- หน้าแรก
- คู่มือควบคุมมังกรกระดูกต่างโลก
- บทที่ 32 - สำรวจนภา
บทที่ 32 - สำรวจนภา
บทที่ 32 - สำรวจนภา
บทที่ 32 - สำรวจนภา
☆☆☆☆☆
ยิ่งระบบสมบูรณ์แบบเท่าไหร่ รายละเอียดปลีกย่อยก็ยิ่งยุ่บยั่บ
ใจจริงซูหมิงอยากได้เรือเหาะสตราโตสเฟียร์มากกว่า ขนาดเครื่องบิน F-22 ยังสอยไม่ถึง ถ้าเอามาใช้ที่ต่างโลกคงฟินพิลึก
สรุปคือ ระบบจูนเสร็จแล้ว สายเคเบิลของจื่อจิ่นก็เสร็จพอดี
“ของเหลว?” ซูหมิงมองหม้อใบใหญ่ที่โครงกระดูกรับใช้ยกมา ข้างในมีของเหลวข้นหนืดบรรจุอยู่ เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามในหัว
เขาจินตนาการไว้สารพัด แม้กระทั่งเตรียมใจว่าจื่อจิ่นอาจจะจูงแมงมุมยักษ์ออกมา แต่ไอ้หม้อต้มซุปนี่มันคืออะไร
“ไม่ใช่สายเคเบิลที่นายอยากได้เหรอ” จื่อจิ่นถาม “เชือกโลกนายหน้าตาไม่เป็นงี้เหรอ”
“ไม่เหมือนเลยสักนิด!”
“แปลว่าฉันต้องสอนนายใช้สินะ”
“แหงสิครับ!”
จื่อจิ่นชี้ไปที่อักขระควบคุมแถวแรกบนหม้อสามตัว “กระตุ้นตัวแรกเพื่อปล่อยสาย ตัวที่สองหยุด ตัวที่สามดึงสายกลับ” แล้วเธอก็ชี้แถวที่สอง “อันนี้ปรับความหนาของสาย ซ้ายเพิ่มขวาลด” แถวที่สาม “อันนี้ปรับความเหนียวทนทาน ซ้ายเพิ่มขวาลดเหมือนกัน อย่าปรับสูงเกินไปนะ มันเปลืองพลังเวท” แถวที่สี่ “อันนี้แสดงความยาวสายที่ปล่อยออกไป ฉันแปลงหน่วยเป็นหน่วยโลกนายให้แล้ว ก่อนปล่อยสายอย่าลืมรีเซตค่าเป็นศูนย์ กดปุ่มล่างสุดนี้นะ”
“...” ทำไมหน้าตาไม่เหมือน แต่ลอจิกการทำงานเหมือนเปี๊ยบเลยฟะ ซูหมิงเหมือนเห็นม้าหมื่นตัววิ่งผ่านในใจ
ซูหมิงสร้างกรงเล็บกระดูกยึดหม้อซุปไว้กับดาดฟ้าเรือให้แน่น ผูกปลายเชือกเข้ากับบอลลูน แล้วเริ่มอัดก๊าซฮีเลียม
ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ซึ่งซูหมิงจงใจเลือกเวลานี้ แม้บอลลูนจะทาสีพรางตัวให้มองเห็นยาก แต่โลกนี้มีสารพัดวิธีส่องทางไกล ถ้าคุณเห็นคนอื่น คนอื่นก็จ้องคุณอยู่เหมือนกัน การสอดแนมอาจกลายเป็นการประกาศพิกัดตัวเองให้โลกรู้ว่าเป็นไอ้โง่
นี่คือเหตุผลที่ซูหมิงยอมฝืนสังขารทั้งที่ยังป่วย ลุกมาทำภารกิจตอนนี้ ไม่งั้นต้องรอไปอีกยี่สิบหกชั่วโมง
อัดก๊าซเสร็จ ซูหมิงปล่อยบอลลูน บอลลูนสีขาวหิ้วอุปกรณ์ลอยหายวับไปในท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างรวดเร็ว
สายเคเบิลต่างโลกแม้จะดูเหมือนน้ำซุป แต่คุณภาพและความเหนียวหายห่วง ต่อให้ลมทะเลแรงแค่ไหน บอลลูนถูกพัดเอียงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ สายก็ไม่มีทีท่าว่าจะขาด
