เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 57 โฉมสะคราญใต้แสงจันทร์

ตอนที่ 57 โฉมสะคราญใต้แสงจันทร์

ตอนที่ 57 โฉมสะคราญใต้แสงจันทร์


“แน่นอน หากท่านทนกับครอบครัวของข้าได้ พวกเขาวุ่นวายเป็นอย่างมาก”

มุมปากของเขากระตุกเพราะกลุ่มคนในหุบเขาวีรบุรุษคือพวกที่ถูกทวีปขับไล่ ทุกคนล้วนหมดหนทางไร้ที่พึ่งพิงจึงได้แต่ไปที่นั่น แต่สำหรับป๋ายเสี่ยวเฟยแล้วพวกเขาน่าสงสารอยู่ไม่น้อย

“จะวุ่นวายได้ขนาดไหนเชียว? ข้าผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแล้ว”

ใบหน้าของนางมีร่องรอยไม่สบอารมณ์เพราะนางรู้สึกว่าป๋ายเสี่ยวเฟยตอบปฏิเสธในทางอ้อม

“ผ่านร้อนผ่านหนาว? ท่านแก่กว่าข้าไม่กี่ปีเอง ข้ายังนึกอยู่จนถึงทุกวันนี้ว่าท่านหลอกสถาบันอย่างไรถึงกลายมาเป็นอาจารย์ได้”

ป๋ายเสี่ยวเฟยเอ่ยคำที่ค้างคาอยู่ในใจมานานนม เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาโดยทันที

การพยายามไม่พูดคำใดสักอย่างช่างทรมานเสียจริง

“เจ้าสิชอบหลอกคนอื่น! ข้าพึ่งความสามารถตนเองต่างหาก! และข้าเชื่อว่าห้องที่ข้าสอนจะได้ที่หนึ่งในงานประลองศิษย์ใหม่ครั้งนี้!”

สุ้มเสียงของเสวี่ยอิ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจ ป๋ายเสี่ยวเฟยไม่โต้แย้งเพราะเขาเองก็คิดเช่นนั้น

“พวกเราจะได้เจอท่านอีกหรือไม่หลังจากสามเดือนผ่านไป?”

ด้วยเหตุผลอันใดไม่ทราบ ป๋ายเสี่ยวเฟยมีลางสังหรณ์ว่าเสวี่ยอิ่งจะหายตัวไปจากชีวิตเขาวันหนึ่งยิ่งเขารู้จักนางมากเท่าไหร่ความรู้สึกนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

“แน่นอน นอกเสียจากเจ้าจะถูกไล่ออกเพราะข้าไม่มีความตั้งใจจะไปจากสถาบันชิงหลัวในเวลาอันสั้น”

เสวี่ยอิ่งหัวเราะก่อนจะหันมาจ้องเขม็งที่ป๋ายเสี่ยวเฟยพลางกล่าวคำทำนายที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูง

“อะไร? เรารู้จักกันได้แค่สองวันเจ้าก็ไม่อาจทนแยกจากกับข้าได้แล้วหรือ?”

เสวี่ยอิ่งมีสุ้มเสียงหยอกล้อ ป๋ายเสี่ยวเฟยหน้าแดงอย่างช่วยไม่ได้

“ชิ ใครพูดเช่นนั้น? ข้าแค่กลัวว่าท่านจะไม่อาจหานักเรียนมาทรมานได้อีก”

ป๋ายเสี่ยวเฟยหันหน้าหนีพลางแก้ตัวข้างๆ คูๆ

“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่คิดจะเป็นอาจารย์ประจำห้องต่อหรอกเพราะแค่ปีเดียวก็เกินพอ”

ใบหน้าของเสวี่ยอิ่งมีร่องรอยพึงพอใจนางเอ่ยน้ำเสียงสดใส หลังจากนิ่งเงียบไปชั่วครู่ นางเริ่มเอ่ยปากอีกครา

“ข้าถามอะไรหน่อย”

“เชิญ”

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นสตรีที่ดีหรือไม่?”

คำถามนี้ทำป๋ายเสี่ยวเฟยเหม่ออยู่เล็กน้อย เมื่อเห็นสายตาจริงจังของเสวี่ยอิ่ง เขากลืนคำพูดที่กำลังจะเอ่ยลงคอทันทีก่อนจะครุ่นคิดอย่างจริงจัง

“ข้าปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ แต่หากมีวันใดที่ท่านต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะไม่ปฏิเสธ”

ป๋ายเสี่ยวเฟยตอบอย่างจริงจังสีหน้าขึงขังประสบความสำเร็จในการสร้างความประทับใจให้เสวี่ยอิ่ง

บางครั้งความจริงใจก็สำคัญกว่าคำพูดหวานๆ มาก...

