- หน้าแรก
- ปรมาจารย์โอสถเทวะ
- บทที่ 3 ยกทัพจับผิด
บทที่ 3 ยกทัพจับผิด
บทที่ 3 ยกทัพจับผิด
บทที่ 3 ยกทัพจับผิด
ท่ามกลางแสงรุ่งอรุณ กู้หยวนยืนไพล่หลัง สายตาดุจพญาเหยี่ยวตวัดกวาดมองไปทั่วจวนตระกูลกู้
'เป็นเช่นนี้เองสินะ...'
เมื่อระดับวรยุทธ์ก้าวหน้าขึ้น เขาก็มองเห็นสถานการณ์ของตระกูลกู้ได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งขึ้น
สีหน้าของบ่าวไพร่เต็มไปด้วยความหวาดวิตก จำนวนองครักษ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันก็ยังถูกตัดทอนลงไปถึงสามส่วน
สามตระกูลใหญ่แห่งเมืองตานหยาง คงกำลังจับจ้องตระกูลกู้ตาเป็นมันราวกับฝูงพยัคฆ์จ้องตะครุบเหยื่อ
'หากข้าต้องตายไป ปู่คงหมดอาลัยตายอยาก...'
ประกายอำมหิตวาบผ่านดวงตาของกู้หยวน กลิ่นอายแห่งปรมาจารย์โอสถจากชาติปางก่อนระเบิดออกมาชั่วพริบตา
แม้มันจะปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ทำให้ยอดฝีมือของตระกูลกู้ที่ซุ่มดูอยู่ในเงามืดถึงกับใจสั่นสะท้าน
'เมื่อครู่นี้มันคืออะไร...'
'ตาฝาดไปหรือ? เหตุใดบนตัวนายน้อยถึงมีแรงกดดันมหาศาลเช่นนั้น?'
กู้หยวนลูบไล้หยกพกข้างเอว ครุ่นคิดถึงแผนการขั้นต่อไป
ด้วยประสบการณ์การปรุงโอสถจากชาติก่อน การจะหลอมโอสถระดับหนึ่งนั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
แต่ปัญหาคือตระกูลกู้ไม่มีเตาหลอม จำเป็นต้องหาซื้อใหม่
ทว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เขาไปก่อเรื่อง ปู่จึงยึดเบี้ยเลี้ยงทั้งหมดไป เหลือไว้ให้ใช้จ่ายเพียงเดือนละหนึ่งร้อยตำลึงเงิน
'หนึ่งร้อยตำลึง... แม้แต่เตาหลอมห่วยๆ สักใบยังซื้อไม่ได้เลย'
ขณะที่กำลังกลัดกลุ้ม เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากนอกเรือน
พ่อบ้านฝูวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา "นายน้อย แย่แล้วขอรับ! คนของจวนเจ้าเมืองกับหอโอสถใจภักดิ์บุกมาถึงที่ บอกว่าจะมาทวงถามความเป็นธรรม! นายท่านสั่งให้ท่านรีบไปที่โถงหน้าเดี๋ยวนี้!"
กู้หยวนเลิกคิ้ว "หอโอสถใจภักดิ์?"
หอโอสถที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วอาณาจักรชื่อเซียว ถึงกับยอมลดตัวลงมาหาเรื่องตระกูลเล็กๆ เพียงเพื่อบุตรสาวเจ้าเมืองคนหนึ่งเชียวหรือ?