ไม่นานไฟสัญญาณบนบอลลูนก็มองไม่เห็นแล้ว น้ำซุปในหม้อยังเหลืออีกเพียบ
ซูหมิงกระตุ้นอักขระหยุดปล่อยสาย แล้วเดินกลับไปที่ห้องควบคุมเพื่อเชื่อมต่อเทอร์มินัลกับอุปกรณ์บนบอลลูน
“จื่อจิ่น ผมควบคุมสายเคเบิลจากในห้องควบคุมได้ไหม” ซูหมิงถาม
“ได้สิ” นักปราชญ์สาววางเอกสารที่กำลังอ่าน วิ่งมาที่ห้องควบคุมของซูหมิง แล้วติดตั้งชุดอักขระควบคุมชุดใหม่ไว้บนแผงควบคุม
เทอร์มินัลเริ่มทำงาน สัญญาณดีเยี่ยม ซูหมิงเปิดกล้องบนอุปกรณ์ตรวจการณ์ ภาพอินฟราเรดส่งกลับมาทันที
คืนนี้อากาศดี ทัศนวิสัยเยี่ยมยอด ภาพบนหน้าจอแสดงให้เห็นผืนทะเลกว้างใหญ่
ซูหมิงหมุนกล้องไปรอบๆ ระบบกันสั่นทำงานปกติ
มุมมองภาพยังดูแบนๆ เขาเช็กความสูงของสายเคเบิล 800 เมตร จากข้อมูลของจื่อจิ่น รัศมีดาวเคราะห์ไทอาอยู่ที่ประมาณ 8,000 กิโลเมตร คำนวณดูแล้วรัศมีการมองเห็นของบอลลูนตอนนี้คือ...
“จื่อจิ่น!” ซูหมิงชะงัก หันไปบอกเด็กสาวที่ยืนก้มตัวดูหน้าจออยู่ข้างหลัง “อย่าเข้ามาใกล้ขนาดนี้สิ ผมเสียสมาธิ”
จื่อจิ่นหันมาจ้องตาซูหมิงในระยะประชิด เส้นผมของเธอปัดโดนหน้าเขา “ทำไม... หน้าแดงเชียว ป่วยหนักขึ้นเหรอ ให้ฉันตรวจดูอีกรอบไหม”
“เปล่า ถอยไปหน่อยก็พอ!”
จื่อจิ่นถอยหลัง เธอมองซูหมิง สักพักกว่าจะนึกขึ้นได้ “เพราะฉันเป็นผู้หญิงเหรอ”
“...”
“โทษที ไม่ได้เป็นมนุษย์นาน ลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้ว”
“คุณใบ้มาขนาดนี้ อีกเดี๋ยวปริศนาของคุณคงแตกแล้วล่ะ” ซูหมิงประชด
“จะรอดูนะ”
เขาสงบสติอารมณ์ คำนวณต่อ รัศมีการมองเห็นของบอลลูนตอนนี้ประมาณ 110 กิโลเมตร
“อุปกรณ์นี่เจ๋งแฮะ” จื่อจิ่นชม “ต่อให้จอมเวทบินขึ้นไป ก็มองไม่ชัดเท่ากล้องตัวนี้ แถมยังระบุเป้าหมายและซูมได้เองด้วย”
“ความละเอียดรูปยังเพิ่มได้อีก” ซูหมิงบอก “แต่ถ่ายและส่งข้อมูลจะช้าหน่อย ผมจะปล่อยบอลลูนขึ้นไปอีก สายเคเบิลของคุณไหวแน่นะ”
“เหลือเฟือ” จื่อจิ่นตอบ
ปล่อยสายต่อ รอบนี้ซูหมิงไม่หยุดพัก ปล่อยรวดเดียวจนถึงระดับ 2,532 เมตร น้ำซุปสายเคเบิลยังเหลือ แต่ระบบยึดและควบคุมถึงขีดจำกัดแล้ว
ปลุกอุปกรณ์ตรวจวัดระยะไกล สัญญาณความเข้มข้นเหลือสองขีด
“ต้องหาเสาอากาศขยายสัญญาณมาเพิ่มแฮะ” ซูหมิงบ่น
“ต้องเขียนอักขระสายเคเบิลชุดที่แกร่งกว่านี้” จื่อจิ่นคิดในใจ
กล้องเปิดติด ภาพส่งมา เห็นแผ่นดินทางทิศตะวันออกเฉียงใต้!
