เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 172: ดินแดนโกลาหล

บทที่ 172: ดินแดนโกลาหล

บทที่ 172: ดินแดนโกลาหล


บทที่ 172: ดินแดนโกลาหล

เจียงหลิงเยว่รู้ดีว่า หลังจากที่นางขึ้นเขาไปแล้ว หากต้องการบ่มเพาะพลังอย่างจริงจัง ย่อมไม่อาจลงจากเขาตามอำเภอใจเพื่อสิ้นเปลืองเวลาได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานเท่าใดกว่าจะได้พบหน้าลู่เย่อีกสักครั้ง

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เมื่อเสร็จสิ้นพิธีคารวะอาจารย์แล้ว เจียงหลิงเยว่จึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

“เอ่อ...ท่านอาจารย์เจ้าคะ ข้าขอไปที่นิกายอู๋เซี่ยงช้าลงสักสองสามวันได้หรือไม่? ข้ายังมีเรื่องต้องจัดการอีกเล็กน้อยเจ้าค่ะ”

เมื่อได้ฟังดังนั้น แม้ผู้อาวุโสโจวจะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรมาก เพียงแค่สะบัดมือโยนป้ายอาญาสิทธิ์ชิ้นหนึ่งออกมาให้ พลางกล่าวว่า

“นี่คือป้ายคำสั่งของอาจารย์ เจ้าจงไปจัดการเรื่องที่จำเป็นให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยมาที่นิกาย เมื่อถึงเวลานั้น เพียงแค่แสดงป้ายคำสั่งของข้า ก็สามารถเข้านิกายได้อย่างสะดวกไร้สิ่งกีดขวาง”

กล่าวจบ เมื่อผู้อาวุโสโจวเห็นว่าตระกูลเจียงเองก็ไม่รู้เรื่องของปรมาจารย์ที่เก็บตัวเช่นกัน หลังจากพูดคุยอีกสองสามประโยค เขาก็ลุกขึ้นกล่าวลาแล้วจากไป

ครั้นเมื่อมองส่งผู้อาวุโสโจวจนลับสายตาแล้ว เจียงเหลียนซานจึงหันมามองบุตรสาวคนเล็กของตนพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“หลิงเยว่ เจ้ายังมีเรื่องอันใดที่ต้องจัดการอีกรึ ต้องการให้พ่อช่วยหรือไม่”

“ไม่เจ้าค่ะ ไม่ต้องเลย เป็นแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” เจียงหลิงเยว่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน

เมื่อเห็นเช่นนั้น เจียงเหลียนซานก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพราะบุตรสาวโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในเมื่อนางบอกว่าสามารถจัดการเองได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งอีก

เจียงหลิงเยว่รีบวิ่งกลับไปยังเรือนเล็กของตน ก่อนจะง่วนอยู่กับการค้นหาของในห้องอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบตั๋วเงินและเงินก้อนหนึ่งออกมา

เมื่อมองดูคร่าวๆคาดว่าน่าจะมีมูลค่าอย่างน้อยหลักแสนตำลึง ซึ่งแม้แต่สำหรับตระกูลเล็กๆแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

“อืม...หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตำลึงกว่าๆน่าจะพอช่วยเจ้าคนนิสัยไม่ดีนั่นได้บ้างนะ?”

เงินจำนวนนี้คือส่วนแบ่งจากกิจการของตระกูลที่นางได้รับทุกปี รวมกับเงินที่เก็บสะสมมาทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งก็คือเงินเก็บส่วนตัวของนางนั่นเอง

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเงินออกมาหนึ่งร้อยตำลึงเพื่อเก็บไว้ใช้สำรองตอนไปนิกายอู๋เซี่ยง ส่วนที่เหลือทั้งหมดนั้น นางตั้งใจจะมอบให้กับลู่เย่

“ลู่เย่ เมื่อไหร่ท่านจะกลับมาเสียทีนะ...”

เจียงหลิงเยว่กอดกองตั๋วเงินและเงินก้อนนั้นไว้แนบอก พลางรำพึงรำพัน ขณะที่บนใบหน้าเล็กๆของนางปรากฏร่องรอยแห่งความคิดถึงขึ้นมา

….

