เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 177: บรรพบุรุษตระกูลเจียงสิ้นลม

บทที่ 177: บรรพบุรุษตระกูลเจียงสิ้นลม

บทที่ 177: บรรพบุรุษตระกูลเจียงสิ้นลม


บทที่ 177: บรรพบุรุษตระกูลเจียงสิ้นลม

“เจ้าก็ไม่ต้องเข้มงวดกับตัวเองจนเกินไปนัก เพราะเส้นทางแห่งการฝึกยุทธนั้น ให้ความสำคัญกับการทำไปตามธรรมชาติ” เจียงเหลียนซานถอนหายใจออกมาเบาๆ

อันที่จริงแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เขาไม่เคยบอกใคร และเก็บงำมันไว้ในก้นบึ้งของหัวใจมาโดยตลอด

นั่นก็คือ เมื่อครึ่งเดือนก่อน บรรพบุรุษของตระกูลเจียงที่พยายามยื้อชีวิตด้วยทรัพยากรนานัปการมาโดยตลอดนั้น...ได้สิ้นลมไปแล้ว

นับตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ฐานะของลูเย่ผู้เป็นเขยแต่งเข้า ว่าเป็นเพียงศิษย์รับใช้แห่งนิกายเมฆาสีชาดได้ถูกเปิดโปงออกไป เจียงเหลียนซานก็ตระหนักได้ในทันทีว่าภายในตระกูลของตนมีหนอนบ่อนไส้อยู่…และที่สำคัญ หนอนบ่อนไส้ผู้นี้ยังมีตำแหน่งที่ไม่ธรรมดาเสียด้วย

ตลอดสองปีที่ผ่านมา เจียงเหลียนซานได้พยายามทดสอบหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งในที่สุดเขาก็สืบจนรู้ว่าหนอนบ่อนไส้ผู้นั้นคือใคร

แต่ทว่า เพื่อไม่ให้เป็นการตีหญ้าให้งูตื่น เจียงเหลียนซานจึงไม่ได้จัดการเขาในทันที…ในทางกลับกัน เขาได้ส่งผู้อาวุโสตระกูลขอบเขตปราณก่อกำเนิดผู้นั้น ไปดูแลจัดการในสถานที่ที่ไม่สลักสำคัญอะไรแทน

เเต่อย่างไรก็ตาม เจียงหลิงเยว่กลับตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า หลังจากที่ขึ้นเขาไป จะต้องพยายามให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ

ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อตระกูลเท่านั้น แต่ยังเพื่อตัวของนางเองอีกด้วย

...

ในไม่ช้า เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงยามบ่าย

เจียงชิงเกอทอดสายตามองไปยังลูเย่ที่ไม่ได้กลับมาตลอดทั้งคืน พลางรู้สึกว่าตนเองเริ่มจะคุ้นชินกับมันเสียแล้ว

เป็นบ่อยครั้งที่เขามักจะหายหน้าหายตาไปทีละหลายๆวัน

ในขณะเดียวกัน เจียงหลิงเยว่ก็เดินออกจากตระกูลเจียงด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง แต่นางไม่ได้มุ่งหน้าไปยังชานเมืองในทันที กลับกันนางได้แวะซื้อของบางอย่างบนถนนเสียก่อน

ภายในแหวนมิตินั้นมียาเม็ดที่เจียงเหลียนซานเตรียมไว้ให้ อีกทั้งยังมีสมุนไพรวิญญาณและหญ้าวิญญาณระดับหนึ่งและสองอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนเจียงหลิงเยว่นั้นตั้งใจว่าจะซื้อของกินของใช้เพิ่มอีกเล็กน้อย เมื่อถึงเวลาจะได้นำไปแบ่งปันให้กับเหล่าสหายในนิกายที่ได้ทำความรู้จักกัน

หลังจากนั้นราวครึ่งชั่วโมง เจียงหลิงเยว่จึงค่อยๆเดินทางมุ่งหน้าไปยังชานเมือง

บริเวณชานเมืองแห่งนี้ค่อนข้างจะมีผู้คนอาศัยอยู่เบาบางกว่า ดังนั้นในเวลาไม่นาน เจียงหลิงเยว่ก็เดินทางมาถึงสถานที่ซึ่งระบุไว้ในกระดาษที่นางยื่นให้ลูเย่เมื่อคืนนี้

ถัดออกไปไม่ไกลนัก คือลานบ้านขนาดใหญ่ที่ดูรกร้างและแผ่กลิ่นอายแห่งความเสื่อมโทรมออกมา

“เอ๊ะ คนล่ะ?”

