- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 173: บุรุษผู้ทำให้ประมุขยูหลัวยอมเปลี่ยนคำพูดได้?!
บทที่ 173: บุรุษผู้ทำให้ประมุขยูหลัวยอมเปลี่ยนคำพูดได้?!
บทที่ 173: บุรุษผู้ทำให้ประมุขยูหลัวยอมเปลี่ยนคำพูดได้?!
บทที่ 173: บุรุษผู้ทำให้ประมุขยูหลัวยอมเปลี่ยนคำพูดได้?!
ปัง!
พลุสัญญาณอันงดงามดอกหนึ่งถูกยิงออกจากมือของยูหลัว ก่อนจะระเบิดออกกลางฟากฟ้า
“ไม่เห็นนิกายอินทรีเหล็กของข้าอยู่ในสายตา อีกทั้งยังล่วงเกินนิกายอินทรีเหล็กของข้า คิดว่าแค่ยิงพลุสัญญาณดอกเดียวแล้วจะหนีไปได้ง่ายๆรึ?” ชายหน้าเขียวแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
อย่าว่าแต่พลุสัญญาณแค่ดอกเดียวเลย ต่อให้เป็นสิบดอก ก็ไม่มีประโยชน์!
ทว่าในขณะนั้นเอง เจ้าลิงผอมที่ยืนอยู่ข้างๆชายหน้าเขียว กลับเอาแต่จ้องมองพลุสัญญาณที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่วางตา ในตอนแรกเขาก็แค่รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง…แต่แล้วในวินาทีต่อมา ในแววตาของเขาก็ฉายแววประหลาดใจระคนหวาดหวั่นออกมา
เพราะพลุสัญญาณที่ระเบิดออกนั้น เป็นรูปหัวกะโหลกสีนิลกาฬ ซึ่งเจ้าลิงผอมรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด...มันคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของนิกายยูหลัว?!
“ลูกพี่ นั่น...นั่นมันดูเหมือนจะ...”
ในยามนี้ เจ้าลิงผอมรู้สึกได้ว่าแม้แต่เสียงพูดของตนก็ยังสั่นเทา
มีเพียงคนเก่าคนแก่ในดินแดนโกลาหลเช่นพวกเขาเท่านั้นที่จะรู้ดีว่า แม้สองขุมอำนาจที่เหลือจะถูกเรียกขานเทียบเคียงกับนิกายยูหลัวก็จริง...
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองนิกายเทียบกันไม่ติดเลยแม้แต่น้อย!
ปรมาจารย์ยุทธ์ของอีกสองขุมอำนาจนั้น ก็เป็นแค่ปรมาจารย์ขั้นต้นเท่านั้น ทว่าประมุขแห่งนิกายยูหลัวในตำนานเล่าขานนั้น กลับเป็นถึงปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นปลาย!
“จะเป็นอะไรก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น เรื่องในวันนี้มันเป็นเพราะเขาไม่ไว้หน้านิกายอินทรีเหล็กของข้าเอง” ชายหน้าเขียวโบกมือปัดๆ
ทว่าในวินาทีต่อมา เขาก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า จับจ้องไปยังพลุสัญญาณที่ระเบิดออกนั้น...
พลัน! นัยน์ตาของชายหน้าเขียวก็หดเล็กลงอย่างรุนแรง ขณะที่บนใบหน้าปรากฏร่องรอยแห่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมา
รูปหัวกะโหลกสีนิลกาฬนั่น ในฐานะคนของนิกายอินทรีเหล็ก เขาจะไม่รู้จักได้อย่างไร?
นั่นมันคือภูผาใหญ่ที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือหัวของนิกายอินทรีเหล็กมาโดยตลอด!!
คนนอกหน้าแปลกสองคนนี้ กลับมีความเกี่ยวข้องกับนิกายยูหลัวอย่างนั้นรึ?!
