เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 56 ครอบครัวคือสิ่งใด?

ตอนที่ 56 ครอบครัวคือสิ่งใด?

ตอนที่ 56 ครอบครัวคือสิ่งใด?


“นี่...สำหรับเจ้า”

แสงจากกองไฟส่องสว่างบนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มจางบริเวณแก้มปรากฎสีเลือดของหลินหลี นางยื่นขาหมูที่นางเป็นคนย่างเองกับมือให้ป๋ายเสี่ยวเฟย นัยน์ตาคู่นั้นส่องประกายท่วมท้นด้วยความมุ่งหวัง

ป๋ายเสี่ยวเฟยกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างยากลำบากเมื่อเห็นเนื้อย่างในมือของนาง กลิ่นของมันไม่เลวเนื่องเพราะคุณภาพของเนื้อและเครื่องปรุงราคาถูกหลายอย่าง แต่สภาพนี้...

หากไม่ใช่เพราะรูปร่างภายนอกยังพอมองเห็นได้ ป๋ายเสี่ยวเฟยไม่กล้าเชื่อว่าคือขาหมูย่างแน่นอน...

แต่ชายใดจะปฏิเสธ? ในเมื่อโฉมสะคราญผู้นั้นทำเพราะความหวังดี หากมีคนกล้าบอกปัด กล่าวได้ว่าคนผู้นั้นได้ก้าวขาสู่ประตูแห่งความโสดชั่วชีวิตแล้ว!

“ดูน่าอร่อยมาก!”

“หัวหน้าห้องใจดีเหลือเกิน!”

สือเฉินที่อยู่ข้างๆ ทำเสียงเลียนแบบป๋ายเสี่ยวเฟยพลางมองหน้าทั้งสองสลับกันด้วยร้อยยิ้มชั่วร้ายเล็กน้อย

“เจ้าจะไปรู้อะไร? เขาเรียกว่ากรอบนอกนุ่มใน!”

ป๋ายเสี่ยวเฟยบ่นฮึดฮัดก่อนจะทำใจหยิบขาหมูย่างมากิน

มิผิด มันกรอบนอกอย่างที่เขากล่าว และมันไม่เพียงไหม้แค่ด้านนอกเท่านั้น เมื่อเขากลืนเนื้อไหม้ๆ ที่ไม่อาจเรียกว่าเนื้อได้อีกต่อไป ในที่สุดป๋ายเสี่ยวเฟยก็ค้นพบเนื้อหมูที่ยังเหลืออยู่ในนั้น สายตาของเขาเปล่งประกายทันที

‘สวรรค์เมตตาข้าเหลือเกิน!’

ป๋ายเสี่ยวเฟยแทบน้ำตาไหลขณะที่เขาลิ้มรสเนื้ออันน้อยนิดด้วยความอิ่มเอมใจ เขาไม่ได้รู้สึกขอบคุณต่อหลินหลีหากแต่เป็นหมูคำรามตัวนี้ที่อ้วนพอ... และเมื่อหลินหลีเห็นป๋ายเสี่ยวเฟยกินอย่าง ‘มีความสุข’ รอยยิ้มของนางฉีกกว้างขึ้นกว่าเดิมบนใบหน้าไร้ที่ติ

หลังจากนั้นหลินหลีวิ่งไปหยิบขาหมูอีกอัน... เป็นครานี้เองที่ป๋ายเสี่ยวเฟยไม่อาจทนได้อีกต่อไป น้ำตาไหลรินออกมา...

“บัดซบ! เหตุใดข้ายังหิวอยู่!?”

โม่ข่าลูบพุงตนเองหลังจากสวาปามขาหมูทั้งชิ้นหมดแต่ยังรู้สึกหิว และเขาไม่ใช่เพียงคนเดียว ศิษย์นักเรียนทั้งหมดรู้สึกอยากอาหารมากกว่าปกติมาก

ไม่เว้นแม้แต่ศิษย์หญิง!

“นอกจากขับความเหนื่อยล้าออกจากร่างกายแล้ว อ่างยาที่พวกเจ้าอาบยังมีคุณสมบัติกระตุ้นความอยากอาหาร บวกกับการฝึกหนักในช่วงสองวันที่ผ่านมา พวกเจ้าจะหิวมากกว่าปกติก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิ่งที่ดี”

เสวี่ยอิ่งลิ้มรสชาติหมูย่างทีละนิดพลางกล่าวเสียงเรียบ

“และพวกเจ้าจะกินมากกว่านี้ในอนาคต”

