- หน้าแรก
- ย้อนเวลาครานี้ ขอลิขิตชีวิตเอง
- บทที่ 12 - การเลือกทำเล
บทที่ 12 - การเลือกทำเล
บทที่ 12 - การเลือกทำเล
บทที่ 12 - การเลือกทำเล
ฟิล์มพลาสติกหกร้อยตารางเมตรฟังดูเหมือนเยอะ แต่เมื่อม้วนรวมกันแล้วก็หนักเพียงร้อยกว่าชั่งเท่านั้น โยนขึ้นไปบนรถม้าก็ไม่ได้กินที่มากมายอะไร
หลังจากบรรทุกฟิล์มพลาสติกเรียบร้อย หลี่เจ๋อก็ไม่รีรออีกต่อไป เขาเอ่ยลาหัวหน้าส่วนซ่ง แล้วขึ้นรถม้าออกจากโรงงานพลาสติก
หัวหน้าส่วนซ่งยืนอยู่ที่ประตูร้าน โบกมือส่งพวกเขา
เฉินจวนกำสมุดใบเสร็จในมือแน่น สินค้าที่ควรจะขายได้สามพันหยวน กลับถูกขนไปด้วยราคาแค่สองพันสี่ ส่วนต่างหกร้อยหยวนหายไปในพริบตา ส่วนเรื่องฟิล์มพลาสติกหนึ่งแสนตารางเมตรนั้นก็ยังเป็นเพียงคำพูดลอยๆ หรือว่าพวกเขาจะโดนหลอกเข้าแล้ว
จะว่าเป็นการหลอกลวงก็พูดได้ไม่เต็มปาก อย่างไรเสียโรงงานก็ไม่ได้ขาดทุน เพียงแต่ได้กำไรน้อยลงเท่านั้น มันให้ความรู้สึกเหมือนโดนหลอกล่อมากกว่า
เธอเหลือบมองหัวหน้าส่วนซ่ง แล้วพูดอย่างลังเล “หัวหน้าคะ ทำไมฉันรู้สึกแปลกๆ คนคนนี้ดูไม่น่าไว้ใจเลยนะคะ”
หัวหน้าส่วนซ่งรู้ดีว่าเธอต้องการจะพูดอะไร แต่สัญชาตญาณกลับบอกเขาว่า...ใช่แล้ว “เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว ไปทำงานของเธอเถอะ”
เฉินจวนเบ้ปาก หันหลังกลับเข้าร้านไป
...
จ้าวเถี่ยจู้ขับรถม้าวิ่งอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าจะมีใครไล่ตามมาข้างหลัง
จนกระทั่งโรงงานพลาสติกหายลับไปจากสายตา จ้าวเถี่ยจู้ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก “พี่ชาย ผมเคยมาส่งของที่โรงงานพลาสติกกับคนมาก็เยอะ ไม่เคยมีใครต่อราคาได้เลยสักคน พนักงานขายที่นี่หยิ่งจะตาย บอกราคาเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายเท่านั้น
พี่แค่พูดหลอกล่อไม่กี่คำ ก็ลดไปได้ตั้งหกร้อยหยวน ถือเป็นคนแรกเลยนะเนี่ย เฮ้ เงินจำนวนนี้ซื้อพายเนื้อเซียงเหอได้ตั้งกี่แผ่น”
“ไม่มากไม่น้อย ก็หนึ่งพันแผ่นพอดี” หลี่เจ๋อหุบยิ้มแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่ฉันไม่ได้หลอกล่อนะ ที่พูดไปทั้งหมดเป็นเรื่องจริง
ถ้าปีนี้การทดลองปลูกโรงเรือนฤดูหนาวสำเร็จ ฉันก็จะมีทุนแล้ว ปีหน้าก็จะขยายขนาดการเพาะปลูก โรงเรือนสองร้อยหมู่มีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลดลงแน่นอน แต่ถ้าการทดลองล้มเหลว นั่นก็หมายความว่าฟิล์มพลาสติกมีปัญหา”