“ถ้างั้น หากข้าเป็นศิษย์นักเรียนเช่นกัน เจ้าจะอยากอยู่กับใครมากกว่าระหว่างข้ากับหลินหลี?”

ป๋ายเสี่ยวเฟยไม่รู้ว่ามีสิ่งใดเข้าสิงเสวี่ยอิ่ง แต่ทุกคำถามของนางช่างตอบยากกว่าคำถามก่อนๆ เหลือเกิน

“ข้าอยากอยู่กับทั้งสองเลย”

เป็นอีกคราที่ป๋ายเสี่ยวเฟยเอ่ยอย่างจริงใจ

“แหงล่ะ ผู้ชายทั้งหมดล้วนเน่าเฟะ เจ้าช่างกล้าฝันสูงเหลือเกิน”

หากแต่ความจริงใจของเขาครั้งนี้ได้รับความดูถูกเหยียดหยามกลับมาแทน

“ท่านเคยตั้งใจมองท้องฟ้าหมู่ดาวอย่างสุดใจหรือไม่?”

ครานี้เป็นฝ่ายป๋ายเสี่ยวเฟยที่รุกด้วยคำถามที่ทำให้เสวี่ยอิ่งประหลาดใจเล็กน้อย

“ในอดีตไม่ แต่ตอนนี้กำลังทำอยู่”

“หากท่านไม่มีสิ่งใดทำ เช่นนั้นก็จ้องมองต่อไป ท่านจะรู้สึกว่ามีใครบางคนเฝ้ามองท่าน หวังว่าท่านจะมีความสุขทุกเมื่อเชื่อวัน หวังว่าท่านจะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

ป๋ายเสี่ยวเฟยยิ้มพลางเอ่ยสรุปประสบการณ์ที่น้อยนิดของเขา สายตาทั้งสองจ้องมองเดือนดาวเบื้องบน

“เจ้าคิดว่าใครมองเจ้าอยู่บนโน้น?”

เสวี่ยอิ่งถามเสียงอ่อน นางรู้สึกสับสนเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าตนควรคาดหวังสิ่งใดดี

“พ่อและแม่ที่ข้าไม่เคยเจอตัวเป็นๆ ถึงแม้พวกเขาจะไม่เคยดูแลข้ามาก่อน แต่ข้าก็รู้ว่าพวกเขามีอุปสรรคของพวกเขา”

ป๋ายเสี่ยวเฟยยิ้มอีกครา ความเงียบเข้าปกคลุม

แต่ครั้งนี้ เสวี่ยอิ่งไม่ได้สับสนอีก

ทั้งคู่จ้องมองไปยังท้องฟ้าหมู่ดาวเบื้องบนอยู่นานจนไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าใดก่อนที่เสวี่ยอิ่งจะเรียกชื่อเขา

“ป๋ายเสี่ยวเฟย”

“อะไรหรือ?”

ป๋ายเสี่ยวเฟยที่ถูกรุกถามมามากรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อนางเรียก

“ขอบคุณ”

เสวี่ยอิ่งเอ่ยเสียงแผ่วเบาออกมาสองคำ ใบหน้าปรากฎสีแดงซ่านที่น่าเย้ายวนใจ

ป๋ายเสี่ยวเฟยเหม่อจ้องใบหน้าของโฉมสะคราญ เขาพลันรู้สึกว่าเลือดในร่างกายไหลเวียนเร็วขึ้นอย่างน้อยหนึ่งระดับ หัวใจเต้นแรงตึกตักกระตุ้นให้เขาเขยิบตัวเข้าใกล้เสวี่ยอิ่งทีละนิด ทีละนิด

เสวี่ยอิ่งสังเกตเห็นเช่นกัน นางไม่เพียงไม่หลบ แต่กลับค่อยๆ ปิดตาลง...

ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้นทีละน้อยๆ นภายามราตรีที่เงียบสงบไร้เสียงราวกับจรรโลงบรรยากาศอันเหมาะเจาะให้ทั้งคู่ จนกระทั่งริมฝีปากเย็นเยียบของหนึ่งชายหนึ่งหญิงสัมผัสกันอย่างแผ่วเบา...