ศิษย์หญิงทั้งหกหยุดนิ่งเมื่อได้ยินก่อนจะก้มลงมองร่างกายตนเองด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“ไม่ต้องห่วง แค่พวกเจ้าไม่ขี้เกียจตอนฝึกซ้อม ไม่เพียงเจ้าจะไม่อ้วน แต่มันยังช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพวกเจ้า เพราะอย่างไรเสียพวกเจ้าก็กำลังกินเนื้อของสัตว์อสูร และพวกมันเป็นที่ต้องการอย่างมากในสถาบันชิงหลัว”

ในฐานะผู้มากประสบการณ์ เสวี่ยอิ่งรับรู้ถึงความกังวลของหญิงสาว นางปัดเป่าเรื่องกลุ้มใจในหนึ่งประโยค

การกินโดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่เย้ายวนใจที่สุดของผู้หญิง เสวี่ยอิ่งได้สร้างแรงจูงใจใหม่ให้หญิงสาวทั้งหกด้วยเหตุนี้เอง...

“ใครจะอยู่เฝ้ายามคืนนี้? ข้าแนะนำให้มีคนเฝ้ายามอย่างน้อยสองคนเพราะเป็นไปได้มากที่หนึ่งในนั้นจะงีบหลับ”

เสวี่ยอิ่งไม่ได้เลือกใคร นางเพียงให้คำแนะนำเท่านั้น ชายหนุ่มทั้งหมดมองหน้าป๋ายเสี่ยวเฟยโดยพร้อมพลัน

“หวู่จื๋อ สือขุย พวกเจ้าอยู่เฝ้ายาม คนที่พลังกายเยอะเริ่มก่อน พวกที่เหลือค่อยเฝ้ายามหลังจากฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งดีแล้ว”

ป๋ายเสี่ยวเฟยตัดสินใจได้เฉียบขาดยิ่งนักเพราะสิ่งเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ควรค่าให้เขาเสียเวลาคิด

หลังจากกินจนอิ่ม ทั้งกลุ่มได้รับช่วงเวลาพักที่หายาก จากคำพูดของเสวี่ยอิ่ง

‘พวกเจ้าจะใช้เวลาหลังอาหารมื้อดึกหรือก่อนนอนอย่างไรก็เรื่องของพวกเจ้า!’

อิสรภาพ...

ในสองวันมานี้ นักเรียนห้องคนเถื่อนเข้าใจถึงความสำคัญของอิสรภาพอย่างแจ่มชัด

แต่อิสรภาพมีให้พวกเขาเพียงในเทือกเขาไร้ขอบเขต พวกเขาแทบทั้งหมดเลือกที่จะหลับพักผ่อน อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเสวี่ยอิ่งจะทรมานพวกเขาอย่างไรในวันรุ่งขึ้น

แตกต่างจากป๋ายเสี่ยวเฟยที่ไม่ได้กลับไปยังเต็นท์ เขาเดินไปยังบริเวณที่เงียบสงบโดยมีเสี่ยวเอ้อติดสอยห้อยตาม

“เสี่ยวเอ้อ เจ้าคิดว่าโลกภายนอกน่าสนใจหรือไม่?”

ป๋ายเสี่ยวเฟยอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มออกมาขณะที่เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยผืนดาว

“ฮ่ง! ฮ่ง!”

สุนัขฮัสกี้เห่าอย่างมีอารมณ์พลางถูหัวของมันที่อกป๋ายเสี่ยวเฟย

“ไอ้ตัวตะกละ! เจ้ารู้แต่กิน กิน กิน! หากไม่ใช่ข้าคอยดูแล เจ้าถูกอี้ต้าซือจับใส่หม้อต้มหมาไปนานแล้ว”

ป๋ายเสี่ยวเฟยย้อนรำลึกถึงวันเก่าๆ มือลูบหัวเสี่ยวเอ้ออย่างเอ็นดู

‘พ่อแม่บุญธรรมเป็นอย่างไรกันบ้าง?’

‘หุบเขาวีรบุรุษจะน่าเบื่อหากหรือไม่หากไม่มีข้า?’

คำถามมากมายผุดขึ้นมาในใจ ก่อนที่ป๋ายเสี่ยวเฟยจะทันได้ค้นหาคำตอบ ภาพของคนจากหุบเขาวีรบุรุษถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์ในช่วงสองสามวันมานี้เพราะความประทับใจที่มีต่อพวกเขาได้ฝังรากลึกไปในใจของป๋ายเสี่ยวเฟยแล้ว

“ฮ่ง! ฮ่ง!”