อีกด้านหนึ่ง

หลังจากเวลาผ่านไปราวสองสามชั่วยาม (4-6 ชั่วโมง) แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้เร่งรีบเดินทางเป็นพิเศษ แต่ก็ยังคงมาถึงบริเวณที่ใกล้กับดินแดนโกลาหลจนได้

ตลอดเส้นทาง ผู้คนที่พบเห็นก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้ คนทั้งสองต่างก็อยู่ในชุดสีดำ เนื่องจากผ้าคลุมสีดำของยูหลัวนั้นดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เกินไป นางจึงเปลี่ยนมาสวมชุดสีดำธรรมดาแทน

และทันทีที่ก้าวเข้าสู่ดินแดนโกลาหลอย่างเป็นทางการ ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินผ่านไปมาต่างก็จับจ้องมายัง "แกะอ้วนหน้าใหม่" ทั้งสองที่ดูไม่คุ้นหน้าคุ้นตาอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับเผยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัยออกมา

เพราะลูกแกะขาวบริสุทธิ์เช่นนี้ เมื่อย่างเท้าเข้ามาในดินแดนโกลาหล โดยทั่วไปแล้วก็มักจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพงอยู่ไม่น้อย กว่าจะค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของที่นี่ได้

“พวกท่านทั้งสองเพิ่งจะมาที่นี่เป็นครั้งแรกกระมัง?”

เพียงครู่ต่อมา ชายผู้หนึ่งที่มีรูปร่างผอมแห้งราวกับลิงก็ปราดเข้ามาหยุดอยู่ไม่ไกลจากเบื้องหน้าของคนทั้งสอง พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ในแววตากลับมีประกายเจ้าเล่ห์ฉายวาบออกมา

เมื่อเห็นภาพนี้ บรรดาผู้ที่ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ต่างก็รู้สึกเจ็บใจอยู่บ้างที่ถูกคนอื่นชิงลงมือไปก่อนหนึ่งก้าว

ยูหลัวเหลือบมองลู่เย่อย่างแนบเนียน พลางตั้งใจว่าจะรอดูท่าทีของเขาเสียก่อน

คนประเภทนี้ ยูหลัวรู้ดี โดยมากแล้วมักจะแอบอ้างว่าจะช่วยแนะนำให้คนหน้าใหม่คุ้นเคยกับดินแดนโกลาหล หรือไม่ก็หลอกขายแผนที่ขุมทรัพย์ที่ปลอมเสียยิ่งกว่าปลอม เพื่อฉ้อโกงเงินทอง

ลู่เย่กวาดสายตาอันเย็นชาไปมอง

“ไสหัวไป”

รอยยิ้มบนใบหน้าของชายร่างผอมพลันแข็งค้างในทันใด ฉายาของเขาคือ ‘เจ้าลิงผอม’ ซึ่งในดินแดนโกลาหลแห่งนี้ เขาก็อาศัยอยู่มาได้หลายปีแล้ว

แต่ทว่า นี่เป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่เขาได้เห็น "แกะอ้วนหน้าใหม่" ที่เพิ่งมาจากข้างนอก กล้าไม่ไว้หน้าคนเก่าคนแก่อย่างพวกเขาถึงเพียงนี้

“ดีมาก ข้าก็แค่หวังดีอยากจะบอกกฎเกณฑ์ของที่นี่ให้เจ้ารู้บ้าง แต่เจ้ากลับกล้าบอกให้ข้าไสหัวไปรึ?”

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”

ใบหน้าของเจ้าลิงผอมพลันปรากฏแววอำมหิตขึ้นมา

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็พากันหยุดฝีเท้าลง พร้อมกับมองมาด้วยสีหน้าราวกับกำลังรอชมละครฉากใหญ่

ที่ทุกคนไม่เคลื่อนไหวใดๆหลังจากเห็นเจ้าลิงผอมชิงลงมือเข้าหาแกะอ้วนก่อนใครเพื่อน ก็เป็นเพราะในเมืองไร้ระเบียบแห่งนี้...เจ้าลิงผอมมีคนหนุนหลังอยู่!

ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าลิงผอม คือหัวหน้าหน่วยผู้หนึ่งในหอลงทัณฑ์ของนิกายอินทรีเหล็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในสามขุมอำนาจใหญ่แห่งดินแดนโกลาหล!