เสวี่ยอิ่งพลันสะดุ้งตื่นเบิกตากว้างมองป๋ายเสี่ยวเฟย มือของนางยกขึ้นโดยสัญชาตญาณทันที

เสียงสดใสดังกังวานทั่วท้องฟ้ายามวิกาล เมื่อป๋ายเสี่ยวเฟยคลานขึ้นมาจากพื้น เสวี่ยอิ่งได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่สัมผัสเย็นเยียบยังคงติดอยู่ที่บริเวณริมฝีปาก

ในขณะเดียวกัน เสวี่ยอิ่งที่ได้หลบหนีจากความผิดวิ่งราวกับคนบ้า นางวิ่งอย่างบ้าคลั่งผ่านป่าไม้นับไม่ถ้วน ลมแรงที่พัดผ่านเข้าใบหน้าไม่อาจลดความรุ่มร้อนได้แม้แต่น้อย

เมื่อเสวี่ยอิ่งหยุดวิ่งนางหอบหายใจหนักหน่วง หัวใจเต้นแรงแทบทะลักจากอก แม้แต่นางก็ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเพราะจากการวิ่งหรือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

“อ๊าก!!!! เจ้าไม่ใช่เสวี่ยอิ่ง! เจ้าคือเงาโลหิต!!! เจ้าคือเงาโลหิต!!! เจ้าห้ามทำพลาด!! ห้ามทำพลาด!!!”

เสวี่ยอิ่งค่อยๆ สงบใจลงจากการตะโกนดังหลายครา แต่เนื้อหาของเสียงนั้นมิอาจให้ผู้อื่นรับรู้ได้

(ชื่อของนางคือ 雪影 อ่านว่าเสวี่ยอิ่ง แปลว่าเงาหิมะออกเสียงเหมือนกับคำว่า 血影 ที่แปลว่าเงาโลหิต)

เสวี่ยอิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเดินกลับไปยังค่ายพัก...

ดวงอาทิตย์ปรากฎเฉกเช่นทุกวัน ป๋ายเสี่ยวเฟยที่นอนอยู่ในเต็นท์ฝันเปียกครั้งแรกในชีวิต และหญิงในฝันของเขาก็คือ...

“ป๋ายเสี่ยวเฟย ข้าจะให้เจ้าวิ่งยี่สิบรอบวันนี้หากเจ้ายังไม่ออกมา!”

เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ครวญครางเบาๆ อยู่ในฝันตะโกนเรียกชื่อเขาอย่างกราดเกรี้ยว ป๋ายเสี่ยวเฟยสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ความคิดแรกของเขาคือกระโจนออกไปข้างนอก ทันใดนั้นเองที่เขารู้สึกเปียกๆ ที่ช่วงล่าง

ไม่มีทางที่เขาจะออกไปในสภาพนี้ได้ ป๋ายเสี่ยวเฟยทำได้เพียงถอดกางเกงในออก เป็นช่วงเวลานี้เองที่มีคนเปิดเต็นท์เข้ามา

“ป๋ายเสี่ยวเฟย เจ้าได้...”

ป๋ายเสี่ยวเฟยตกตะลึง เสวี่ยอิ่งก็ตกตะลึง

“เอ่อ...นี่คือ...ข้า...มัน...”

ทางเข้าเต็นท์ปิดลงทันที ในท้ายที่สุดป๋ายเสี่ยวเฟยยังไม่ทันได้พูดจบประโยคด้วยซ้ำ

เสวี่ยอิ่งเปลี่ยนสีหน้าทันที

แต่นางลืมคำนึงถึงท่าทีของนางเมื่อเปิดเต็นท์...

“พี่หญิงเสวี่ย? เกิดอันใดขึ้นกับพี่ใหญ่เฟย?”

โม่ข่ามีสีหน้าเป็นกังวล เขาอยากจะไปดูด้วยตนเอง แต่เสวี่ยอิ่งจะไปยอมได้อย่างไร?

“เขาฝันร้าย ข้าปลุกเขาแล้วและเขาจะออกมาในไม่ช้า”

เทียบกับป๋ายเสี่ยวเฟยแล้ว ความสามารถด้านโกหกของเสวี่ยอิ่งอ่อนชั้นกว่าเห็นได้ชัด นางโชคดีที่เหล่าศิษย์นักเรียนไม่ได้คิดอันใดมาก…

อุบัติเหตุครั้งนี้ถือได้ว่าผ่านพ้นไปแล้วพร้อมกับป๋ายเสี่ยวเฟยที่รีบวิ่งออกมา...

แต่จะใช่ครั้งสุดท้ายหรือไม่?

จบบทที่ ตอนที่ 57 โฉมสะคราญใต้แสงจันทร์

คัดลอกลิงก์แล้ว