เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 176: กระดาษแผ่นเล็กที่ยื่นให้ลูเย่

บทที่ 176: กระดาษแผ่นเล็กที่ยื่นให้ลูเย่

บทที่ 176: กระดาษแผ่นเล็กที่ยื่นให้ลูเย่


บทที่ 176: กระดาษแผ่นเล็กที่ยื่นให้ลูเย่

เมื่อเห็นเจียงหลิงเยว่ที่จู่ๆก็หลั่งน้ำตาออกมา เจียงชิงเกอก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง นางจึงรีบเดินเข้าไปหาน้องสาวของตน พลางใช้มือเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยรอยยิ้มว่า

“เหตุใดเจ้าถึงร้องไห้เล่า โตป่านนี้แล้ว ไม่อายบ้างหรือไร”

“ท่านพี่ ข้าขอโทษ” เจียงหลิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองพี่สาวที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ก่อนจะโผเข้าซบที่ไหล่ของนางและกล่าวออกมาเสียงสะอื้น

“พอข้าคิดว่าหลังจากนี้อาจจะต้องอยู่บนเขานานเป็นปีสองปี และจะไม่ได้เจอพวกท่าน...ข้าก็อดกลั้นเอาไว้ไม่ไหวจริงๆ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงชิงเกอก็อดที่จะรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว น้องสาวของนางก็ไม่เคยจากบ้านไปไหนนานๆมาก่อนเลย

ครั้นตอนนี้ที่ต้องจากตระกูลเจียงไปอย่างกะทันหัน เพื่อมุ่งหน้าไปฝึกตนที่นิกายอู๋เซี่ยง ดูเหมือนว่านางคงจะยังยอมรับความเศร้าโศกที่ต้องจากบ้านไปในทันทีไม่ได้

“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร หากคิดถึงบ้านก็ค่อยลงจากเขามาเยี่ยมพวกเรา หรือไม่ก็ให้พวกเราขึ้นเขาไปเยี่ยมเจ้าก็ได้”

“ท่านจะมาหาข้าบนเขาจริงๆหรือ?” เจียงหลิงเยว่ที่ยังคงซบอยู่บนไหล่ของพี่สาว เอ่ยถามพลางใช้ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองไปยังลูเย่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ลูเย่: “...”

แม้ว่าในตอนแรกจะดูเหมือนเจียงหลิงเยว่กำลังพูดคุยกับพี่สาวของนางอยู่ แต่ทว่าลูเย่กลับรู้ดีว่าประโยคคำถามเมื่อครู่นี้ ส่วนใหญ่แล้วคงเป็นนางที่อาศัยจังหวะนี้เพื่อถามเขาเสียมากกว่า

ถึงอย่างนั้น เจียงหลิงเยว่เองก็รู้ดีว่าในเมื่อพี่สาวยังอยู่ตรงหน้า คนใจร้ายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็คงไม่มีทางให้คำตอบอะไรออกมาได้...

ในทางกลับกัน เจียงชิงเกอกลับเป็นฝ่ายพยักหน้าแล้วกล่าวว่า

“แน่นอนอยู่แล้ว นิกายอู๋เซี่ยงกับเมืองเมฆาใบไม้ของเราก็ห่างกันแค่แปดพันลี้เท่านั้นเอง อีกทั้งรอให้เจ้าฝึกตนจนสำเร็จแล้ว ระยะทางเพียงเท่านี้จะนับเป็นอะไรได้”

เจียงชิงเกอไม่ได้บอกเรื่องที่ตนเองสามารถฝึกยุทธได้ออกไป เพราะในตอนนี้ เรื่องนี้ขอแค่มีเพียงนางและลูเย่ที่รู้ก็พอแล้ว…ไว้รอจนกว่านางจะบรรลุขอบเขตที่สูงขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นค่อยบอกให้คนอื่นรู้ก็ยังไม่สายน่า

ครู่ต่อมา เจียงหลิงเยว่ก็จากไป พร้อมกันนั้น วันที่จะต้องเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปยังนิกายอู๋เซี่ยงก็ได้ถูกกำหนดไว้ในอีกสองวันข้างหน้า

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า หากกำหนดเป็นวันพรุ่งนี้เลยก็คงจะดูน่าสงสัยเกินไป ฝั่งนี้ลูเย่เพิ่งจะกลับมา แล้วอีกฝั่งก็ต้องรีบเดินทางไปในวันรุ่งขึ้นทันที...

