- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 178 : บำเพ็ญเพียรเร็วเกินไปหรือเปล่า?
บทที่ 178 : บำเพ็ญเพียรเร็วเกินไปหรือเปล่า?
บทที่ 178 : บำเพ็ญเพียรเร็วเกินไปหรือเปล่า?
บทที่ 178 : บำเพ็ญเพียรเร็วเกินไปหรือเปล่า?
ขณะที่พูด เจียงชิงเกอก็หยิบป้ายหยกสื่อสารคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาออกมา พร้อมกับยื่นให้เจียงหลิงเยว่ชิ้นหนึ่ง
เจียงหลิงเยว่รับมาด้วยความสงสัย…ครู่ต่อมา หลังจากที่เพิ่มช่องทางการสื่อสารกับเจียงชิงเกอเรียบร้อยแล้ว ดวงตาของเจียงหลิงเยว่ก็กลอกไปมาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปกล่าวกับลูเย่ที่อยู่ด้านข้าง
“ท่านพี่เขย พวกเราก็มาเพิ่มกันไว้หน่อยเป็นไร?”
“ไม่” ลูเย่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เจ้าก็เพิ่มกับนางไว้เถอะ นางรู้จักคนอยู่ไม่กี่คนเอง” ในทางกลับกัน กลับเป็นเจียงชิงเกอที่ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมอยู่ข้างๆ
“นั่นสิ นั่นสิ ท่านพี่เขยช่างไร้เยื่อใยเสียจริง แต่ก่อนท่านไม่ใช่คนแบบนี้นี่นา”
“เร็วเข้า เอาป้ายหยกสื่อสารของท่านออกมา”
ลูเย่รู้สึกจนใจอยู่บ้าง ก่อนจะหยิบป้ายหยกของตนเองออกมา แล้วโยนให้กับเจียงหลิงเยว่
“ท่านพี่เขยคนเหม็น! หลังจากนี้ข้าจะมารบกวนท่านบ่อยๆเลยคอยดู!”
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง รถม้าก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากหน้าประตูตระกูลเจียงไปอย่างช้าๆ
เจียงชิงเกอทอดสายตามองรถม้าที่เคลื่อนห่างออกไปจนลับตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“เฮ้อ หลิงเยว่ไปนิกายอู๋เซี่ยงแล้ว เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามันว่างเปล่าไปหมดเลยนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลูเย่ก็ได้แต่ส่ายหน้า อันที่จริงสถานการณ์เช่นนี้เขาก็พอจะเข้าใจได้อยู่
เพราะน้องสาวที่อยู่เคียงข้างในบ้านมาเกือบยี่สิบปีจู่ๆก็ต้องเดินทางจากไป โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่ บางทีอาจจะไม่ได้กลับมาพบกันเลยแม้แต่ครั้งเดียวในรอบครึ่งปี
ดังนั้นการที่เจียงชิงเกอต้องอยู่ที่บ้านต่อไป จึงไม่ต่างอะไรกับการเป็นคนที่ถูก “ทิ้งให้อยู่เฝ้าบ้าน”
“ตอนนี้เจ้าก็สามารถฝึกยุทธได้แล้ว ไว้รอจนบรรลุขอบเขตปราณก่อกำเนิดเมื่อไหร่ การจะเดินทางไปนิกายอู๋เซี่ยงก็ใช้เวลาเพียงแค่วันสองวันเท่านั้น และถ้าเป็นขอบเขตเหนือสวรรค์ก็จะยิ่งเร็วกว่านั้นอีก” ลูเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“มันจะไปง่ายขนาดนั้นได้อย่างไรกัน ข้ารู้สึกว่าพรสวรรค์ของข้าก็ธรรมดาทั่วไป”
“จะสามารถบรรลุขอบเขตเหนือสวรรค์ได้หรือไม่นั้น...ข้ารู้สึกว่าความหวังมันช่างริบหรี่เหลือเกิน” เจียงชิงเกอกล่าวด้วยความกลัดกลุ้ม
ลูเย่ได้แต่ยิ้มออกมา แต่ไม่ได้กล่าวอะไรตอบกลับไป
หากว่าในอนาคตนางยังไม่สามารถบรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ได้ เช่นนั้นแล้วทั่วทั้งดินแดนตอนเหนือกระทั่งทั่วทั้งแคว้นซวนโจว ก็คงจะไม่มีผู้ใดสามารถแตะต้องขอบเขตนี้ได้อีกแล้ว
ตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา เจียงชิงเกอก็จมดิ่งอยู่กับการฝึกตนอย่างจริงจัง
ในวันที่สามของการปรากฏพลังปราณภายใน...