จ้าวเถี่ยจู้ชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วตกลงใครกันแน่ที่ได้เปรียบ
หมู่บ้านต้ายิง ตระกูลหลี่
เหล่าหลี่สวมเสื้อกล้ามสีขาวที่มีรูขาด นั่งพักผ่อนรับลมเย็นอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไทรจีน คิ้วของเขาขมวดมุ่น ดวงตาเหม่อมองไปเบื้องหน้า
แผนการปลูกโรงเรือนฤดูหนาวของลูกชาย เขาไม่ได้สนับสนุน แต่เมื่อเห็นลูกชายกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม เขาก็ไม่ได้คัดค้านอย่างเต็มที่
เมล็ดแตงกวากับหนังสือพิมพ์เก่าก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย ต่อให้ขาดทุนก็ไม่เป็นไร
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ลูกชายของเขาเตรียมจะเอาจริงเอาจัง ทั้งซื้อวัสดุก่อสร้าง ทั้งขุดโรงเรือนอุ่น เงินหลายพันหยวนที่ทุ่มลงไปนั้นไม่มีทางได้กลับคืนมา
เมื่อนึกถึงท่าทีของภรรยา เหล่าหลี่ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกบีบอยู่ตรงกลาง เห็นๆ อยู่ว่าเป็นความคิดของพวกเขาสองคนที่แตกต่างกัน แต่ทำไมต้องมาทำให้เขาลำบากใจด้วย
นี่มันรังแกกันชัดๆ
เจ้าคนร้ายกาจสองคน!
วันไหนถ้าทำให้ข้าโมโหขึ้นมาล่ะก็ ข้าจะ...
เหล่าหลี่ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนใกล้ชิดที่สุดสองคน เขาก็ได้แต่จนปัญญา
เสียงดังมาจากข้างนอก เหล่าหลี่หันไปมอง ก็เห็นลูกชายคนรองกับจ้าวเถี่ยจู้กำลังแบกของม้วนยาวคนละม้วนเดินเข้ามาในลานบ้าน
“เจ้าสอง เจ้าแบกอะไรมาน่ะ”
หลี่เจ๋อวางม้วนฟิล์มพลาสติกลงบนพื้น แล้วฉีกหีบห่อด้านนอกออก “นี่คือพลาสติกคลุมโรงเรือนที่ผมซื้อมา”
เหล่าหลี่เดินเข้ามาดูใกล้ๆ “พลาสติกนี่คงไม่ถูกล่ะสิ ใช้เงินไปเท่าไหร่”
“สองพันสี่” หลี่เจ๋อไม่ได้ปิดบัง
เหล่าหลี่นิ่งอึ้งไป
กว่าเขาจะรู้สึกตัว จ้าวเถี่ยจู้ก็จากไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในลานบ้านเหลือเพียงหลี่เจ๋ออยู่คนเดียว “เจ้าสอง พลาสติกนี่เอาไปคืนได้ไหม”
“ไม่ได้ครับ”
เหล่าหลี่หลับตาลง รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก
เป็นเวลานานกว่าเขาจะตั้งสติได้ เขาเดินตรงกลับเข้าไปในบ้าน พอออกมาอีกครั้งก็เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีน้ำเงินและสวมหมวกฟางหนึ่งใบ
“พ่อ จะไปไหนน่ะ” เมื่อเห็นปฏิกิริยาของบิดา หลี่เจ๋อก็เริ่มไม่แน่ใจ
เหล่าหลี่แค่นเสียงหึออกมา แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ไปที่นา ไปเลือกที่สร้างโรงเรือนให้เจ้าลูกคนนี้น่ะสิ”