เจียงชิงเกอทอดสายตามองส่งน้องสาวจนลับตาไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“เฮ้อ น้องหญิงไม่เคยจากบ้านไปไหนมาก่อนเลย ไม่รู้ว่าเมื่อไปถึงนิกายอู๋เซี่ยงแล้ว นางจะปรับตัวได้หรือไม่”

“น่าจะปรับตัวได้นะ เพราะการไปที่นิกายอู๋เซี่ยงจะทำให้นางแข็งแกร่งขึ้นได้เร็วกว่า อีกอย่างสำหรับผู้ฝึกยุทธแล้ว ไม่มีอะไรที่ปรับตัวไม่ได้หรอก” ลูเย่กล่าว

“จริงสิ ว่าแต่...เจ้ากับน้องหญิงสนิทกันดีขนาดนั้นเลยหรือ?”

“ข้าเห็นว่าพอเจ้ากลับมา น้องหญิงก็ร้องไห้ทันทีที่เห็นหน้าเจ้าเลย” จู่ๆเจียงชิงเกอก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เจ้าก็อยู่ตรงนั้นด้วยมิใช่หรือ บางทีอาจจะเป็นเพราะอารมณ์ของนางมาถึงจุดนั้นพอดีก็ได้” ลูเย่ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้นางก็มาหาข้าเพื่อพูดคุยอยู่บ่อยๆกระทั่งข้ายังเคยแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชากับนางด้วยซ้ำไป”

เมื่อได้ฟังดังนั้น เจียงชิงเกอก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที เพราะแต่เดิมที่ลูเย่ต้องไปอาศัยอยู่ที่เรือนชั้นนอก ก็เป็นเพราะนางที่ใช้อารมณ์ชั่ววูบเป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมด

แต่ทว่าตอนนี้ พอเห็นว่าหลิงเยว่กับลูเย่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในใจของนางกลับเกิดความกังขาขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ช่างไม่สมควรเอาเสียเลย หากไม่ใช่เพราะอารมณ์ชั่ววูบของนางในตอนนั้น น้องสาวก็คงไม่ต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาความสัมพันธ์นี้ด้วยการไปหาลูเย่อยู่บ่อยๆ

อาจจะกล่าวได้ว่า คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของลูเย่ ได้ปัดเป่าความคลางแคลงใจเพียงน้อยนิดในใจของเจียงชิงเกอไปจนหมดสิ้น

ยามค่ำคืน

ตระกูลเจียงที่เคยเงียบเหงากลับมาคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สมาชิกทั้งจากสายหลักและสายรองต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้า เพื่อจัดงานเลี้ยงของตระกูลขึ้น

สำหรับงานเลี้ยงในครั้งนี้ ผู้คนที่ข่าวสารว่องไวต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า ส่วนใหญ่แล้วน่าจะจัดขึ้นเพื่อคุณหนูรองแห่งตระกูลเจียงอย่างเจียงหลิงเยว่ ที่กำลังจะได้เข้าเป็นศิษย์ของนิกายอู๋เซี่ยง

ด้วยเหตุนี้ ภายในงานเลี้ยงจึงเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับเจียงหลิงเยว่