“เยี่ยม!” ซูหมิงกำหมัดแน่น
จื่อจิ่นมองภาพอย่างตั้งใจ “ภาพเพี้ยนหนักมาก เดี๋ยวฉันจะลองวาดเส้นขอบชายฝั่ง แล้วเอาไปเทียบกับแผนที่ดูว่าคือที่ไหน ดูเหมือนเกาะเล็กๆ หรือไม่ก็คาบสมุทร”
ซูหมิงคำนวณเสร็จ ระยะมองเห็นทางทฤษฎีที่ระดับน้ำทะเลคือ 201 กิโลเมตร แน่นอนว่าเป้าหมายมีความสูง บวกกับการหักเหของแสงในชั้นบรรยากาศ ระยะมองเห็นจริงจะไกลกว่านั้นมาก
นี่เป็นสาเหตุที่ภาพระยะไกลบิดเบี้ยวสุดๆ
“ไม่ต้องหรอก ผมจะสแกนด้วยเรดาร์” ซูหมิงบอก “อันนั้นชัดกว่า”
บนอุปกรณ์มีเรดาร์ติดมาด้วย แม้จะเป็นแค่ย่านความถี่ S ธรรมดา ระยะตรวจจับปกติแค่ 120 กิโลเมตร แต่ในโลกต่างมิติที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสะอาดบริสุทธิ์แบบนี้ ฝุ่นละอองในอากาศก็น้อยกว่า ซูหมิงคิดว่าน่าลองดูประสิทธิภาพจริง
เขาเปิดเรดาร์ แบตเตอรี่ลดฮวบฮาบตามคาด สแกนรอบแรกเสร็จ แบตฯ หายไป 50%
แต่ได้ข้อมูลมาแล้ว ซูหมิงพักการทำงานอุปกรณ์ตรวจการณ์ แล้วมานั่งวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้
ระยะสแกนไกลสุดไปถึง 250 กิโลเมตร แม้ความละเอียดจะไม่สูง ความแม่นยำจำกัด แต่นี่ก็น่าทึ่งมากแล้ว บนจอเรดาร์ พวกเขาเห็นชัดเจนว่าทางตะวันออกเฉียงใต้มีเกาะขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 กิโลเมตร
นอกจากนี้ รอบเกาะใหญ่ยังมีเกาะเล็กๆ อีกสิบกว่าเกาะ แต่พื้นที่เล็กมาก เล็กสุดแค่ไม่กี่ร้อยตารางเมตร
จื่อจิ่นทึ่งกับความละเอียดของภูมิประเทศบนจอเรดาร์ “ถ้านายสแกนได้อีกหลายๆ โซน เราทำแผนที่เดินเรือขายได้เลยนะเนี่ย”
“ได้ตังค์ด้วยเหรอ”
“เยอะเลยล่ะ ความละเอียดระดับนี้กินขาดแผนที่วาดมือไปไกลโข” จื่อจิ่นบอก เธอเดินไปที่แผนที่กระดาษที่แขวนอยู่ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปที่จุดหนึ่ง
“เราน่าจะอยู่ตรงนี้ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะโมรา ห่างจากผาหน้าทะเลชุ่ยอันประมาณ 600 กิโลเมตร... เรามาไกลมากเลยนะ”
บนเรดาร์ยังมีจุดอีกยี่สิบกว่าจุด สงสัยว่าจะเป็นเรือ ซูหมิงลองสแกนเจาะจงดู พบว่าเป็นวัตถุทรงเรือจริงๆ ลำที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากเรือจื้อหยวนประมาณ 120 กิโลเมตร
“สัญญาณไม่ค่อยดี ข้อมูลละเอียดกว่านี้ต้องดึงบอลลูนลงมาโหลดข้อมูล” ซูหมิงปิดระบบตรวจการณ์ เริ่มดึงสายเคเบิลกลับ
[จบแล้ว]