หลี่เจ๋อยิ้มกว้าง “พ่อครับ พ่อดีกับผมที่สุดเลย”
“ดีกับผีอะไร รู้จักแต่รังแกข้า ถ้าเก่งจริงก็ไปดื้อกับแม่เจ้าสิ”
“นี่ไม่ใช่การรังแกนะครับ ผมรู้สึกว่าพ่อมีวิสัยทัศน์และมีความรู้มากกว่าแม่ ยอมรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า”
“ไม่ต้องมาสวมหมวกสูงให้ข้า” เหล่าหลี่พูดอย่างฉุนเฉียว “ไปเรียกพี่ชายเจ้ามา เรื่องนี้ต้องบอกเขาสักหน่อย แล้วเราไปเจอกันที่นา”
บ้านของหลี่เว่ยตงอยู่ไม่ไกล เพียงแต่ไม่ได้อยู่ทางเดียวกับที่นา ต้องเดินอ้อมไปเล็กน้อย
บ้านของหลี่เว่ยตงเป็นบ้านที่สร้างใหม่ มีกำแพงอิฐแดง ประตูใหญ่ก็เป็นเหล็ก ถึงจะไม่ได้ดูโอ่อ่าอะไรมาก แต่ในหมู่บ้านก็ถือว่าดีพอสมควร
หลี่เจ๋อเดินไปถึงหน้าประตู กำลังจะตะโกนเรียกคน ก็พบว่าประตูถูกล็อกไว้จากด้านนอก
เขาอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ พี่ชายไม่อยู่บ้านก็แล้วไป แต่พี่สะใภ้กับหลานสาวหายไปไหนกัน
หลี่เจ๋อขี้เกียจจะคิดมาก ถือโอกาสที่ฟ้ายังไม่มืด รีบไปเลือกตำแหน่งสร้างโรงเรือนที่นาก่อน แล้วค่อยกลับมาบอกพี่ชายทีหลังก็เหมือนกัน
ที่นาของบ้านหลี่เจ๋ออยู่ทางเหนือของหมู่บ้าน เขาเดินเร็ว จึงไปถึงไล่เลี่ยกับเหล่าหลี่
เหล่าหลี่เห็นว่าเขมาคนเดียว “พี่ชายเจ้าล่ะ ทำไมไม่มา”
“ที่บ้านล็อกประตูไว้ ไม่เจอใครเลยครับ”
เหล่าหลี่ก็ประหลาดใจไปด้วย “นี่ก็ไม่ใช่ปีใหม่หรือเทศกาลอะไร ไม่น่าจะไปเยี่ยมญาติกัน สองผัวเมียหายไปไหนกันนะ”
หลี่เจ๋อเหยียบเท้าลงไปในนา รอยเท้าไม่ลึกมากนัก แล้วพูดว่า “วันนี้แดดดี ตากแดดมาทั้งวัน พื้นดินก็กึ่งแห้งแล้ว พรุ่งนี้คงจะเก็บเกี่ยวข้าวโพดได้แล้วมั้งครับ”
“เก็บก็เก็บได้ แต่ผลผลิตลดลงแน่นอน” เหล่าหลี่แกะเปลือกข้าวโพดออก มองดูฝักข้าวโพดอ่อนที่ยังไม่โตเต็มที่ แล้วถอนหายใจ “เจ้าไม่กลัวคนในหมู่บ้านจะนินทาเอาเหรอ ว่าเจ้าเป็นลูกผลาญสมบัติ”
หลี่เจ๋อมีชีวิตเป็นชาติที่สองแล้ว เขาผ่านวัยที่จะต้องมาแคร์สายตาคนอื่นไปนานแล้ว เขาชี้ไปยังที่ดินผืนหนึ่งเบื้องหน้า “ผมเตรียมจะสร้างโรงเรือนตรงนี้ สร้างตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก หันหน้าไปทางทิศใต้ ด้านทิศใต้ไม่มีอะไรบดบัง จะได้รับแสงแดดเต็มที่ ส่วนสามด้านคือทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศเหนือ จะมีกำแพงหนาไว้เก็บความร้อน”
เหล่าหลี่ถามว่า “กำแพงสูงเท่าไหร่ หนาเท่าไหร่”