ในขณะที่เจียงหลิงเยว่ต้องเค้นรอยยิ้มออกมาเพื่อรับคำอวยพรจากทุกคน ในใจของนางกลับรู้สึกเหม่อลอยอยู่บ้าง สายตาของนางลอบมองไปยังลูเย่ที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะประธานอยู่เป็นระยะ…นับตั้งแต่ที่ชายผู้นี้กลับมา นางก็ยังหาโอกาสที่จะพูดคุยกับเขาตามลำพังไม่ได้เลย

เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม งานเลี้ยงจึงได้เลิกรา

“ท่านพี่ คืนนี้ท่านงดงามยิ่งนัก เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าท่านเปลี่ยนไปนะ?” ระหว่างทางเดินกลับไปยังเรือนเล็ก เจียงหลิงเยว่ก็ขยับเข้าไปกระซิบข้างๆ

ขณะที่พูด มือข้างหนึ่งของนางก็ซ่อนไว้ด้านหลัง แล้วแอบยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆใส่มือของลูเย่อย่างเงียบเชียบ

ลูเย่รู้สึกจนใจอยู่บ้าง...คนผู้นี้ช่างกล้านัก

เขาทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้พร้อมกับรับมันมา แล้วจึงเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติอย่างแนบเนียน

เจียงชิงเกอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา “ปากของเจ้าหวานขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

“อืม...ไม่ใช่ปากหวานหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นเพราะท่านพี่งดงามมากจริงๆ” เจียงหลิงเยว่กล่าว พวงแก้มของนางแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย

“เอ่อ...คืนนี้ข้าดื่มเหล้าหวานไปนิดหน่อย ตอนนี้เลยรู้สึกง่วงๆแล้ว ท่านพี่ ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ”

“ไปเถอะ อีกสองวันเจ้าก็ต้องไปนิกายอู๋เซี่ยงแล้ว สองวันนี้ก็พักผ่อนให้ดีๆเถิด” เจียงชิงเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ”

หลังจากมองส่งหลิงเยว่จนนางเดินเข้าไปในเรือนเล็กของตนแล้ว เจียงชิงเกอก็เอ่ยขึ้นว่า

“ถ้าเช่นนั้น...พวกเราก็กลับไปพักผ่อนกันเถอะ?”

ลูเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ข้าตั้งใจว่าจะออกไปฝึกยุทธนอกเมืองสักคืนหนึ่ง”

นับตั้งแต่ที่เจียงชิงเกอได้ล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วลูเย่คือปรมาจารย์ยุทธ นางก็ได้ตั้งใจไปพลิกอ่านตำราที่อธิบายเกี่ยวกับปรมาจารย์ยุทธโดยเฉพาะ

ในตำราได้อธิบายไว้ว่า ทุกครั้งที่ผู้ฝึกยุทธในขอบเขตปรมาจารย์ทำการบำเพ็ญเพียร จะสามารถชักนำพลังปราณฟ้าดินให้เกิดความผันผวนได้ในรัศมีอย่างน้อยหลายร้อยเมตร…และหากเป็นปรมาจารย์ยุทธขั้นปลาย ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถชักนำพลังปราณในรัศมีไกลถึงพันเมตรได้อีกด้วย ซึ่งการเคลื่อนไหวของพลังปราณนั้นถือว่ายิ่งใหญ่มาก

ดังนั้นแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายใดๆขึ้นภายในตระกูลเจียง การที่เขาต้องการจะออกไปนอกเมืองจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

เมื่อได้ฟังดังนั้น เจียงชิงเกอก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า

“เช่นนั้นก็ได้ เจ้าไปเถอะ”

...

บนถนนสายหนึ่งในเมืองเมฆาใบไม้ ลูเย่หยิบกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกยื่นให้ก่อนหน้านี้ออกมา แล้วเหลือบมองดูเล็กน้อย

“คนใจร้าย! ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน! พรุ่งนี้ตอนบ่าย ที่นอกจวนตระกูลเจี่ยชานเมือง ข้าจะรอท่านนะ...”

จวนตระกูลเจี่ยชานเมือง...