เจียงหลิงเยว่กวาดสายตามองไปรอบๆแต่ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของลูเย่

“เขาคงไม่ได้กลัวว่าท่านพี่จะจับได้ เลยไม่มาหรอกใช่ไหม?”

พอความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว เจียงหลิงเยว่ก็กำหมัดน้อยๆของนางด้วยความขุ่นเคืองใจ

“ลูเย่คนเหม็น...เหตุใดท่านถึงได้ขี้ขลาดเช่นนี้? แม้แต่ข้ายังไม่กลัวเลย แล้วท่านจะไปกลัวอะไรกัน มันน่าโมโหนัก”

ในขณะที่นางพึมพำกับตัวเองเสียงเบา อีกใจหนึ่งก็ยังไม่ยอมตัดใจ พลางชะเง้อมองไปยังทางแยกทั้งสองด้าน

ถึงอย่างนั้น เวลาผ่านไปหลายนาที บริเวณนอกบ้านร้างชานเมืองแห่งนี้ ก็ยังคงไร้วี่แววของร่างเงาใหม่ปรากฏขึ้นมา

“ไม่มาก็ไม่ต้องมา! ไว้ข้าไปนิกายอู๋เซี่ยงเมื่อไหร่ ท่านก็จะไม่ได้เห็นหน้าข้าไปอีกครึ่งปีค่อนปีเลยคอยดู!” เจียงหลิงเยว่กัดริมฝีปากเบาๆก่อนจะหมุนตัวกลับด้วยความรู้สึกเจ็บใจอยู่เล็กน้อย พลางตั้งใจว่าจะเดินทางจากไป

“เจ้าช่างกล้านักนะ”

ในทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากด้านข้าง…และในชั่วพริบตา เจียงหลิงเยว่ที่เพิ่งจะหันหลังเตรียมจากไป ก็พลันหยุดชะงักราวกับต้องมนตร์สะกดร่าง

วินาทีต่อมา นางก็พลันเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว และก็ได้พบว่าบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่…หากไม่ใช่ลูเย่ แล้วจะเป็นใครไปได้อีกเล่า?

“ท่าน...ท่านมาแล้วหรือ?!” เจียงหลิงเยว่เบิกตากว้าง กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความขุ่นเคือง

“มาแล้วก็ไม่ส่งเสียงสักนิด ข้าก็นึกว่าท่านไม่กล้ามาเสียอีก โมโหจนเกือบจะลืมทางกลับบ้านอยู่แล้วนะ…รีบมาให้ข้ากอดเดี๋ยวนี้!”

ลูเย่: “???”

เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าพอจะต้องไปฝึกตนที่นิกายอู๋เซี่ยงแล้ว ดูเหมือนว่าความกล้าของเจียงหลิงเยว่ผู้นี้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะหากเป็นเมื่อก่อน คำพูดเช่นนี้คงไม่มีทางหลุดออกมาจากปากของนางได้เป็นแน่

ครู่ต่อมา ลูเย่ก็ทะยานร่างลงมาจากกิ่งไม้

“อื้อ...”

เนิ่นนาน...หลังจากนั้น

เจียงหลิงเยว่รู้สึกอ่อนแรงอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นนางก็ยังคงหยิบตั๋วเงินและเงินตำลึงที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาจากแหวนมิติ แล้วยัดมันใส่มือของลูเย่ทั้งหมด

“หืม นี่มันอะไรกัน ค่าตอบแทนสำหรับข้ารึ?” เมื่อเห็นเช่นนั้น ลูเย่ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“ไม่ใช่เสียหน่อย! สำหรับข้าแล้ว ท่านน่ะประเมินค่ามิได้ เงินเพียงเท่านี้จะซื้อตัวท่านได้อย่างไรกัน?”