และในตอนนี้ที่นิกายโลหิตอสูรได้ล่มสลายไปแล้ว สองขุมอำนาจที่เหลือ นอกเหนือจากนิกายยูหลัวที่ลึกลับมาแต่ไหนแต่ไร ก็ยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนอยู่บ้าง

เพราะถึงอย่างไร พวกเขาก็ได้รับช่วงต่อทรัพย์สินที่นิกายโลหิตอสูรทิ้งไว้มาไม่น้อยเลยทีเดียว…ดังนั้น ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยในหอลงทัณฑ์ของนิกายอินทรีเหล็กคนหนึ่ง จึงนับว่าเป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาในเมืองไร้ระเบียบแห่งนี้ได้เลย

ผู้คนจำนวนมากต่างก็มองมายังชายหญิงชุดดำทั้งสองด้วยความรู้สึกสมน้ำหน้า

“แกะอ้วนหน้าใหม่คู่นี้ซวยแล้วล่ะ เจ้าลิงผอมคนนี้ แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียด้วยสิ”

“น่าเสียดายนะ ในสองคนนั้นดูเหมือนจะมีผู้หญิงอยู่ด้วยคนหนึ่ง งานนี้คาดว่าคงไม่รอดเงื้อมมือของเจ้าลิงผอมเป็นแน่”

รอบด้าน เหล่าผู้คนที่มุงดูต่างก็เริ่มกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กัน และไม่มีใครเลยที่คิดว่าชะตากรรมของลู่เย่และยูหลัวหลังจากนี้จะออกมาดี

เมื่อสัมผัสได้ว่าคนทั้งสองดูเหมือนจะมีฝีมืออยู่บ้าง หากตนลงมือเอง เกรงว่าจะพลาดท่าไม่เข้าเรื่อง เจ้าลิงผอมจึงหยิบป้ายหยกสื่อสารที่ได้มาจากแกะอ้วนรายก่อนๆขึ้นมา แล้วรีบส่งข้อความออกไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้น เขาก็ไม่คิดจะปิดบังอำพรางอะไรอีกต่อไป พลางจ้องมองคนทั้งสองด้วยสายตาที่ไม่ประสงค์ดีอย่างโจ่งแจ้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อจับจ้องไปยังยูหลัวที่สวมชุดสีดำและเผยให้เห็นสรีระของสตรีอย่างชัดเจน ในแววตาของเขาก็ฉายประกายชั่วร้ายออกมาวูบหนึ่ง

เดี๋ยวพอได้เห็นลูกพี่พาสมัครพรรคพวกจากนิกายอินทรีเหล็กมาเมื่อไหร่ ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกเจ้า...จะยังใจเย็นอยู่ได้อีกหรือไม่!

….

และก็เป็นไปตามคาด เพียงครู่ต่อมา จากเมืองไร้ระเบียบที่อยู่ห่างออกไป ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมุ่งตรงมายังที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว

“ใครกล้ามาอาละวาดในดินแดนโกลาหล? นี่ไม่เห็นนิกายอินทรีเหล็กของข้าอยู่ในสายตาเลยรึ?”

ผู้นำกลุ่มคือชายหน้าเขียวผู้หนึ่ง ซึ่งก่อนที่จะเอ่ยปาก เขาก็กวาดสายตามองลู่เย่ทั้งสองไปรอบหนึ่งแล้ว

เมื่อเห็นว่าคนทั้งสองต่างก็สวมชุดดำปิดบังใบหน้า ไม่ยอมเผยโฉมหน้าที่แท้จริงให้ใครเห็น ในแววตาของชายหน้าเขียวก็ฉายแววประหลาดใจระคนสงสัยออกมา

แต่ถึงอย่างนั้น ผู้คนที่เดินทางมายังดินแดนโกลาหล ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นพวกที่เคยก่อเรื่องก่อราว หรือไม่ก็พวกสิ้นไร้หนทางจะไป ดังนั้นผู้คนที่คอยปิดบังซ่อนเร้นตัวเองในตอนแรกจึงมีอยู่ไม่น้อย…เเต่เมื่อชายหน้าเขียวครุ่นคิดถึงตรงนี้ ในใจก็พลอยวางใจลง

….