ลูเย่ครุ่นคิดในใจอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าที่แห่งนั้นจะเป็นบ้านเก่าที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่งบริเวณชานเมือง ซึ่งเคยเป็นของตระกูลเจี่ยแห่งเมืองเมฆาใบไม้มาก่อน

แต่ทว่าต่อมาเนื่องจากเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น ตระกูลเจี่ยจึงได้ตกต่ำลง บรรดาคนรับใช้ทั้งหมดจึงถูกส่งตัวกลับไป ท้ายที่สุดจึงเหลือทิ้งไว้เพียงบ้านเก่าที่ไม่มีใครดูแลหลังนี้

เขาใช้พลังปราณเปลี่ยนเป็นเปลวไฟเผากระดาษแผ่นนั้นจนมอดไหม้ จากนั้นลูเย่จึงกวาดสายตามองไปรอบๆและเมื่อไม่พบความผิดปกติใดๆแล้ว เขาก็ทะยานร่างมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง

หลังจากที่กลับมาจากดินแดนแห่งความโกลาหล เขาก็ได้ทรัพยากรมาเพิ่มอีกไม่น้อยเลย…ด้วยเหตุนี้ ลูเย่จึงตั้งใจว่าจะรีบหลอมรวมทรัพยากรเหล่านี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพละกำลังของตนโดยเร็วที่สุด

เขาเดินทางมาถึงถ้ำอันเปลี่ยวร้างและคุ้นเคยอีกครั้ง หลังจากวางค่ายกลกางม่านพลังป้องกันแล้ว ลูเย่ก็หยิบผลึกปราณออกมาสามชิ้น แล้วจึงหลับตาลงเริ่มทำการดูดซับพลัง

….

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ อีกฟากหนึ่งของเมืองเมฆาใบไม้ ก็มีร่างเงาสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากเมืองเช่นกัน

ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ยูหลัวเหลือบมองไปยังสถานที่ซึ่งนางเคยพบลูเย่กำลังฝึกตนอยู่ก่อนหน้านี้

“ไปฝึกตนที่นั่นอีกแล้วสินะ ขยันถึงเพียงนี้...คิดจะทะลวงสู่ขอบเขตมหาปรมาจารย์หรืออย่างไรกัน?”

“แต่ว่า...ดูเหมือนข้าเองก็ใกล้แล้วเหมือนกันนะ”

ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ยูหลัวทอดสายตามองผนึกอันน่าสะพรึงกลัวที่ปรากฏขึ้นรางๆในมือของนาง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย

“ผนึกแค่นี้กักขังยูหลัวผู้นี้ไว้ไม่ได้หรอก จะต้องมีสักวันที่ข้าจะบดขยี้เจ้าให้สิ้นซากให้จงได้”

ยูหลัวละสายตากลับมา ก่อนจะเลือกทิศทางหนึ่งแล้วหายวับไปในชั่วพริบตา

คืนนี้แสงจันทร์สว่างไสวงดงาม ซึ่งสำหรับนางแล้วมันก็นับเป็นค่ำคืนที่เหมาะแก่การฝึกตนเช่นกัน

...

วันรุ่งขึ้น เจียงเหลียนซานได้ยื่นแหวนมิติวงหนึ่งให้กับเจียงหลิงเยว่

“ในนี้ พ่อได้เตรียมของบางอย่างไว้ให้เจ้า หลังจากขึ้นเขาไปแล้ว ก็จำไว้ว่าจะต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องด้วย หากคิดถึงบ้านขึ้นมา ก็กลับมาเยี่ยมพวกเราได้”

เจียงหลิงเยว่รับแหวนมิติมาพร้อมกับพยักหน้าอย่างหนักแน่น

“ขอบคุณท่านพ่อ”

ในฐานะที่เกิดมาในตระกูลเหนือ​สวรรค์​ สำหรับเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนแล้ว เจียงหลิงเยว่จึงมิใช่คนแปลกหน้าสำหรับเรื่องพวกนี้เลย

