงระดับหนึ่ง เขาพบว่าอักขระแห่งมรรคเหล่านี้ไม่สามารถตอบสนองความกระหายใน "มรรค" ของเขาได้อีกต่อไป ดังนั้น เขาจึงเริ่มพยายามกระตุ้นลวดลายมรรคที่สลักลงบนร่างมาอย่างยาวนาน แล้วลดทอน รวบรวม เชื่อมต่อ และกลั่นกรอง จนสุดท้ายก็สลัก "แผนผังค่ายกล" ที่สมบูรณ์แบบที่สุดลงบนร่างกาย ซึ่งไม่เพียงสอดคล้องกับมรรควิถีของโลกภายนอก แต่ยังสอดคล้องกับการหมุนเวียนของจักรวาลภายในด้วย
เป็นธรรมดาที่สิ่งมีชีวิตตนนี้จะบรรลุถึงขอบเขตที่เรียกว่าค่ายกล มรรควิถีเปรียบดั่งดวงดาวที่สลักลงบนร่าง และตัวตนก็คือธารดาราที่เจิดจรัสและกว้างใหญ่ที่สุด
ในฐานะราชันย์วิถีขีดสุดที่นั่งอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีมนุษย์ เฟิงเลี่ยย่อมไม่มีความยากลำบากในการเข้าถึงมรรค ระดับชั้นของเขาสูงเกินไป ขอเพียงตั้งใจศึกษา วิชาการฝึกตนใดๆ ก็ไม่อาจเรียกว่ายากสำหรับเขา เพียงแค่ค่อยเป็นค่อยไป เขาก็สามารถจับแก่นแท้ของมันได้อย่างง่ายดาย
ตามความคิดที่เปลี่ยนไปของเขา ดวงดาวมากมายเหนืออาณาเขตแห่งนภาก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
บนท้องนฟ้า บางครั้งดวงดาวก็รวมตัวกัน กลายเป็นแม่น้ำดวงดาวที่ส่องแสงอักขระหลากสี ราวกับหลอดเลือดที่ไหลเวียนของสิ่งมีชีวิตขอบเขตย้ายเลือด บางครั้งท้องฟ้าก็ระเบิดออก แสงเซียนพวยพุ่งดั่งน้ำตก ราวกับถ้ำสวรรค์อันยิ่งใหญ่ที่เชื่อมต่อฟ้าดิน บางครั้งก็มีเทพเจ้าร่างคนหางงูปรากฏขึ้น แสดงวิวัฒนาการจิตวิญญาณของโลกภายนอก และการก่อกำเนิดจิตวิญญาณของจักรวาลภายใน
ใช่แล้ว เฟิงเลี่ยไม่ได้เริ่มจากย้ายเลือดแล้วค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้นอย่างถ้ำสวรรค์ แปลงวิญญาณ เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป แต่มองว่าขอบเขตเหล่านี้เป็นองค์รวมที่สมบูรณ์แบบ แล้ววิวัฒนาการกระบวนการจากโลกภายนอกสู่จักรวาลภายในโดยตรง
ขอบเขตเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับร่างกายอย่างแท้จริง การขัดเกลาร่างกายทีละขั้น ฝึกฝนกายหยาบ สิ่งเหล่านี้ในสายตาของเฟิงเลี่ยที่เคยฝึกฝนวิชาระบบร่างกายมนุษย์มาแล้วนั้นไม่ยากเลย แม้จะไม่มีแก่นหลักในแต่ละระดับชั้นเหมือนกงล้อสมุทร ตำหนักเต๋า สี่ขั้ว หรือมังกรทะยาน แต่พูดตามตรง เฟิงเลี่ยไม่รู้สึกติดขัดในการฝึกฝนด้านนี้เลยแม้แต่น้อย
วิชาการฝึกตนระบบร่างกายมนุษย์ของท่านประธานสือหรือจักรพรรดิฮวงเทียนตี้ เปรียบเสมือนการสร้างวิมานสวรรค์ที่มีลำดับชั้นชัดเจนบนร่างกายมนุษย์ กงล้อสมุทร ตำหนักเต๋า สี่ขั้ว มังกรทะยาน แท่นเซียน แต่ละระดับชั้นเปรียบเหมือนการสร้างชั้นวิมาน เมื่อสมบูรณ์แล้ว พลังของผู้ฝึกตนก็จะเหมือนมังกรยักษ์แห่งกระดูกสันหลังที่รวบรวมพลังของกงล้อสมุทร ตำหนักเต๋า และสี่ขั้ว ข้ามผ่านแท่นเซียนอันสูงส่ง แล้วกระโจนขึ้นเป็นเซียนในรวดเดียว
ส่วนวิชาการฝึกตนยุคโกลาหล ดูเหมือนจะมองร่างกายมนุษย์เป็นจักรวาลที่ยังโกลาหลวุ่นวาย จักรวาลภายในร่างกายนี้เดิมทีรกร้างว่างเปล่า ต้องการพลังแห่งมรรคจากโลกภายนอกมาหล่อเลี้ยงและจุดประกาย จุดแสงสว่างให้ดวงดาวและสุริยันจันทราในจักรวาลภายใน เมื่อดวงดาวและสุริยันจันทราทั้งหมดสมบูรณ์ จักรวาลภายในนี้ก็จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ และคนผู้นั้นก็จะมีโอกาสกลายเป็นเซียน
บัดนี้ การที่เฟิงเลี่ยพลิกอ่านคัมภีร์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็เพื่อสั่งสมประสบการณ์สำหรับการสร้างจักรวาลภายในนี้ แม้สิ่งมีชีวิตที่เขียนคัมภีร์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะแข็งแกร่งเทียบเฟิงเลี่ยไม่ได้เลย แต่เฟิงเลี่ยก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักพลิกแพลง ส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่เขาต้องการก็แค่ประกายความคิดเล็กน้อยเท่านั้น
และตัวเฟิงเลี่ยเองก็ไม่ได้ฝึกฝนวิถีปัจจุบันอย่างแท้จริง เขาแค่กำลังแสดงวิถีเท่านั้น ด้วยระดับชั้นราชันย์ในปัจจุบันของเขา ไม่มีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์การเติบโตจากอ่อนแอไปเข้มแข็งอีกแล้ว สำหรับเขา ความหมายของระดับชั้นการฝึกตนไม่ใช่ความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ แต่เป็นป้ายบอกทางของวิชาการฝึกตน และสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังป้ายบอกทางเหล่านี้ ก็คือเส้นทางสู่การเป็นเซียนที่ห่างไกลและเวิ้งว้างนั้นเอง
[จบแล้ว]