เรื่องนี้คงไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
"ไป ไปดูกัน"
เขาจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย แล้วเดินทอดน่องไปยังโถงหน้าอย่างไม่ยี่หระ
ตลอดทาง เหล่าบ่าวไพร่ต่างลอบมองด้วยสายตาตื่นตระหนกปนสงสัย
ใครจะคาดคิดว่านายน้อยจอมเสเพลที่ปกติเห็นปัญหาแล้วมุดหัวหนี วันนี้กลับเดินเข้าหาพายุด้วยตนเอง
บรรยากาศภายในโถงหน้าตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด
กู้ไหวโจวนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ใบหน้าทะมึนทึม ในหัวขบคิดหาวิธีคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ไม่หยุดหย่อน
ทันทีที่กู้หยวนก้าวเท้าเข้ามา สายตาคมกริบเจ็ดคู่ก็พุ่งเป้ามาที่เขาพร้อมกัน
กู้หยวนมีสีหน้าเรียบเฉย กวาดตามองทุกคน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่สตรีสองนาง
ดรุณีน้อยทางซ้ายสวมชุดขาวราวหิมะ เครื่องหน้าวิจิตรบรรจง ทว่าแววตากลับฉายความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน
นางคือจวงเสี่ยวเมิ่ง บุตรสาวเจ้าเมือง
ส่วนสตรีทางขวาดูอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ สวมชุดคลุมสีเขียวซึ่งเป็นเครื่องแบบของหอโอสถใจภักดิ์ ท่าทางสง่างาม บนอกเสื้อกลัดตราสัญลักษณ์รูปเตาหลอมเงิน คาดว่าคงเป็นเฉิงหลิงซู่
"แม่นางจวง แม่นางเฉิง ไม่เจอกันนานนะ"
กู้หยวนประสานมือคารวะพร้อมรอยยิ้ม ท่วงท่าผ่อนคลายราวกับทักทายสหายเก่า
เฉิงหลิงซู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย "เราเพิ่งเคยพบกันครั้งแรก คงพูดไม่ได้ว่าไม่เจอกันนานกระมัง"
นางหันไปทางชายร่างยักษ์เคราดกดำที่นั่งอยู่ข้างๆ "ผู้อาวุโสเยว่ เชิญท่านชี้แจงธุระเถิด"
ชายร่างยักษ์ผู้นั้นมีใบหน้าดุดันดั่งเสือดาว นัยน์ตากลมโต ปลดปล่อยแรงกดดันระดับปราณเกราะออกมาโดยไม่ปิดบัง
เขาตบโต๊ะดังปังแล้วลุกขึ้นยืน "กู้หยวน! เมื่อวานเจ้าบังอาจลวนลามคุณหนูจวงกลางตลาด เหยียบย่ำเกียรติยศของจวนเจ้าเมือง จะยอมรับสารภาพผิดแต่โดยดีหรือไม่?"
อุณหภูมิภายในห้องพลันลดฮวบ กู้ไหวโจวหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อ แต่ยังคงนิ่งเงียบ ดูเหมือนต้องการรอดูท่าทีของหลานชาย
"ผายลมมารดามันเถอะ!" จู่ๆ กู้หยวนก็ระเบิดโทสะ ถีบเก้าอี้ข้างตัวจนล้มคว่ำ น้ำลายกระเด็นใส่หน้าเยว่เหิงเจียงเต็มๆ "บิดาเจ้าเดินตรงนั่งตรง จะไปทำเรื่องต่ำช้าพรรค์นั้นได้ยังไง? ปากหมาๆ ของเจ้าเอาอะไรมาใส่ร้ายคนบริสุทธิ์ วันนี้ถ้าไม่คุยกันให้รู้เรื่อง บิดาไม่จบกับเจ้าแน่!"
???
เสียงคำรามกึกก้องทำเอาทุกคนในห้องตะลึงงันไปตามๆ กัน
ถ้วยชาในมือผู้เฒ่ากู้เกิดรอยร้าวเสียงดัง 'กริ๊ก' ใบหน้าเหี่ยวย่นกระตุกยิกๆ
ไอ้หลานเวรคนนี้ หน้ามันหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองตานหยางเสียอีก!
"เจ้า... เจ้ากล้าด่าข้า?"