(จบตอน)

บทที่ 176: กระดาษแผ่นเล็กที่ยื่นให้ลูเย่

เมื่อเห็นเจียงหลิงเยว่ที่จู่ๆก็หลั่งน้ำตาออกมา เจียงชิงเกอก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง นางจึงรีบเดินเข้าไปหาน้องสาวของตน พลางใช้มือเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยรอยยิ้มว่า

“เหตุใดเจ้าถึงร้องไห้เล่า โตป่านนี้แล้ว ไม่อายบ้างหรือไร”

“ท่านพี่ ข้าขอโทษ” เจียงหลิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองพี่สาวที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ก่อนจะโผเข้าซบที่ไหล่ของนางและกล่าวออกมาเสียงสะอื้น

“พอข้าคิดว่าหลังจากนี้อาจจะต้องอยู่บนเขานานเป็นปีสองปี และจะไม่ได้เจอพวกท่าน...ข้าก็อดกลั้นเอาไว้ไม่ไหวจริงๆ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงชิงเกอก็อดที่จะรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว น้องสาวของนางก็ไม่เคยจากบ้านไปไหนนานๆมาก่อนเลย

ครั้นตอนนี้ที่ต้องจากตระกูลเจียงไปอย่างกะทันหัน เพื่อมุ่งหน้าไปฝึกตนที่นิกายอู๋เซี่ยง ดูเหมือนว่านางคงจะยังยอมรับความเศร้าโศกที่ต้องจากบ้านไปในทันทีไม่ได้

“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร หากคิดถึงบ้านก็ค่อยลงจากเขามาเยี่ยมพวกเรา หรือไม่ก็ให้พวกเราขึ้นเขาไปเยี่ยมเจ้าก็ได้”

“ท่านจะมาหาข้าบนเขาจริงๆหรือ?” เจียงหลิงเยว่ที่ยังคงซบอยู่บนไหล่ของพี่สาว เอ่ยถามพลางใช้ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองไปยังลูเย่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ลูเย่: “...”

แม้ว่าในตอนแรกจะดูเหมือนเจียงหลิงเยว่กำลังพูดคุยกับพี่สาวของนางอยู่ แต่ทว่าลูเย่กลับรู้ดีว่าประโยคคำถามเมื่อครู่นี้ ส่วนใหญ่แล้วคงเป็นนางที่อาศัยจังหวะนี้เพื่อถามเขาเสียมากกว่า

ถึงอย่างนั้น เจียงหลิงเยว่เองก็รู้ดีว่าในเมื่อพี่สาวยังอยู่ตรงหน้า คนใจร้ายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็คงไม่มีทางให้คำตอบอะไรออกมาได้...

ในทางกลับกัน เจียงชิงเกอกลับเป็นฝ่ายพยักหน้าแล้วกล่าวว่า

“แน่นอนอยู่แล้ว นิกายอู๋เซี่ยงกับเมืองเมฆาใบไม้ของเราก็ห่างกันแค่แปดพันลี้เท่านั้นเอง อีกทั้งรอให้เจ้าฝึกตนจนสำเร็จแล้ว ระยะทางเพียงเท่านี้จะนับเป็นอะไรได้”

เจียงชิงเกอไม่ได้บอกเรื่องที่ตนเองสามารถฝึกยุทธได้ออกไป เพราะในตอนนี้ เรื่องนี้ขอแค่มีเพียงนางและลูเย่ที่รู้ก็พอแล้ว…ไว้รอจนกว่านางจะบรรลุขอบเขตที่สูงขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นค่อยบอกให้คนอื่นรู้ก็ยังไม่สายน่า

ครู่ต่อมา เจียงหลิงเยว่ก็จากไป พร้อมกันนั้น วันที่จะต้องเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปยังนิกายอู๋เซี่ยงก็ได้ถูกกำหนดไว้ในอีกสองวันข้างหน้า

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า หากกำหนดเป็นวันพรุ่งนี้เลยก็คงจะดูน่าสงสัยเกินไป ฝั่งนี้ลูเย่เพิ่งจะกลับมา แล้วอีกฝั่งก็ต้องรีบเดินทางไปในวันรุ่งขึ้นทันที...