“กำแพงสูงสองเมตร ส่วนบนของทางลาดหนา 1.5 เมตร ส่วนฐานหนา 2.5 เมตร”
“ขุดลึกเท่าไหร่”
“หนึ่งเมตรสามสิบเซนติเมตรครับ”
เหล่าหลี่ทวนความจำ “คราวก่อนไม่ได้บอกว่าลึกหนึ่งเมตรหรอกรึ”
“ลึกหนึ่งเมตรครับ แต่ต้องขุดหน้าดินชั้นบนออกมาก่อนสามสิบเซนติเมตรเพื่อนำกลับมาถมใหม่ ใช้สำหรับปลูกผัก ส่วนดินชั้นล่างจะนำไปใช้สร้างกำแพงหนาครับ”
“ก็มีเหตุผลดี ดินชั้นบนมันมีค่าเหมือนทอง” เหล่าหลี่ถอนหายใจ “งานนี้ปริมาณงานไม่น้อยเลยนะ”
“รอเก็บเกี่ยวข้าวโพดเสร็จ ผมจะจ้างคนงานยี่สิบคนครับ”
เหล่าหลี่ถลึงตามองลูกชาย “เจ้าลูกผลาญสมบัติจริงๆ นี่ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน”
หลี่เจ๋อคำนวณไว้หมดแล้ว โรงเรือนกว้าง 7.5 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร ลึก 1.3 เมตร ต้องขุดดินออก 585 ลูกบาศก์เมตร ยังต้องก่อกำแพงดินอัดสามด้านสูงสองเมตรอีก แค่ปริมาณงานเท่านี้ก็ต้องใช้เวลาประมาณสิบวันแล้ว
หลังจากนั้น การก่อสร้างโรงเรือนก็ไม่ต้องการคนเยอะขนาดนั้น นอกจากญาติสนิทมิตรสหายที่จะมาช่วยงานแล้ว จ้างคนเพิ่มอีกสักห้าคนก็เกือบจะพอดี
ถึงตอนนั้น ญาติมิตรที่มาช่วยงานก็คงเกรงใจไม่กล้ารับเงิน แต่ก็ต้องชดเชยให้ในเรื่องอาหารการกิน แค่ค่าแรงกับค่าอาหารก็อย่างน้อยเจ็ดแปดร้อยหยวนแล้ว บวกกับค่าฟิล์มพลาสติกที่ซื้อไปก่อนหน้านี้ เงินกู้หกพันหยวนก็ใช้ไปเกินครึ่งแล้ว
“ใช่ครับ ค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลย พ่อครับ พ่อมีประสบการณ์เยอะ ช่วยผมคิดหน่อยสิครับ ว่าจะประหยัดเงินตรงไหนได้อีกบ้าง”
เหล่าหลี่ใช้มือขวากุมหน้าอก “เจ้าเด็กเหลือขอ ทำข้าเจ็บใจจนเจ็บหน้าอกไปหมดแล้ว”
หลี่เจ๋อท้วง “อยู่ทางซ้ายครับ”
“อะไรนะ” เหล่าหลี่ไม่ได้ยิน
“ผมบอกว่าหัวใจอยู่ทางซ้ายครับ”
“ไปไกลๆ เลย” เมื่อเห็นลูกชายยังมีอารมณ์มาพูดเล่น เหล่าหลี่ก็ยิ่งโมโหจนควันออกหู ช่างใจใหญ่นัก ไม่เห็นเงินอยู่ในสายตาเลยจริงๆ
“พ่อครับ พรุ่งนี้ต้องเก็บเกี่ยวแล้ว พ่อกลับบ้านไปเตรียมตัวก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะไปบ้านพี่ชายอีกรอบ ดูว่าเขากลับมาหรือยัง”
“พรุ่งนี้พี่สะใภ้เจ้าว่าง ก็ให้เขาไปทำกับข้าวที่บ้านเรา ส่วนแม่ของเจ้าน่ะคงจะพึ่งพาไม่ได้แล้ว” เหล่าหลี่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง จัดการกับเจ้าคนเล็กเสร็จ กลับไปก็ยังต้องไปปั้นหน้ายิ้มให้ภรรยาอีก
เฮ้อ เป็นผู้ชาย ทำไมมันช่างยากเย็นเช่นนี้