หากเป็นไปตามนิสัยเดิมๆของยูหลัว

คนไม่กี่คนนี้ที่กล้ามาทำเสียงอู้อี้อ้อแอ้ต่อหน้านาง ป่านนี้คงถูกนางตบฝ่ามือเดียวตายเรียบไปนานแล้ว…หลังจากนั้น ยังต้องให้ประมุขนิกายอินทรีเหล็กคลานมาขอขมาอย่างว่าง่ายอีกด้วย

ทว่า ในยามนี้ยูหลัวกลับนิ่งเงียบไม่ปริปาก พลางหันไปมองลู่เย่ โดยยึดถือการตัดสินใจของเขาเป็นหลัก

นิกายอินทรีเหล็ก?

ลู่เย่พยักหน้า ในใจพลันกระจ่างขึ้นมาบ้าง

ที่แท้ก็มีความเกี่ยวข้องกับนิกายอินทรีเหล็กนี่เอง มิน่าเล่าถึงได้กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้

แต่ด้วยความที่เพิ่งทะลวงระดับพลังมาหมาดๆอารมณ์ของลู่เย่จึงยังนับว่าดีอยู่ อีกทั้งยังขี้เกียจจะไปต่อความยาวสาวความยืดกับคนพวกนี้ เขาจึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

“ช่างเถอะ ข้าไม่อยากจะเสียเวลา…พวกเจ้าไปได้แล้ว”

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนที่มุงดูอยู่จำนวนไม่น้อยก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาทันที

“ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า? เจ้าหน้าใหม่คนนี้...กล้าหาญชาญชัยขนาดนี้เลยรึ?”

“นี่เขารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอยู่กับคนของหอลงทัณฑ์นิกายอินทรีเหล็ก?”

กระทั่งชายหน้าเขียวที่เพิ่งออกมาจากเมืองก็ยังรู้สึกไปกันใจอยู่บ้าง…เขาไม่คาดคิดเลยว่าตนอุตส่าห์แบกชื่อของนิกายอินทรีเหล็กมาด้วยแล้ว กลับยังมีคนกล้าพูดกับตนเช่นนี้อีก

ไม่อยากเสียเวลา?

มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?

“ถ้าข้าบอกว่า วันนี้ข้าจะไม่หลีกทางให้…แล้วเจ้าจะทำไม?” ชายหน้าเขียวกล่าวอย่างเย็นชา

“ปากดีขนาดนี้ คนที่ไม่รู้เรื่อง คงนึกว่าพวกเจ้าทั้งสองเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ผู้สูงส่งดุจมังกรที่เห็นหัวแต่ไม่เห็นหางกระมัง!”

ด้านหลังของเขา กลุ่มคนจากหอลงทัณฑ์นิกายอินทรีเหล็กค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาล้อมคนทั้งสองไว้

สิ้นเสียงของชายหน้าเขียว รอบข้างพลันระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น

ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ ในแดนเหนือนี้มีอยู่ไม่มากนัก ไหนเลยจะมาพบเจอได้ง่ายดายปานนี้…ถึงแม้จะเป็นดินแดนโกลาหลที่แข็งแกร่งแห่งนี้ ก็มีอยู่เพียงแค่สี่คนเท่านั้น แถมหนึ่งในนั้นก็เพิ่งจะมาเสียชีวิตอยู่ข้างนอกเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง

ลู่เย่ถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะกล่าวว่า

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...งั้นพวกเราก็เรียกคนมาบ้างก็แล้วกัน”

ยูหลัวถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ กับเจ้าพวกไก่อ่อนพวกนี้...ยังต้องเรียกคนมาอีกรึ?

“ในเมื่อพวกเขาชอบใช้กำลังคนข่มเหงผู้อื่น เจ้าก็ใช้บ้างสิ”

ทันใดนั้น ยูหลัวก็เข้าใจขึ้นมาทันที

ในวินาทีต่อมา นางพลันหยิบพลุสัญญาณดอกหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะยิงมันขึ้นสู่ฟากฟ้า!

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 172: ดินแดนโกลาหล

คัดลอกลิงก์แล้ว