เจียงชิงเกอทอดสายตามองส่งน้องสาวจนลับตาไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“เฮ้อ น้องหญิงไม่เคยจากบ้านไปไหนมาก่อนเลย ไม่รู้ว่าเมื่อไปถึงนิกายอู๋เซี่ยงแล้ว นางจะปรับตัวได้หรือไม่”

“น่าจะปรับตัวได้นะ เพราะการไปที่นิกายอู๋เซี่ยงจะทำให้นางแข็งแกร่งขึ้นได้เร็วกว่า อีกอย่างสำหรับผู้ฝึกยุทธแล้ว ไม่มีอะไรที่ปรับตัวไม่ได้หรอก” ลูเย่กล่าว

“จริงสิ ว่าแต่...เจ้ากับน้องหญิงสนิทกันดีขนาดนั้นเลยหรือ?”

“ข้าเห็นว่าพอเจ้ากลับมา น้องหญิงก็ร้องไห้ทันทีที่เห็นหน้าเจ้าเลย” จู่ๆเจียงชิงเกอก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เจ้าก็อยู่ตรงนั้นด้วยมิใช่หรือ บางทีอาจจะเป็นเพราะอารมณ์ของนางมาถึงจุดนั้นพอดีก็ได้” ลูเย่ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้นางก็มาหาข้าเพื่อพูดคุยอยู่บ่อยๆกระทั่งข้ายังเคยแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชากับนางด้วยซ้ำไป”

เมื่อได้ฟังดังนั้น เจียงชิงเกอก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที เพราะแต่เดิมที่ลูเย่ต้องไปอาศัยอยู่ที่เรือนชั้นนอก ก็เป็นเพราะนางที่ใช้อารมณ์ชั่ววูบเป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมด

แต่ทว่าตอนนี้ พอเห็นว่าหลิงเยว่กับลูเย่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในใจของนางกลับเกิดความกังขาขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ช่างไม่สมควรเอาเสียเลย หากไม่ใช่เพราะอารมณ์ชั่ววูบของนางในตอนนั้น น้องสาวก็คงไม่ต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาความสัมพันธ์นี้ด้วยการไปหาลูเย่อยู่บ่อยๆ

อาจจะกล่าวได้ว่า คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของลูเย่ ได้ปัดเป่าความคลางแคลงใจเพียงน้อยนิดในใจของเจียงชิงเกอไปจนหมดสิ้น

ยามค่ำคืน

ตระกูลเจียงที่เคยเงียบเหงากลับมาคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สมาชิกทั้งจากสายหลักและสายรองต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้า เพื่อจัดงานเลี้ยงของตระกูลขึ้น

สำหรับงานเลี้ยงในครั้งนี้ ผู้คนที่ข่าวสารว่องไวต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า ส่วนใหญ่แล้วน่าจะจัดขึ้นเพื่อคุณหนูรองแห่งตระกูลเจียงอย่างเจียงหลิงเยว่ ที่กำลังจะได้เข้าเป็นศิษย์ของนิกายอู๋เซี่ยง

ด้วยเหตุนี้ ภายในงานเลี้ยงจึงเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับเจียงหลิงเยว่

ในขณะที่เจียงหลิงเยว่ต้องเค้นรอยยิ้มออกมาเพื่อรับคำอวยพรจากทุกคน ในใจของนางกลับรู้สึกเหม่อลอยอยู่บ้าง สายตาของนางลอบมองไปยังลูเย่ที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะประธานอยู่เป็นระยะ…นับตั้งแต่ที่ชายผู้นี้กลับมา นางก็ยังหาโอกาสที่จะพูดคุยกับเขาตามลำพังไม่ได้เลย

เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม งานเลี้ยงจึงได้เลิกรา

“ท่านพี่ คืนนี้ท่านงดงามยิ่งนัก เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าท่านเปลี่ยนไปนะ?” ระหว่างทางเดินกลับไปยังเรือนเล็ก เจียงหลิงเยว่ก็ขยับเข้าไปกระซิบข้างๆ

ขณะที่พูด มือข้างหนึ่งของนางก็ซ่อนไว้ด้านหลัง แล้วแอบยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆใส่มือของลูเย่อย่างเงียบเชียบ

ลูเย่รู้สึกจนใจอยู่บ้าง...คนผู้นี้ช่างกล้านัก

เขาทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้พร้อมกับรับมันมา แล้วจึงเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติอย่างแนบเนียน

เจียงชิงเกอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา “ปากของเจ้าหวานขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

“อืม...ไม่ใช่ปากหวานหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นเพราะท่านพี่งดงามมากจริงๆ” เจียงหลิงเยว่กล่าว พวงแก้มของนางแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย

“เอ่อ...คืนนี้ข้าดื่มเหล้าหวานไปนิดหน่อย ตอนนี้เลยรู้สึกง่วงๆแล้ว ท่านพี่ ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ”

“ไปเถอะ อีกสองวันเจ้าก็ต้องไปนิกายอู๋เซี่ยงแล้ว สองวันนี้ก็พักผ่อนให้ดีๆเถิด” เจียงชิงเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ”

หลังจากมองส่งหลิงเยว่จนนางเดินเข้าไปในเรือนเล็กของตนแล้ว เจียงชิงเกอก็เอ่ยขึ้นว่า

“ถ้าเช่นนั้น...พวกเราก็กลับไปพักผ่อนกันเถอะ?”

ลูเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ข้าตั้งใจว่าจะออกไปฝึกยุทธนอกเมืองสักคืนหนึ่ง”

นับตั้งแต่ที่เจียงชิงเกอได้ล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วลูเย่คือปรมาจารย์ยุทธ นางก็ได้ตั้งใจไปพลิกอ่านตำราที่อธิบายเกี่ยวกับปรมาจารย์ยุทธโดยเฉพาะ

ในตำราได้อธิบายไว้ว่า ทุกครั้งที่ผู้ฝึกยุทธในขอบเขตปรมาจารย์ทำการบำเพ็ญเพียร จะสามารถชักนำพลังปราณฟ้าดินให้เกิดความผันผวนได้ในรัศมีอย่างน้อยหลายร้อยเมตร…และหากเป็นปรมาจารย์ยุทธขั้นปลาย ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถชักนำพลังปราณในรัศมีไกลถึงพันเมตรได้อีกด้วย ซึ่งการเคลื่อนไหวของพลังปราณนั้นถือว่ายิ่งใหญ่มาก

ดังนั้นแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายใดๆขึ้นภายในตระกูลเจียง การที่เขาต้องการจะออกไปนอกเมืองจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

เมื่อได้ฟังดังนั้น เจียงชิงเกอก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า

“เช่นนั้นก็ได้ เจ้าไปเถอะ”

...

บนถนนสายหนึ่งในเมืองเมฆาใบไม้ ลูเย่หยิบกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกยื่นให้ก่อนหน้านี้ออกมา แล้วเหลือบมองดูเล็กน้อย

“คนใจร้าย! ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน! พรุ่งนี้ตอนบ่าย ที่นอกจวนตระกูลเจี่ยชานเมือง ข้าจะรอท่านนะ...”

จวนตระกูลเจี่ยชานเมือง...