ในวินาทีต่อมา และโดยไม่รอให้ชายหน้าเขียวได้ทันทำอะไร พลันก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากเมืองไร้ระเบียบด้วยความเร็วสูงอีกครั้ง
ทันทีที่มาถึง ชายผู้นำคนนั้นก็โบกมือคราหนึ่ง เหล่าลูกน้องของเขาก็รีบพุ่งออกไปราวกับฝูงหมาป่าที่หิวกระหาย ก่อนจะเข้าโอบล้อมคนของนิกายอินทรีเหล็กกลับคืนในทันที
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ หัวใจของชายหน้าเขียวก็กระตุกวูบ เพราะคนที่มาจากนิกายยูหลัวผู้นี้ มีตำแหน่งสูงกว่าเขามากนัก…อีกฝ่ายเป็นถึงผู้อาวุโสขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้กุมอำนาจที่แท้จริง!
หัวใจของชายหน้าเขียวสั่นระรัว ในใจรู้สึกได้ว่าครั้งนี้ดูเหมือนตนจะเตะโดนแผ่นเหล็กที่แข็งเอาเรื่องเข้าให้แล้ว เขาจึงรีบปั้นหน้ายิ้มออกมาทันที
“ท่านผู้อาวุโสไป๋ เหตุใดท่านถึงมาที่นี่ด้วยขอรับ?”
ทว่าชายชราที่ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสไป๋กลับไม่แม้แต่จะชายตามองชายหน้าเขียวเลยแม้แต่น้อย
สายตาชราภาพของเขากวาดมองผู้คน ณ ที่แห่งนั้น ก่อนที่ในวินาทีต่อมา เขาจะโค้งคำนับลงอย่างนอบน้อมในทันที
“ไป๋ฉางเหอ...ขอคารวะท่านประมุขขอรับ”
ขอคารวะท่านประมุข...ทันทีที่คำพูดนี้ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ พลันโดยรอบก็เงียบสงัดลงในบัดดล! เงียบเสียจนแทบจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มหล่น!
ประมุขแห่งนิกายยูหลัวผู้ลึกลับอย่างหาที่เปรียบมิได้...อยู่ที่นี่งั้นรึ?!
และเมื่อผู้คนต่างพากันมองตามไปยังทิศทางที่ผู้อาวุโสไป๋ฉางเหอแห่งนิกายยูหลัวกำลังโค้งคำนับอยู่นั้น พลันความตกตะลึงอย่างสุดขีดก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนนับไม่ถ้วน
เบื้องหน้าของเขาคือร่างในชุดดำที่เผยให้เห็นสรีระของสตรีอย่างชัดเจน
นี่จะเป็นประมุขแห่งนิกายยูหลัวผู้ลึกลับมาแต่ไหนแต่ไรได้อย่างไรกัน?!
แต่ทว่า ไป๋ฉางเหอที่อยู่ตรงหน้านี้ ก็เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นปลายของจริง แถมยังมีตำแหน่งสูงส่งในนิกายยูหลัวอีกด้วย…ผู้ที่สามารถทำให้เขาแสดงความเคารพและโค้งคำนับได้ถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงจะมีเพียงประมุขแห่งนิกายยูหลัวเท่านั้น
ในชั่วขณะนี้ ผู้คนมากมายต่างรู้สึกสับสนอลหม่านไปหมดแล้ว
….
ภายใต้ชุดสีดำ ยูหลัวเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆก่อนจะหันไปมองลู่เย่ที่อยู่ข้างๆแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบา
“ท่านว่าจะจัดการอย่างไรดี?”
และแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาของไป๋ฉางเหอที่ต้องรู้สึกสับสนอลหม่านบ้าง...
ในฐานะหนึ่งในไม่กี่คนที่ทราบโฉมหน้าที่แท้จริงของท่านประมุข ไป๋ฉางเหอรู้ดีว่า แม้ภายนอกท่านประมุขจะดูเย็นชา...แต่ในความเป็นจริงแล้ว นางก็เย็นชาอย่างสุดขั้วเช่นกัน!
ในฐานะยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์แห่งดินแดนโกลาหล มีหรือที่ไป๋ฉางเหอจะดูไม่ออกว่าสถานการณ์ตรงหน้าคืออะไร
มันก็แค่มีคนเพียงน้อยนิดที่เคยเห็นโฉมหน้าของท่านประมุข ก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าท่านประมุขทั้งสองเป็นลูกแกะอ้วนๆตัวน้อยๆก็เท่านั้น!