“นี่คือเงินที่ข้าเก็บสะสมไว้ ท่านต้องใช้มันเพื่อซื้อทรัพยากรในการฝึกยุทธอยู่แล้ว”

“เจ้าเองก็ต้องใช้เหมือนกัน เก็บไว้กับตัวเถอะ” ลูเย่กล่าว

“ข้ากำลังจะเข้านิกายแล้วนะ แน่นอนว่าหลังจากนี้ข้าก็ต้องพยายามช่วงชิงทรัพยากรในนิกายมาให้ได้อยู่แล้ว”

“ท่านอย่าได้ดูถูกข้าเชียว ไม่ช้าก็เร็วข้าจะต้องเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตเหนือสวรรค์ให้ได้!” เจียงหลิงเยว่กำหมัดแน่น พลางกล่าวอย่างมั่นใจ

ลูเย่ยังคงคิดจะปฏิเสธ แต่ทว่าเจียงหลิงเยว่กลับโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเขา

“ท่านก็รับไว้เถอะน่า! ถ้าท่านไม่รับ...วันนี้ข้าจะไม่ยอมปล่อยท่านไปไหนเด็ดขาด!”

เมื่อเห็นเจียงหลิงเยว่ที่สภาพใกล้จะไม่ไหวเต็มที แต่ยังกล้าปากแข็งพูดจาเช่นนี้ออกมา ลูเย่ก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ

“ก็ได้ ข้ารับไว้ก็ได้”

ในทันใดนั้น เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบจานอาคมขนาดเล็กสองชิ้นออกมาจากแหวนมิติเช่นกัน

“นี่คือจานอาคมเคลื่อนย้ายระดับหนึ่งที่ข้าสลักขึ้นมาเอง ระยะเคลื่อนย้ายน่าจะอยู่ราวๆหนึ่งร้อยถึงห้าร้อยเมตร ในบางครั้งมันอาจจะแสดงผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ออกมาได้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงหลิงเยว่ก็พลันตกตะลึงไปในทันที...ลูเย่รู้วิชาอาคมด้วยหรือ?!

แม้ว่าปรมาจารย์อาคมระดับหนึ่งจะเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธขอบเขตรวบรวมปราณเท่านั้น…แต่ทว่าวิชาอาคมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายและมิติ นับเป็นวิชาที่ยากที่สุดในบรรดาวิชาอาคมระดับเดียวกันมาโดยตลอด!

ดังนั้นปรมาจารย์อาคมที่สามารถสลักจานอาคมเคลื่อนย้ายระดับหนึ่งได้ จึงถือเป็นยอดฝีมือที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาปรมาจารย์อาคมระดับหนึ่งด้วยกัน!

“ท่านช่างเก่งกาจยิ่ง…ข้ารู้สึกราวกับตนเองได้พบสมบัติล้ำค่าเลย”

“จริงสิ ยังมีนี่อีก นี่คือยันต์ดาบเหนือสวรรค์ ข้างในมีพลังดาบเหนือสวรรค์อยู่สามสาย” ลูเย่หยิบยันต์ดาบเหนือสวรรค์ที่เคยได้รับมาก่อนหน้านี้ออกมา

ในตอนนี้เขาบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธขั้นที่ห้าแล้ว ดังนั้นเพียงแค่การโจมตีส่งๆก็สามารถปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งกว่านี้ได้มากมายนัก

เเละสำหรับเจียงหลิงเยว่ที่กำลังจะเดินทางไปยังนิกายอู๋เซี่ยงแล้ว สิ่งนี้ก็นับว่าเป็นเครื่องรางป้องกันตัวชั้นดีชิ้นหนึ่ง

“ข้าไม่เอา ของสิ่งนี้ก็มีประโยชน์กับท่านเหมือนกัน ท่านเก็บไว้เถอะ” เจียงหลิงเยว่ส่ายหน้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“ข้ายังมีวิธีอื่นอีก หากเจ้าไม่รับไว้ หลังจากนี้ข้าคงจะไม่ไปหาเจ้าที่นิกายอู๋เซี่ยงแล้วนะ” ลูเย่กล่าวพลางยิ้ม

“เอ๊ะ? ไม่ได้นะ! ท่านต้องมาสิ ข้าจะคิดถึงท่านมากนะ!” พอได้ยินเช่นนั้น เจียงหลิงเยว่ก็พลันร้อนรนขึ้นมาในทันที

นางเชื่อจริงๆว่าถ้าลูเย่บอกว่าจะไม่มา เขาก็จะไม่มา เพราะคนใจร้ายผู้นี้ นอกจากนางแล้วก็ยังมีท่านพี่อยู่อีกคน

และนอกจากท่านพี่ชิงเกอแล้ว...ดูเหมือนว่าพี่หลิงเซียงเองก็มีใจให้เขาอยู่เหมือนกัน!