“ลูเย่ ข้าบรรลุขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สองแล้ว!”
วันที่เก้า...
“ลูเย่...ดูเหมือนว่าข้าจะบรรลุขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สามแล้ว? ความเร็วในการฝึกตนของข้า...มันไม่ดูผิดปกติไปหน่อยหรือ?”
ภายในห้อง ณ เวลานี้เจียงชิงเกอไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกยินดี กลับกันนางยังรู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง
เพราะในเวลาไม่ถึงสิบวัน นางกลับทะลวงผ่านถึงสองขอบเขตย่อย จนมาถึงระดับรวบรวมปราณขั้นที่สาม
ความเร็วระดับนี้ ช่างไม่สอดคล้องกับที่นางเคยประเมินว่าตนเองมี “พรสวรรค์ธรรมดาทั่วไป” เอาเสียเลย
เจียงชิงเกอไม่ได้กลัวว่าความก้าวหน้าในการฝึกตนจะเชื่องช้า แต่กลับกลัวว่าตนเองกำลังดึงเอาศักยภาพในอนาคตมาใช้ล่วงหน้าหรืออย่างไร จนเป็นเหตุให้เกิดสถานการณ์ที่ผิดปกติเช่นนี้ขึ้นมา
“ไม่ต้องกังวล เจ้าปกติดี…ฝึกตนต่อไปเถอะ” ลูเย่กล่าว
อันที่จริงแล้ว นางเป็นเพียงแค่การค่อยๆคลายผนึกออกทีละน้อย หรือจะให้พูดให้ถูกก็คือ เจียงชิงเกอกำลังค่อยๆ“ทวงคืน” ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของนางในอดีตกลับคืนมา
อย่าว่าแต่ความเร็วในการทวงคืนพลังและเลื่อนระดับในตอนนี้เลย ต่อให้มันจะเร็วกว่านี้อีกสักหน่อย ก็ยังคงอยู่ในความคาดหมายของลูเย่อยู่ดี
เมื่อได้ยินลูเย่กล่าวเช่นนั้น เจียงชิงเกอจึงค่อยรู้สึกวางใจลงได้บ้าง ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาฝึกตนต่อไปอย่างจริงจัง
ส่วนลูเย่นั้นได้เดินทางออกจากจวนตระกูลเจียง โดยตั้งใจว่าจะไปหาเถียนชิงสักหน่อย เพราะยังเหลือเวลาอีกเดือนกว่าๆก่อนจะถึงงานชุมนุมแดนบูรพา
เขาตั้งใจว่าในช่วงเวลานี้ จะช่วยยกระดับเพลงดาบเทียนกังซึ่งเป็นเพลงดาบประจำตระกูลของเถียนชิงให้สูงขึ้น
นับตั้งแต่ที่เคล็ดวิชาดาบของเขาก้าวหน้าไปอีกขั้น ลูเย่ก็สามารถมองเห็นข้อบกพร่องของเพลงดาบส่วนใหญ่ได้
อีกทั้งยังสามารถใช้ความเข้าใจของตนเองในการปรับปรุงแก้ไข เพื่อทำให้อานุภาพของมันสูงส่งขึ้นไปอีกระดับได้อีกด้วย
เมื่อลูเย่เดินทางมาถึง เถียนชิงกำลังเล่นหยอกล้ออยู่กับเด็กหญิงตัวน้อยวัยไม่กี่ขวบ ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับชายชราที่กำลังมีความสุขกับชีวิตครอบครัว
เมื่อเห็นลูเย่ เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“คุณชายลูเย่ ท่านมาแล้วหรือขอรับ?”