ลูเย่ครุ่นคิดในใจอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าที่แห่งนั้นจะเป็นบ้านเก่าที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่งบริเวณชานเมือง ซึ่งเคยเป็นของตระกูลเจี่ยแห่งเมืองเมฆาใบไม้มาก่อน

แต่ทว่าต่อมาเนื่องจากเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น ตระกูลเจี่ยจึงได้ตกต่ำลง บรรดาคนรับใช้ทั้งหมดจึงถูกส่งตัวกลับไป ท้ายที่สุดจึงเหลือทิ้งไว้เพียงบ้านเก่าที่ไม่มีใครดูแลหลังนี้

เขาใช้พลังปราณเปลี่ยนเป็นเปลวไฟเผากระดาษแผ่นนั้นจนมอดไหม้ จากนั้นลูเย่จึงกวาดสายตามองไปรอบๆและเมื่อไม่พบความผิดปกติใดๆแล้ว เขาก็ทะยานร่างมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง

หลังจากที่กลับมาจากดินแดนแห่งความโกลาหล เขาก็ได้ทรัพยากรมาเพิ่มอีกไม่น้อยเลย…ด้วยเหตุนี้ ลูเย่จึงตั้งใจว่าจะรีบหลอมรวมทรัพยากรเหล่านี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพละกำลังของตนโดยเร็วที่สุด

เขาเดินทางมาถึงถ้ำอันเปลี่ยวร้างและคุ้นเคยอีกครั้ง หลังจากวางค่ายกลกางม่านพลังป้องกันแล้ว ลูเย่ก็หยิบผลึกปราณออกมาสามชิ้น แล้วจึงหลับตาลงเริ่มทำการดูดซับพลัง

….

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ อีกฟากหนึ่งของเมืองเมฆาใบไม้ ก็มีร่างเงาสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากเมืองเช่นกัน

ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ยูหลัวเหลือบมองไปยังสถานที่ซึ่งนางเคยพบลูเย่กำลังฝึกตนอยู่ก่อนหน้านี้

“ไปฝึกตนที่นั่นอีกแล้วสินะ ขยันถึงเพียงนี้...คิดจะทะลวงสู่ขอบเขตมหาปรมาจารย์หรืออย่างไรกัน?”

“แต่ว่า...ดูเหมือนข้าเองก็ใกล้แล้วเหมือนกันนะ”

ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ยูหลัวทอดสายตามองผนึกอันน่าสะพรึงกลัวที่ปรากฏขึ้นรางๆในมือของนาง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย

“ผนึกแค่นี้กักขังยูหลัวผู้นี้ไว้ไม่ได้หรอก จะต้องมีสักวันที่ข้าจะบดขยี้เจ้าให้สิ้นซากให้จงได้”

ยูหลัวละสายตากลับมา ก่อนจะเลือกทิศทางหนึ่งแล้วหายวับไปในชั่วพริบตา

คืนนี้แสงจันทร์สว่างไสวงดงาม ซึ่งสำหรับนางแล้วมันก็นับเป็นค่ำคืนที่เหมาะแก่การฝึกตนเช่นกัน

...

วันรุ่งขึ้น เจียงเหลียนซานได้ยื่นแหวนมิติวงหนึ่งให้กับเจียงหลิงเยว่

“ในนี้ พ่อได้เตรียมของบางอย่างไว้ให้เจ้า หลังจากขึ้นเขาไปแล้ว ก็จำไว้ว่าจะต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องด้วย หากคิดถึงบ้านขึ้นมา ก็กลับมาเยี่ยมพวกเราได้”

เจียงหลิงเยว่รับแหวนมิติมาพร้อมกับพยักหน้าอย่างหนักแน่น

“ขอบคุณท่านพ่อ”

ในฐานะที่เกิดมาในตระกูลเหนือ​สวรรค์​ สำหรับเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนแล้ว เจียงหลิงเยว่จึงมิใช่คนแปลกหน้าสำหรับเรื่องพวกนี้เลย

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 176: กระดาษแผ่นเล็กที่ยื่นให้ลูเย่

คัดลอกลิงก์แล้ว