เยว่เหิงเจียงในฐานะยอดฝีมือรับเชิญของจวนเจ้าเมือง ผู้มีวรยุทธ์ถึงขั้นปราณเกราะระดับสาม เคยถูกใครด่าทอซึ่งหน้าเช่นนี้มาก่อนหรือ? เขาถึงกับยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก
กู้หยวนไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายตั้งตัว หันขวับไปประสานมือให้เฉิงหลิงซู่ "แม่นางเฉิง ท่านเป็นคนเที่ยงธรรม โปรดช่วยตัดสินด้วยเถิด หรือว่ามีอำนาจวาสนาแล้วจะข่มเหงรังแกคนตัวเล็กๆ เยี่ยงไรก็ได้หรือ?"
คิ้วเรียวของเฉิงหลิงซู่ขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม
เดิมทีนางคิดว่าจะได้เจอกับคุณชายเจ้าสำราญที่ขี้ขลาดตาขาว นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีฝีปากกล้าแกร่ง ท่วงท่าองอาจ ผิดไปจากคำเล่าลืออย่างสิ้นเชิง
"ในเมื่อเจ้าบอกว่าตนเองบริสุทธิ์" เฉิงหลิงซู่เอ่ยเสียงเรียบ "เช่นนั้นข้าขอถาม วันนั้นเหตุใดเจ้าจึงเข้าไปใกล้คุณหนูจวง ซ้ำยังกล่าววาจาล่วงเกิน?"
กู้หยวนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะต่ำๆ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความหลงใหลลึกซึ้ง "พูดไปก็น่าขำ ปีนั้นข้าอายุสิบขวบ ได้พบแม่นางจวงครั้งแรกในงานเทศกาลโคมไฟ นางถือโคมกระต่ายเดินมาจากปลายถนน... เพียงสบตาครานั้น ข้าก็มิอาจลืมเลือนได้ลง"
เขายกยิมมุมปากอย่างขมขื่น "พฤติกรรมเหลวไหลที่ผ่านมา ก็เพียงเพื่อ... หากเป็นสุภาพบุรุษไม่อาจอยู่ในสายตานางได้ สู้เป็นอันธพาลให้นางจดจำด้วยความเกลียดชังยังจะดีเสียกว่า"
จวงเสี่ยวเมิ่งถูกสายตาเร่าร้อนจ้องมองจนทำตัวไม่ถูก เผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"วันนั้นข้าได้พบนางอีกครั้ง ความปีติยินดีเอ่อล้น จึงเผลอแสดงกิริยาไม่เหมาะสมออกไป"
น้ำเสียงของกู้หยวนเริ่มสั่นเครือ "ความจริงแล้ว... ความจริงข้าเพียงแค่อยากมอบบทกวีให้นาง บทกวีที่ข้าใช้เวลาแต่งถึงสามปี แก้ไขไปแล้วห้าร้อยยี่สิบครั้ง"
เกิดเสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั้งโถง
หนวดเคราของกู้ไหวโจวสั่นระริก—ไอ้หลานตัวดีไปหัดแต่งกลอนตั้งแต่เมื่อไหร่?
แค่ 'คัมภีร์สามอักษร' มันยังท่องไม่จบเลย!
เฉิงหลิงซู่กับจวงเสี่ยวเมิ่งสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นความตกตะลึงในแววตาของกันและกัน
หรือว่านายน้อยจอมเสเพลผู้นี้ จะมีใจรักมั่นต่อจวงเสี่ยวเมิ่งจริงๆ?