“พอดีว่าว่างๆเลยแวะมาดูเสียหน่อย”
“เพลงดาบเทียนกังของท่าน ฝึกไปถึงไหนแล้ว?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียนชิงก็เข้าใจในทันทีว่าคุณชายลูเย่ตั้งใจมาที่นี่เพื่อชี้แนะเพลงดาบให้เขาโดยเฉพาะ!
ไม่ว่าจะเป็นดาบเดียวที่สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วแดนเหนือบนภูเขาอินหมางในครั้งนั้น หรือดาบอันน่าอัศจรรย์เหนือแม่น้ำอวิ๋นหลานก่อนหน้านี้…ทั้งหมดล้วนเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงเคล็ดวิชาดาบอันน่าสะพรึงกลัวของคุณชายลูเย่ที่อยู่เหนือล้ำไปกว่าทั่วทั้งแดนเหนือ!
และบัดนี้ บุคคลระดับนั้นกลับตั้งใจเดินทางมาเพื่อชี้แนะให้กับตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เถียนชิงรู้สึกราวกับได้รับเกียรติอย่างสูงส่งจนทำตัวไม่ถูก
….
ครู่ต่อมา ทั้งสองคนก็ได้ทะยานร่างออกจากเมืองเมฆาใบไม้ไปแล้ว
เนื่องด้วยพื้นที่ในเมืองนั้นเล็กเกินไป การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็อาจจะดึงดูดความสนใจจากผู้อื่นได้ง่าย ดังนั้นการออกมานอกเมืองจึงสะดวกกว่ามาก
ณ ลานว่างกลางป่าทึบแห่งหนึ่ง
“ท่านลองร่ายรำเพลงดาบเทียนกังที่ท่านเชี่ยวชาญในตอนนี้ให้ข้าดูสักรอบก่อน” ลูเย่กล่าวพลางไพล่มือไว้ด้านหลัง
เถียนชิงจึงเริ่มร่ายรำเพลงดาบทีละกระบวนท่าอย่างจริงจังในทันที ในขณะนั้นเขากลับรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังอยู่ต่อหน้าอาจารย์เมื่อครั้งอดีตไม่มีผิด
และเมื่อเถียนชิงร่ายรำเพลงดาบเทียนกังจนจบ ลูเย่ก็กล่าวขึ้นในทันที
“ตั้งใจดูกระบวนท่าของข้าให้ดี”
ดวงตาสูงวัยของเถียนชิงเบิกกว้างยิ่งกว่าไข่ไก่ ด้วยเกรงว่าจะพลาดรายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยไป
ในตอนที่ประกายดาบของเพลงดาบเทียนกังได้สาดส่องขึ้นกลางป่าทึบอีกครั้ง พืชพรรณไม้นับไม่ถ้วนที่อยู่รอบๆก็พลันขาดสะบั้นลงอย่างพร้อมเพรียงกันจากปราณดาบอันคมกริบ!
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ กลับไม่เคยปรากฏขึ้นเลยในตอนที่เถียนชิงใช้เพลงดาบเทียนกังเมื่อครู่นี้!
“นี่สินะ คือความแตกต่างที่เกิดจากระดับขั้นของเคล็ดวิชาดาบ...” เถียนชิงกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ
เขามองออกว่าคุณชายลูเย่ในตอนนี้ได้กดระดับพลังของตนเองให้อยู่ที่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สาม ซึ่งเทียบเท่ากับเขา…แต่ถึงอย่างนั้น เพลงดาบเทียนกังกลับยังคงเปล่งอานุภาพที่แตกต่างกันออกมาได้
วินาทีต่อมา นัยน์ตาของเถียนชิงก็พลันหดเล็กลง...คุณชายลูเย่ เปลี่ยนกระบวนท่างั้นรึ!
นี่คือความเข้าใจใหม่ของเพลงดาบเทียนกังอย่างนั้นหรือ?!
“คุณชายลูเย่ ท่าน...ท่านปรับปรุงเพลงดาบเทียนกังขึ้นมาใหม่หรือขอรับ?!”
หลังจากที่ลูเย่ร่ายรำเพลงดาบจนจบครบหนึ่งรอบ ริมฝีปากของเถียนชิงก็สั่นระริกอยู่บ้าง
“คาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าในชีวิตนี้ ข้าเถียนชิงจะได้มีโอกาสเห็นเพลงดาบเทียนกังที่ก้าวไปอีกระดับขั้น!”
เถียนชิงรู้สึกได้ว่าเพลงดาบเทียนกังที่ผ่านการปรับปรุงโดยลูเย่แล้ว บางทีอาจจะสามารถยกระดับขึ้นไปได้อีกหนึ่งขั้นเลยทีเดียว!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของเถียนชิงก็พลันรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง หากเมื่อก่อนประมุขตระกูลเถียนในฐานะสายหลัก ไม่จำกัดสายตาของตนเองอยู่แค่การแก่งแย่งชิงอำนาจภายในตระกูล ในตอนนี้ตระกูลเถียนก็คงจะเจริญรุ่งเรืองไปแล้ว
น่าเสียดายที่ตระกูลเถียนในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าจะเข้าไปพัวพันกับพวกคนวิถีมารที่ไม่เป็นคนไม่เป็นผีเสียแล้ว
และนี่คงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดเถียนสยงถึงได้ทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ได้อย่างกะทันหัน
เถียนชิงส่ายศีรษะ ไม่คิดเรื่องนี้ให้มากความอีกต่อไป ในเมื่อเขาได้ประกาศต่อสาธารณชนแล้วว่าจะขอถอนตัวออกจากตระกูลเถียน ดังนั้นไม่ว่าผู้กุมบังเหียนจะนำพาตระกูลไปในทิศทางใด ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถหยุดยั้งได้อีก
เขาเพียงแค่หวังว่าพวกนั้นจะไม่มาระรานตนเอง หรือมาระรานคุณชายลูเย่เข้า!
...
หลังจากสอนเพลงดาบเทียนกังให้เถียนชิงเสร็จแล้ว ลูเย่ก็ให้เถียนชิงเดินทางกลับไปก่อน จากนั้นเขาก็ทอดสายตามองไปยังป่าไม้ที่ดูเหมือนจะว่างเปล่าไร้ผู้คน นอกจากตัวเขาเอง แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่ต้องซ่อนแล้ว เหตุใดเจ้าถึงตามข้ามาอีกแล้ว”
สิ้นเสียงนั้น ร่างเงาสายหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากที่แห่งหนึ่ง พร้อมกับกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“สัมผัสของเจ้ามันยอดเยี่ยมเกินไปแล้วนะ ข้าอุตส่าห์เก็บซ่อนกลิ่นอายของตัวเองอย่างระมัดระวังแล้วแท้ๆ”
ผู้ที่ปรากฏตัวออกมา แท้จริงแล้วก็คือประมุขแห่งนิกายยูหลัวผู้โด่งดัง ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธขั้นที่เก้าแห่งดินแดนตอนเหนือนั่นเอง
ในทันใดนั้น แววตาของลูเย่ก็ไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ในเมื่อเจ้าว่างจนไม่มีอะไรจะทำแล้ว เช่นนั้นไม่สู้ไปทำเรื่องหนึ่งกับข้าหน่อยเป็นไร”
“ทำอะไรหรือ?”
(จบตอน)