จากนั้น ฝ่ายตรงข้ามก็เรียกคนมา ส่วนท่านประมุขก็เรียกตนมาเช่นกัน
แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋ฉางเหอรู้สึกฉงนใจก็คือ...ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ท่านประมุขยอมลดตัวลงมาเอ่ยถามความเห็นของผู้อื่นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเช่นนี้?!
“เจ้าจัดการเอาเองเถอะ เพราะนี่คือถิ่นของเจ้า” ลู่เย่กล่าว
…..
ครู่ต่อมา คนทั้งสองก็เดินเข้าเมืองไป
เมืองไร้ระเบียบนั้นไร้ระเบียบสมชื่อจริงๆ
ตลอดเส้นทาง ลู่เย่ได้เห็นเหตุการณ์ลักเล็กขโมยน้อย รวมถึงการทะเลาะวิวาทอยู่หลายครั้ง
ซึ่งคนเหล่านั้น สุดท้ายก็ล้วนออกไปนอกเมืองเพื่อตัดสินปัญหากัน ทว่าด้วยความที่มีผู้อาวุโสไป๋ฉางเหอแห่งนิกายยูหลัวคอยเดินตามอย่างระมัดระวังอยู่ข้างๆ ความวุ่นวายทั้งหมดจึงไม่ส่งผลกระทบมาถึงทางนี้เลยแม้แต่น้อย ถึงขนาดที่ว่าแทบไม่มีใครกล้าชายตามองมาทางนี้ด้วยซ้ำ
ที่ตั้งของนิกายยูหลัวคือหมู่ตึกที่ทอดยาวต่อเนื่องกันอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง โดยที่หน้าประตูใหญ่มีป้ายชื่อนิกายยูหลัวแขวนอยู่ ส่วนยามเฝ้าประตูก็มีพลังถึงขอบเขตลมปราณชั้นก่อตั้งขั้นต้นเลยทีเดียว
“เอาล่ะ ท่านผู้อาวุโสไป๋ ท่านไปทำธุระของท่านก่อนเถอะ ข้าจะพาคุณชายลู่เดินชมรอบๆเอง”
ทันทีที่เข้ามาในเขตที่ตั้งนิกาย ยูหลัวก็โบกมือเป็นเชิงให้ไป๋ฉางเหอแยกย้ายไปได้
เมื่อได้ฟังดังนั้น ในใจของไป๋ฉางเหอก็พลันโล่งอกขึ้นมา ก่อนจะโค้งคำนับแล้วกล่าวว่า
“ขอรับท่านประมุข ถ้าอย่างนั้นฉางเหอก็ไม่รบกวนแล้ว ข้าจะไปจัดการธุระบางอย่างก่อนขอรับ”
เมื่อต้องอยู่ต่อหน้ายูหลัวผู้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งดินแดนโกลาหลอย่างแท้จริง แม้ไป๋ฉางเหอจะเป็นถึงยอดฝีมือขั้นปลาย แต่ก็ยังคงรู้สึกกดดันอย่างมหาศาล
ส่วนชายชุดดำที่อยู่ข้างๆท่านประมุขนั้น ถึงแม้จะดูเรียบง่ายดั่งผืนน้ำ พลังฝีมือก็ดูไม่สูงส่ง แต่ด้วยสัญชาตญาณของไป๋ฉางเหอที่ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน...กลับบอกเขาว่า
ต่อหน้าชายชุดดำที่แม้แต่ท่านประมุขยังต้องเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาผู้นี้ เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะทนไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว!
ไป๋ฉางเหอหมุนตัวกลับทันที ก่อนจะออกจากนิกายยูหลัว แล้วมุ่งหน้าไปยังนิกายอินทรีเหล็กด้วยจิตสังหารอันคุกคาม
สำหรับเรื่องในครั้งนี้ หากนิกายอินทรีเหล็กไม่ให้คำอธิบายที่ดีพอ...หึหึหึ!
…..
“ดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้าก็มีบารมีอยู่ไม่น้อย”
ลู่เย่กวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะหยุดลงที่ร่างของยูหลัว
“นั่นแน่อยู่แล้ว ท่านคิดว่าพลังระดับปรมาจารย์ขั้นที่เก้าของข้ามีไว้กินเจรึอย่างไร?”