“ถ้าเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านนะ ที่เป็นห่วงข้าถึงเพียงนี้”

ลูเย่จับแขนของนางไว้ข้างหนึ่ง แล้วกระซิบเสียงเบา

“อยู่นิ่งๆ”

วินาทีต่อมา พลังปราณของปรมาจารย์สายหนึ่งก็ถูกส่งผ่านเข้าไป เพื่อช่วยฟื้นฟูพละกำลังให้กับเจียงหลิงเยว่

เมื่อเวลาย่างเข้าสู่ยามเย็น เจียงหลิงเยว่ก็เดินกลับมาด้วยท่าทางที่ดูไม่ค่อยสะดวกนัก…นางรู้ดีว่าสภาพของตนในตอนนี้อาจจะทำให้คนอื่นสังเกตเห็นความผิดปกติได้ง่าย ดังนั้นทันทีที่กลับมาถึง นางจึงรีบมุดหายเข้าไปในเรือนเล็กของตนทันที

….

อีกด้านหนึ่ง ณ ดินแดนต้องห้ามคลื่นทมิฬ

ที่นี่คือสถานที่ซึ่งโอกาสและภยันตรายอยู่คู่กัน

บริเวณรอบนอกของดินแดนต้องห้าม นานๆครั้งจะสามารถเห็นกลุ่มนักผจญภัยกลุ่มเล็กๆกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เพื่อค้นหาสมุนไพรและหญ้าวิญญาณระดับต่ำ

ในทันใดนั้น ปราณอันทรงพลังสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่บริเวณรอบนอกของดินแดนต้องห้าม ทำให้กลุ่มนักผจญภัยที่อยู่รอบๆถึงกับตกตะลึง

“นี่มัน...ปราณที่น่าสะพรึงกลัวอะไรเช่นนี้! ความรู้สึกนี้ มันเหมือนกับสัตว์อสูรที่น่ากลัวในส่วนลึกของดินแดนต้องห้ามเลย!”

“ยอดฝีมือท่านใดกันที่มาเยือนดินแดนต้องห้ามคลื่นทมิฬแห่งนี้?”

ณ บริเวณรอบนอกของดินแดนต้องห้าม เซียนเมฆาสีชาดที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่แล้วกวาดสายตาไปทั่วบริเวณกว้างด้วยแววตาที่เย็นเยียบ

วินาทีต่อมา ร่างของนางก็พุ่งทะยานไปเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะหายลับไป มุ่งตรงไปยังส่วนลึกของดินแดนต้องห้าม...

….

ในไม่ช้า หนึ่งคืนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

รุ่งเช้าของวันที่สาม น้ำค้างยามอรุณค่อนข้างหนัก ทำให้อากาศเย็นลงเล็กน้อย แต่ทว่าภายในตระกูลเจียงในขณะนี้กลับดูคึกคักเป็นพิเศษ

รถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่ที่ลานว่างหน้าจวนตั้งแต่เช้าตรู่

“ท่านพี่ พอแล้วเจ้าค่ะ พอแล้ว ข้าจะไปฝึกตนนะ ไม่ได้จะไปสุขสบายเสียหน่อย”

เมื่อเห็นเจียงชิงเกอขนข้าวของห่อเล็กห่อใหญ่ยัดเข้าไปในรถม้าของตน เจียงหลิงเยว่จึงรีบเอ่ยห้าม

“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ หลังจากนี้หากขาดเหลืออะไร ก็ค่อยบอกพวกเราแล้วกันนะ” เจียงชิงเกอลูบศีรษะของเจียงหลิงเยว่อย่างเอ็นดู

“นี่คือป้ายหยกสื่อสาร หากเจ้ารู้สึกเหนื่อย ก็บอกพี่สาวได้ทุกเมื่อ ถ้าพี่ว่างก็จะไปหาเจ้า”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 177: บรรพบุรุษตระกูลเจียงสิ้นลม

คัดลอกลิงก์แล้ว