ป๋ายเสี่ยวเฟยยังจมอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดขณะที่เสี่ยวเอ้อลุกขึ้นจากอกเขาพลางเห่าออกมา

เมื่อเขามองไปยังทิศทางที่มันเห่า เรือนร่างสมบูรณ์แบบสวมใส่อาภรณ์รัดแน่นใบหน้าเปื้อนยิ้มของเสวี่ยอิ่งพลันปรากฎขึ้นในครรลองสายตา ภายใต้แสงจันทร์ นางราวกับเป็นเทพเซียนที่ลงมาจากตำหนักจันทราเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์

ป๋ายเสี่ยวเฟยเหม่อมองอยู่นาน

“ดึกป่านนี้แล้วเจ้ายังไม่นอนอีก รอให้สัตว์อสูรมากินหรือไร?”

เสวี่ยอิ่งเอ่ยพลางเดินมาข้างกายป๋ายเสี่ยวเฟยก่อนจะนั่งลงช้าๆ กลิ่นหอมสดชื่นจางๆ ลอยเข้ามาในจมูก ป๋ายเสี่ยวเฟยรู้สึกกระวนกระวายในใจอย่างช่วยไม่ได้

“เจ้าตัวน้อย ไปเล่นที่อื่นก่อน”

เสวี่ยอิ่งลูบหัวจ้องมองเสี่ยวเอ้ออยู่สองวินาที ไม่นานนักสุนัขฮัสกี้ตัวน้อยก็หันหลังวิ่งหายไปในชั่วพริบตา

ทั้งกระบวนการนี้ป๋ายเสี่ยวเฟยเป็นเพียงผู้ชม เขาหายตกตะลึงเมื่อเสี่ยวเอ้อจากไปแล้ว

“หากมีใครบอกข้าว่าเสี่ยวเอ้อเป็นหุ่นเชิดของท่าน ข้าไม่มีทางไม่เชื่อ”

ป๋ายเสี่ยวเฟยเผยความขุ่นเคืองออกมาพลางถอนหายใจอย่างอดไม่ได้

“เป็นเพราะโฉมสะคราญที่เจ้าเอ่ยถึงมีเสน่ห์อันล้ำลึก และสัตว์เพศผู้ทุกตนสยบใต้ฝ่าเท้าข้า!”

เสวี่ยอิ่งเงยหน้าขึ้นอย่างอิ่มเอมใจ นางได้กลายมาเป็นพี่สาวข้างบ้านขี้เล่นอีกครา

“ฮืม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดท่านไม่ไปล่าหมูคำรามกับพวกเรา เป็นเพราะท่านหวาดเกรงว่ามันจะตกหลุมรักท่านนั่นเอง”

ป๋ายเสี่ยวเฟยย่นปากทำท่าจริงจังขณะเอ่ย ในวินาทีต่อมามือเรียวงามเอื้อมมาหยิกที่เอว ใบหน้าของป๋ายเสี่ยวเฟยบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

“เจ้าพูดว่าอันใด? ข้าฟังไม่ค่อยถนัด”

“พี่หญิงเสวี่ยทั้งงดงาม ใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่สุดในโลก!”

เสียงเอ่ยสรรเสริญดังออกมาจากปากป๋ายเสี่ยวเฟย ในที่สุดเขาก็ได้รับความปลอดภัยกลับคืนมา

“เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเจ้ามาที่นี่ทำไม?”

เสวี่ยอิ่งถอนมือออกพลางถามคำถามง่ายๆ

“ข้าคิดถึงบ้าน ข้าจึงมาที่นี่เพื่อจะมองดูท้องฟ้าหมู่ดาวที่เหมือนกับของบ้านข้าเปี๊ยบ”

อย่างไรเสียบ้านของเขาก็อยู่ในเทือกเขาไร้ขอบเขต…

“บ้าน? การมีครอบครัวรู้สึกเช่นใด?”

เมื่อได้ยินป๋ายเสี่ยวเฟยเอ่ย อารมณ์ของเสวี่ยอิ่งสลดลงเล็กน้อย นางถามคำถามที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต

“สถานการณ์ของข้าออกจะพิเศษอยู่บ้าง แต่หากครอบครัวของคนทั่วไปเป็นเช่นเดียวกับข้า ไม่ว่าจะคนผู้นั้นจะเสียใจมากมายเพียงใดเขาก็ยังคงผ่อนคลายได้หากอยู่กับครอบครัว”

เสวี่ยอิ่งจ้องมองรอยยิ้มบนใบหน้าของป๋ายเสี่ยวเฟย นัยน์ตาคู่นั้นปรากฎความถวิลหา

“หากมีโอกาส เจ้าพาข้าไปบ้านเจ้าได้หรือไม่?”

จบบทที่ ตอนที่ 56 ครอบครัวคือสิ่งใด?

คัดลอกลิงก์แล้ว