"เช่นนั้น เจ้าจงเขียนบทกวีนั้นออกมาให้ทุกคนได้ประจักษ์เถิด"
เฉิงหลิงซู่ส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้นำพู่กันและกระดาษมาวาง
กู้หยวนรับพู่กันขนสุนัขป่ามาถือ จุ่มหมึกชุ่มโชกแล้วตวัดเขียน
ปลายพู่กันพลิ้วไหว ลายเส้นหนักแน่นทรงพลังดุจมังกรเหินฟ้า ถ่ายทอดจิตวิญญาณความบ้าคลั่งของ 'หมี่ฝู' ปรมาจารย์พู่กันจีนที่เขาเคยฝึกปรือในชาติก่อนออกมาจนหมดสิ้น
น้ำหมึกซึมซาบลงบนกระดาษเซวียนจื่อ บทกวี 'เตี๋ยเลี่ยนฮวา' ของหลิวยงปรากฏขึ้นต่อสายตา:
"ยืนพิงหอสูงลมพัดเอื่อย มองสุดสายตาความโศกศัลย์แห่งฤดูวสันต์หม่นหมองจรดขอบฟ้า แสงตะวันรอนสาดส่องทุ่งหญ้าและหมอกควัน ไร้วาจาเอื้อนเอ่ยใครเล่าจะเข้าใจความหมายแห่งการพิงราวระเบียงนี้
ตั้งใจจะเมามายให้สุดเหวี่ยง ร้องเพลงเคล้าสุรา ฝืนหาความสำราญกลับไร้รสชาติ เข็มขัดกว้างขึ้นทุกวันแต่ไม่เคยนึกเสียใจ ยอมซูบผอมตรอมใจก็เพื่อเธอ"
พู่กันวางลง หมึกยังเปียกชุ่ม
ทุกคนในโถงต่างตกตะลึงพรึงเพริด แม้แต่กู้ไหวโจวยังเบิกตากว้างจนแทบถลน
ไอ้หลานเวรนี่ไปฝึกเขียนหนังสือจนบรรลุขั้นสุดยอดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรักอันลึกซึ้งที่แฝงอยู่ในทุกตัวอักษรนั้น
เฉิงหลิงซู่รับกระดาษแผ่นนั้นมาถือ ปลายนิ้วสั่นระริกเล็กน้อย
ในฐานะศิษย์หอโอสถใจภักดิ์ นางย่อมดูออกว่าลายมือนี้เข้าขั้นปรมาจารย์ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในบทกวี
"นี่มัน..."
จวงเสี่ยวเมิ่งรับกระดาษไปอ่าน ใบหน้างามขึ้นสีระเรื่อ
ผ่านไปเนิ่นนาน เฉิงหลิงซู่ถอนหายใจยาว "คิดไม่ถึงเลยว่าคุณชายกู้จะเป็นคนรักมั่นเพียงนี้ วันนี้ได้เห็นบทกวีบทนี้ ก็รู้แล้วว่าคุณชายทุ่มเทใจจริง น้องเสี่ยวเมิ่ง เรื่องนี้ให้เลิกแล้วต่อกันเถิด เจ้าเห็นว่าอย่างไร?"
เดิมทีจวงเสี่ยวเมิ่งตั้งใจว่าขอแค่กู้หยวนเขียนอะไรที่พออ่านรู้เรื่อง นางก็จะยอมให้อภัย
แต่บทกวีของกู้หยวนในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่อ่านรู้เรื่อง แต่กลับสั่นสะเทือนจิตใจผู้คนอย่างรุนแรง
ถ้อยคำกระชับแต่งดงาม อารมณ์ความรู้สึกพรั่งพรู โดยเฉพาะประโยคที่ว่า 'เข็มขัดกว้างขึ้นทุกวันแต่ไม่เคยนึกเสียใจ ยอมซูบผอมตรอมใจก็เพื่อเธอ' ทำเอาหัวใจดรุณีแรกรุ่นปั่นป่วนไปหมด
จวงเสี่ยวเมิ่งรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ จ้องมองกู้หยวนเขม็ง แล้วเอ่ยเสียงใส "ครั้งนี้ข้าจะเชื่อเจ้า จวนเจ้าเมืองจะไม่เอาความเรื่องนี้อีก แต่หากมีคราวหน้า ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!"
