เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21: ผู้คนที่จากพงไพร และผู้คนที่มุ่งสู่เมือง

บทที่ 21: ผู้คนที่จากพงไพร และผู้คนที่มุ่งสู่เมือง

บทที่ 21: ผู้คนที่จากพงไพร และผู้คนที่มุ่งสู่เมือง


หวังหนานมิได้เดินทางกลับไปยังสถาบันพร้อมกับเหยียนเส้าเจ๋อ

นครซิงหลัว ตั้งอยู่ทางทิศทักษิณ(ใต้) ของป่าใหญ่ซิงโต่ว การเดินทางกลับไปยังสถาบันจำต้องใช้เส้นทางที่อ้อมไปไกลนัก ดังนั้นหลังจากที่ออกมาจากป่าแล้ว เขาจึงได้แยกทางกับเหยียนเส้าเจ๋อแล้วมุ่งหน้าลงใต้

ในตอนแรกเขายังคงเดินทางเพียงลำพัง แต่เมื่อยิ่งห่างจากป่าใหญ่ซิงโต่ว จำนวนของเหล่าวิญญาจารย์ที่เดินทางไปมาก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

ในเวลาไม่นาน เขาก็ได้พบเห็นค่ายพักแรมแห่งหนึ่ง

ที่นี่มีรถม้าจอดเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีแผงลอยบางส่วนในบริเวณใกล้เคียงที่ขายอาหารและกระโจมที่จำเป็นสำหรับการเดินทางเข้าสู่ป่าใหญ่ซิงโต่ว

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ก็จะได้ยินเสียงตะโกนและเสียงต่อรองราคาดังจอแจ ราวกับเป็นตลาดขนาดย่อมแห่งหนึ่ง

ชายผู้หนึ่งมีสายตาแหลมคม เมื่อเห็นหวังหนานเดินเข้ามาใกล้ ก็รีบเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น

แม้ว่าหวังหนานจะดูอายุยังน้อย แต่เหล่าพ่อค้าแม่ขายที่นี่ล้วนเป็นผู้ที่เจนจัดโลก ไม่มีผู้ใดหาญกล้าดูแคลนคนที่สามารถเดินออกมาจากป่าใหญ่ซิงโต่วได้

“สวัสดีขอรับ ท่านวิญญาจารย์ ท่านคงจะเพิ่งไปล่าวงแหวนวิญญาณมาใช่หรือไม่ขอรับ? ไม่ทราบว่าท่านสนใจจะใช้บริการรถม้าหรือไม่? รถม้าของเราล้วนเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด และลากโดยสัตว์วิญญาณที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี รับประกันได้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อภายในรถม้าแม้แต่น้อย นับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการพักผ่อนและบำเพ็ญเพียรขอรับ”

ชายที่อยู่เบื้องหน้าหวังหนานอายุราวสามสิบปี และเช่นเดียวกับพ่อค้าส่วนใหญ่ที่นี่ เขาคือวิญญาจารย์

ทว่าพรสวรรค์ของพวกเขาไม่สูงนัก การบ่มเพาะจึงหยุดชะงักอยู่ที่ระดับ 10 หรือ 20 เท่านั้น พวกเขาจึงทำได้เพียงประกอบธุรกิจอยู่ใกล้กับป่าใหญ่ซิงโต่ว

แม้จะอันตรายอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็สามารถสร้างรายได้ที่นี่ได้มากกว่าที่อื่น

อันที่จริง ครอบครัวของหวังหนานเองก็มีร้านค้าอยู่หลายแห่งเช่นกัน แต่ก็หาใช่ทรัพย์สินของครอบครัวเขาทั้งหมดไม่ หากแต่เป็นเจ้าของร้านค้าเหล่านี้ที่เข้ามาขอให้ร้านของตนอยู่ภายใต้ชื่อของหวังซิง (บิดาของหวังหนาน)

ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อสินค้าหรือการจัดส่ง การมีตำแหน่ง ‘ราชาวิญญาณ’ คอยค้ำประกัน ย่อมช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นได้มากมาย

ยามที่พวกเขาออกมาจากป่าใหญ่ซิงโต่วก็เป็นเวลาเย็นแล้ว หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หวังหนานจึงตกลงที่จะใช้บริการรถม้า

ทวีปโต้วหลัวนั้นมีความปลอดภัยน้อยกว่าโลกที่เขาเคยอาศัยอยู่ในชาติก่อนมากนัก

ในยามนี้ ไม่มีผู้ใดอยู่ข้างกายเขา เขาจึงจำเป็นต้องถนอมพลังวิญญาณไว้ตลอดเวลาเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉิน

การเดินทางโดยรถม้าจึงเป็นตัวเลือกที่ดี

แม้จะฟังดูโอ้อวดไปบ้าง แต่รถม้าก็มั่นคงอย่างแท้จริง

หวังหนานเข้าสู่สมาธิตลอดเส้นทางจนกระทั่งรุ่งสาง พวกเขาก็เดินทางมาถึงนอกนครซิงหลัว

“ท่านวิญญาจารย์ ข้าเกรงว่าพวกเราจะไปต่อไม่ได้แล้วขอรับ”

“เกิดอะไรขึ้น?”

“เชิญท่านดูขอรับ”

หวังหนานโผล่ศีรษะออกจากรถม้า ก็ได้เห็นกองทัพอันเกรียงไกรยืนประจำการอยู่ที่ประตูเมือง

กลิ่นอายอันน่าเกรงขามของพวกเขาสร้างแรงกดดันให้แก่ทุกคนที่อยู่โดยรอบ

ผู้นำทัพเป็นชายร่างสูงใหญ่ และบนผืนธงที่อยู่เบื้องหลังเขาก็ปักลวดลายพยัคฆ์ขาวอันดูราวกับมีชีวิต

“นั่นคือท่านดยุพยัคฆ์ขาว ใช่หรือไม่?”

“ใช่แล้ว ท่านดยุคพยัคฆ์ขาวจะกรีธาทัพออกศึกอีกแล้ว ไม่รู้ว่าที่ใดเกิดสงครามขึ้นอีก”

ในเวลาไม่นาน องค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิซิงหลัวก็ได้เสด็จมาส่งท่านดยุคพยัคฆ์ขาวออกจากเมืองด้วยพระองค์เอง และกว่าที่ประตูเมืองจะกลับมาเปิดให้สัญจรได้อีกครั้งก็ล่วงเลยไปจนใกล้เที่ยงวัน

หลังจากเข้าสู่เมืองแล้ว หวังหนานก็เดินไปตามถนน และในไม่ช้าก็ได้เห็นบ้านของตนเอง

จากไปนานถึงสิบเอ็ดเดือน การได้เห็นประตูที่คุ้นเคยนี้อีกครั้งกลับทำให้ความรู้สึกอันซับซ้อนที่ยากจะบรรยายพลันบังเกิดในใจ

นี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยได้ประสบในชาติภพก่อน

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วขอรับ” หวังหนานตะโกนเสียงดังทันทีที่ก้าวเข้าสู่ประตูบ้าน

“กลับมาก็ดีแล้ว ระหว่างทางมิได้พบเจอภยันตรายใดๆ ใช่หรือไม่?”