“พวกที่ไม่ยอมรับ ต่างก็ถูกข้าซัดจนต้องยอมศิโรราบกันหมดแล้ว” ยูหลัวชูกำปั้นของตนขึ้นพลางกล่าวอย่างดุดัน
“นายท่าน ท่านว่าแต่นิกายอินทรีเหล็กนั่น ให้ข้าไปทำลายมันทิ้งเสียเลยดีไหม!”
ลู่เย่: “...”
เมื่อมองดูยูหลัวที่อ้าปากก็จะทำลายขุมอำนาจชั้นนำแห่งดินแดนโกลาหลทิ้ง ลู่เย่ก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
“ไม่จำเป็นถึงขนาดนั้นหรอก แค่จัดการคนสองคนนั้นก็พอแล้ว”
ทางนี้เพิ่งจะพูดจบไปหมาดๆยังไม่ถึงสิบนาทีดี พลันก็มีสองร่างมุ่งหน้ามายังนิกายยูหลัวด้วยความเร็วสูง
“ท่านผู้อาวุโสไป๋ ท่านประมุขของท่านอยู่ที่ใดรึ?”
นี่คือประมุขนิกายอินทรีเหล็ก ผู้มีใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ
ไป๋ฉางเหอไม่ได้รีบร้อนพาประมุขนิกายอินทรีเหล็กเข้าไปในนิกายยูหลัวในทันที หากแต่ได้ใช้ป้ายหยกสื่อสารสอบถามเสียก่อน
และหลังจากได้รับคำตอบที่แน่ชัดรวมถึงตำแหน่งที่อยู่จากยูหลัวแล้ว เขาจึงได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ตามข้ามาเถอะ”
เพียงครู่ต่อมา ณ ศาลากลางน้ำแห่งหนึ่ง
ทันทีที่มองเห็นร่างในชุดดำสองคนที่นั่งอยู่ในศาลา เหรินเถี่ยอิงก็สามารถระบุตัวตนของคนหนึ่งได้ในทันที เขาประสานมือคำนับ ขณะที่เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาจากหน้าผาก
“เหรินเถี่ยอิง เจ้าช่างกล้าดียิ่งนัก! คนของเจ้า กลับกล้ามาหลอกลวงต้มตุ๋นถึงบนหัวของข้าผู้นี้ เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่?”
พลัน! ขาทั้งสองข้างของประมุขนิกายอินทรีเหล็ก เหรินเถี่ยอิง ก็สั่นระริก เพราะในน้ำเสียงนั้นอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น!
“เถี่ยอิงปกครองคนในนิกายไม่เข้มงวดพอ หวังว่าท่านประมุขยูหลัวโปรดอภัยโทษด้วยขอรับ!”
“สำหรับคนทั้งสองที่บังอาจมาหลอกลวงท่านก่อนหน้านี้ ข้าได้จับพวกมันโยนให้สุนัขกินไปแล้ว...ส่วนผลึกปราณสิบก้อนนี้ ถือเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากเถี่ยอิง หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธนะขอรับ”
คิ้วของยูหลัวกระตุกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่าข้าเป็นขอทานรึ...”
“ประมุขนิกายอินทรีเหล็กเกรงใจเกินไปแล้ว” ทันใดนั้น ลู่เย่ที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างเรียบง่าย
“เอาเถอะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องในครั้งนี้ก็ให้มันแล้วกันไป วางของของเจ้าไว้เถอะ” ยูหลัวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ในขณะนั้นเอง ในใจของเหรินเถี่ยอิงกลับอดรู้สึกตกตะลึงมิได้ พลางหันไปมองชายชุดดำอีกคนที่อยู่ข้างๆประมุขยูหลัว
เดิมทีเขาคิดว่าคนผู้นี้คงเป็นเพียงบุคคลที่ไม่สำคัญอะไรนัก น่าจะเป็นแค่ผู้ติดตามของประมุขยูหลัว…แต่จากท่าทีของประมุขยูหลัวเมื่อครู่นี้ เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้เห็นของที่ตนนำมาขอขมาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่า...หลังจากที่ชายชุดดำผู้นี้เอ่ยขึ้นมาเพียงประโยคเดียว ประมุขยูหลัวที่แต่ไหนแต่ไรมาก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง กลับยอมเปลี่ยนคำพูดตามอย่างง่ายดายเช่นนี้?!
(จบบท)