กล่าวจบ นางก็สะบัดหน้าเดินจากไปทันที
เฉิงหลิงซู่เองก็เดินนวยนาดตามออกไป ก่อนจะพ้นประตู นางหันกลับมามองกู้หยวนอย่างมีความหมาย แววตาฉายความสงสัยใคร่รู้วูบหนึ่ง
เมื่อคนนอกกลับไปหมดแล้ว กู้ไหวโจวกับพ่อบ้านฝูต่างจ้องมองกู้หยวนเขม็ง ราวกับกำลังพิจารณาวัตถุโบราณล้ำค่า
กู้หยวนร้องแย่ในใจ เล่นใหญ่ไปหน่อยแล้ว!
"บทกวีนั่น... เจ้าแต่งเองจริงๆ รึ?" กู้ไหวโจวเอ่ยถาม สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
กู้หยวนยิ้มกว้าง "แน่นอนขอรับ"
กู้ไหวโจวคว้าหมับเข้าที่ใบหูหลานชาย "ผายลม! ท่องคัมภีร์สามอักษรยังตะกุกตะกัก จะไปแต่งกลอนเป็นได้ยังไง?"
"โอ๊ยๆๆ!" กู้หยวนเขย่งเท้าตามแรงดึง "ท่านปู่ปล่อยมือก่อน! ข้าพูดความจริงแล้ว! เมื่อก่อนข้าไปเจอวนิพกไส้แห้งคนหนึ่ง เห็นกลอนบทนี้เข้าท่าดีเลยขอซื้อมา..."
กู้ไหวโจวปล่อยมือ แววตาฉายความผิดหวังวูบหนึ่ง "ข้าว่าแล้วเชียว! แต่เอาเถอะ ครั้งนี้เจ้าก็ถือว่าแก้ปัญหาได้ฉลาดเฉลียวใช้ได้"
กู้หยวนลูบใบหูที่แดงก่ำ ฉวยโอกาสตีเหล็กเมื่อยังร้อน "ท่านปู่ ท่านดูสิ ตันเถียนข้าก็พังไปแล้ว เส้นทางยุทธ์คงหวังพึ่งไม่ได้ สู้ท่านมอบเงินทุนให้หลานสักก้อน ข้าจะลองหัดทำการค้าดูดีหรือไม่? ตระกูลกู้เราจะไร้ผู้สืบทอดไม่ได้นะขอรับ!"
"ทำการค้า?" คิ้วหนาของกู้ไหวโจวเลิกขึ้น กวาดตามองหลานชายอย่างระแวง "เจ้าเนี่ยนะ? วันๆ เอาแต่กินดื่มเที่ยวเตร่ รู้หรือว่าข้าวสารราคาเท่าไหร่ ผ้าพับหนึ่งต้องสั่งซื้ออย่างไร?"
กู้หยวนยิ้มประจบ ขยับเข้าไปใกล้ "ก็มีพ่อบ้านฝูคอยชี้แนะอยู่นี่นา! ท่านให้ข้าสักหนึ่งหมื่นตำลึงก่อน..."
"หนึ่งหมื่นตำลึง?" หนวดเครากู้ไหวโจวชี้ชัน "เจ้าคิดว่าเงินทองของตระกูลกู้ลอยมาตามลมรึไง?"
"งั้น... ห้าพันตำลึง..." กู้หยวนหดคอลง
"มากสุดหนึ่งพันตำลึง!" กู้ไหวโจวล้วงตั๋วเงินออกมาจากแขนเสื้อ ตบลงบนโต๊ะดังปัง พร้อมคาดโทษ "ถ้ากล้าเอาไปเข้าบ่อนหรือโรงน้ำชา ข้าจะตีขาเจ้าให้หัก!"
"ขอบพระคุณท่านปู่!" กู้หยวนรีบคว้าตั๋วเงินมาเก็บไว้ในอก ลอบยินดีในใจ
หนึ่งพันตำลึงแม้มิใช่เงินก้อนโต แต่ก็เพียงพอสำหรับซื้อสมุนไพรพื้นฐานมาเริ่มต้นแล้ว