ยังไม่ทันที่หวังหนานจะกล่าวจบ เขาก็เห็นมารดาเดินเข้ามาในลานบ้าน สายตาของนางจับจ้องสำรวจทั่วร่างของเขาไม่วางตา

“ไม่ได้เจอกันเพียงปีเดียว เจ้าก็สูงขึ้นมากถึงเพียงนี้แล้ว”

เนื่องจากการบ่มเพ็ญเพียร วิญญาจารย์โดยธรรมชาติแล้วจะสูงกว่าคนธรรมดาอยู่บ้าง ประกอบกับอาหารชั้นเลิศของสื่อไหลเค่อ หวังหนานในวัยสิบเอ็ดปีจึงสูงเกิน 1.6 เมตรแล้ว ซึ่งไม่นับว่าเตี้ยเลยในหมู่คนธรรมดา

“สูงขึ้น แล้วก็คล้ำขึ้นด้วย การบำเพ็ญเพียรที่สถาบันคงจะลำบากมากสินะ?”

“ก็ไม่เท่าใดขอรับ คล้ายกับตอนอยู่ที่บ้าน”

“แล้วอาจารย์และสหายร่วมชั้นของเจ้าเล่า? เจ้าถูกรังแกหรือไม่? เนื้อหาที่เรียนเข้าใจหรือไม่? หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ ก็ให้ถามท่านอาสองของเจ้าให้มากเข้าไว้”

มารดาของหวังหนานมีพรสวรรค์ไม่ดีนัก แม้ว่านางจะปลุกวิญญาณยุทธ์ของตนได้ แต่นางก็ไม่ได้รับวงแหวนวิญญาณเพื่อขึ้นเป็นวิญญาจารย์อย่างเป็นทางการ

ดังนั้น นางจึงไม่รู้ว่าด้วยพรสวรรค์ของหวังหนานแล้ว มีแต่เขาจะไม่ไปรังแกผู้อื่นที่สถาบันก็ดีเท่าใดแล้ว จะมีผู้ใดกล้ามารังแกเขาได้เล่า?

ท่ามกลางบทสนทนาอันอบอุ่นกับมารดา ในที่สุดหวังซิงก็ทนนั่งเฉยอยู่ต่อไปไม่ไหว ผลักประตูห้องแล้วเดินออกมา

“กลับมาถึงแล้วก็เข้ามาคุยกันในบ้านสิ มายืนคุยกันอยู่กลางลานเช่นนี้ได้อย่างไร?”

หวังซิงจงใจทำหน้าเคร่งขรึม แต่คนทั้งสองที่กำลังสนทนากันอยู่ในลานกลับมิได้หวั่นเกรงต่อท่าทีของเขาเลยแม้แต่น้อย

พวกเขาทั้งสองเพียงแค่หยุดชะงักไปชั่วครู่ แล้วก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

สีหน้าเคร่งขรึมของหวังซิงพลันสลายหายไปในทันที เขารีบสาวเท้าสองก้าวเข้ามาอยู่ข้างกายหวังหนาน ตบไหล่ของบุตรชาย แล้วก็ร่วมหัวเราะไปกับพวกเขาด้วย

"ดี พลังบำเพ็ญเพียรของเจ้ามิได้ด้อยลง ทั้งร่างกายก็แข็งแกร่งขึ้นมาก" หวังซิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม "พ่อได้ยินอาสองของเจ้าบอกว่าเจ้าจะไปตามหาวงแหวนวิญญาณวงที่สาม เหตุใดจึงกลับมาเร็วนัก?"

"การเดินทางค่อนข้างราบรื่นขอรับ อีกทั้งยังมีอาจารย์ของสถาบันอยู่ด้วย จึงไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก"

"ดีแล้ว เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ"

ทันทีที่เข้าไปในบ้านและนั่งลง หวังหนานก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงหยิบขวดยาเล็กๆ หลายขวดออกมาจากอุปกรณ์วิญญาณเก็บของ ซึ่งก็คือยาที่เหยียนเส้าเจ๋อมอบให้เขานั่นเอง

"ท่านพ่อขอรับ นี่คือยาโอสถที่อาจารย์ของสถาบันมอบให้ข้า ที่สถาบันค่อนข้างปลอดภัย ข้าจึงเก็บไว้ส่วนหนึ่งสำหรับยามฉุกเฉิน ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ที่บ้านได้ ยาพวกนี้ล้วนเป็นยาที่อาจารย์ของสถาบันปรุงขึ้นเอง สรรพคุณย่อมดีกว่ายาที่หาได้จากภายนอก ท่านพ่อต้องเดินทางออกไปข้างนอกบ่อยๆ คงจะได้ใช้มันขอรับ"

"จะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? เจ้าเองก็ต้องออกไปล่าวงแหวนวิญญาณ ทั้งยังมีการประลองที่สถาบันอีก เจ้าควรเก็บของเหล่านี้ไว้กับตัว"

"อยู่ที่สถาบันแล้วข้าจะกังวลเรื่องขาดแคลนยาโอสถได้อย่างไรขอรับ? ตอนนี้ข้าเป็นถึงศิษย์สายหลักแล้ว ยาโอสถมีมากมายเหลือเฟือ ท่านพ่อเก็บไว้เถอะขอรับ"

หวังซิงจ้องมองใบหน้าของหวังหนานอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นในที่สุด “เฮ้อ เด็กย่อมต้องมีวันเติบใหญ่ ไม่คิดว่าพ่อจะต้องมาพึ่งพาลูกชายเร็วถึงเพียงนี้ พ่อแก่แล้วจริงๆ”

หวังหนานเพียงแค่ยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบอะไร เขาเป็นเด็กที่โตเกินวัยมาตั้งแต่เยาว์วัย ประกอบกับหวังซิงก็ไม่ใช่คนเคร่งครัดอะไร ความสัมพันธ์พ่อลูกของพวกเขาจึงไม่ได้จริงจังอะไรนัก และหวังซิงก็มักจะพูดจาหยอกล้อเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง

“เอาล่ะ พ่อจะรับของพวกนี้ไว้ แล้วพ่อก็เตรียมของขวัญไว้ให้เจ้าชิ้นหนึ่งด้วย”

หวังซิงกล่าวพลางหยิบแหวนวงหนึ่งออกมา ขอบเป็นสีทอง สลักไว้ด้วยอักขระอันซับซ้อน และตรงกลางมีแผ่นฟิล์มบางๆ สีขาวน้ำนมอยู่ชั้นหนึ่ง

"นี่คืออุปกรณ์วิญญาณระดับ 5 ‘โล่ไร้เทียมทาน’ หากใช้พลังของราชาวิญญาณ จะสามารถต้านทานการโจมตีสุดกำลังจากวิญญาณพรหมยุทธ์ได้ พ่อรู้ว่าเจ้าสนใจในอุปกรณ์วิญญาณมาตั้งแต่เด็ก พ่อจึงได้ไปหาซื้อมันมาจากจักรวรรดิสุริยันจันทราโดยเฉพาะ"

"เดิมทีพ่อตั้งใจจะมอบให้เจ้าเมื่อระดับพลังวิญญาณของเจ้าสูงกว่านี้ แต่พลังวิญญาณของเจ้าพัฒนาไปเร็วนัก บางทีอาจจะมีโอกาสได้ใช้มันเข้าสักวัน"

หวังหนานรับมันมาด้วยความประหลาดใจ เขาเคยได้ยินชื่อของโล่ไร้เทียมทานมาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นของจริง

วงแหวนโดยรอบให้สัมผัสของโลหะอย่างเต็มเปี่ยม และเมื่อเขาลองสัมผัสแผ่นฟิล์มตรงกลาง ก็มีพลังอันนุ่มนวลสายหนึ่งผลักมือของเขาออก ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก

“เอาล่ะ เจ้าค่อยๆ ศึกษามันทีหลังก็ได้ ตอนนี้เจ้าอยากจะเล่าเรื่องราวที่สถาบันให้พ่อกับแม่ฟังหรือไม่?”

“ได้ขอรับ”

จบบทที่ บทที่ 21: ผู้คนที่จากพงไพร และผู้คนที่มุ่งสู่เมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว