- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 126: สถานที่เร้นกายของยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ!
บทที่ 126: สถานที่เร้นกายของยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ!
บทที่ 126: สถานที่เร้นกายของยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ!
บทที่ 126: สถานที่เร้นกายของยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ!
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อข่าวการตายของสองอันธพาลแพร่ไปถึงตระกูลหยู เจ้าบ้านตระกูลหยูก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อันที่จริงแล้ว อันธพาลพวกนี้เป็นคนที่พวกเขาจงใจเลี้ยงเอาไว้เพื่อจัดการเรื่องปล่อยเงินกู้และทวงหนี้โดยเฉพาะ แต่คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะถูกใครก็ไม่รู้สังหารไปอย่างเงียบๆ
และแล้วในตอนนั้นเอง พลันมีกลิ่นอายอันทรงพลังสายหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือตระกูลหยูอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ทุกคนในตระกูลต่างตกตะลึงไปตามๆกัน
นี่มัน...พลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์!
หัวใจของคนในตระกูลหยูหลายคนกระตุกวูบ ก่อนจะพากันแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
เจ้าบ้านตระกูลหยูเองก็ตกใจสุดขีดเช่นกัน เขาจึงรีบก้าวเท้าออกจากห้องโถง พลางจ้องมองไปยังร่างชราที่กำลังร่อนลงมาจากกลางอากาศด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านผู้เฒ่าเถียน?”
แม้ว่าเถียนชิงจะไม่ได้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลเถียนอีกต่อไป
ทว่าด้วยพลังฝีมือในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สอง…ไม่ว่าจะไปเข้าร่วมกับขุมกำลังใด เขาก็ยังคงเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอยู่ดี
“หึ! ตระกูลหยูของพวกเจ้านี่ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ขนาดอันธพาลที่เลี้ยงไว้ ยังกล้าปล่อยให้ไปหาเรื่องเพื่อนของข้าได้!” เถียนชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หากไม่ใช่เพราะสหายของข้าท่านนั้นเป็นผู้มีจิตใจเมตตา ป่านนี้ตระกูลหยูของพวกเจ้า ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องดำรงอยู่อีกต่อไปแล้ว”
ในใจของเขานั้นรู้ดีว่า ด้วยพลังฝีมือของคุณชายลู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะไม่ต้องการจะเปิดฉากสังหารหมู่ แค่การจะลบตระกูลหยูให้หายไปก็เป็นเพียงเรื่องที่ต้องออกแรงเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยเท่านั้น
พอสิ้นเสียงคำพูดนั้น เจ้าบ้านตระกูลหยูซึ่งมีสถานะไม่ต่ำต้อยในเมืองแห่งนี้ก็พลันหน้าซีดเผือด ก่อนที่ขาของเขาจะอ่อนแรงจนทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นในทันที
“ท่านผู้เฒ่าเถียน...นี่ไม่ยุติธรรมเลยขอรับ!”
“ถึงแม้ว่าบางครั้งตระกูลหยูของข้าจะไหว้วานให้อันธพาลพวกนั้นทำบางเรื่องให้ก็จริง แต่การกระทำในแต่ละวันของพวกมัน ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราเป็นผู้สั่งการอย่างแน่นอนขอรับ!”
เจ้าบ้านตระกูลหยูรู้สึกได้ว่าขาทั้งสองข้างของตนกำลังสั่นเทา
แค่เถียนชิงเพียงคนเดียว ก็มีพลังมากเกินพอที่จะทำให้ตระกูลหยูของพวกเขาล่มสลายได้อย่างง่ายดายแล้ว
ในฐานะเจ้าบ้านตระกูลหยู ความสามารถในการอ่านสถานการณ์และสังเกตสีหน้าย่อมไม่ธรรมดา
เขามองออกว่า ในตอนที่เถียนชิงเอ่ยถึง ‘สหาย’ คนนั้น ในน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความเคารพนับถืออย่างชัดเจน!
นั่นย่อมหมายความว่า พลังฝีมือของสหายผู้นั้น แปดในสิบส่วนน่าจะยังอยู่เหนือกว่าเถียนชิงซึ่งอยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สองเสียอีก!
มันจึงทำให้เถียนชิงต้องแสดงความเคารพถึงเพียงนี้!
เพราะในโลกใบนี้ มีเพียงพลังอำนาจที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะได้รับความเคารพจากผู้อื่น
ในชั่วขณะนั้น เจ้าบ้านตระกูลหยูก็รู้สึกชิงชังอันธพาลสองคนนั้นอย่างสุดหัวใจ ขนาดว่าพวกมันตายไปแล้ว เขาก็ยังอยากจะพุ่งเข้าไปกระหน่ำแทงซ้ำอีกสักสองสามที
เจ้าบ้านตระกูลหยูกัดฟันกรอด ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องหยิบตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งแสนตำลึงออกมา
“ท่านผู้เฒ่าเถียน เรื่องที่อันธพาลพวกนั้นล่วงเกินสหายของท่าน พวกเราไม่รู้เรื่องจริงๆขอรับ”
“แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งสองคนก็เคยรับใช้งานตระกูลหยูของข้า ดังนั้นเงินหนึ่งแสนตำลึงนี้ ขอมอบให้เพื่อเป็นการไถ่โทษแก่สหายของท่าน ไม่ทราบว่าท่านเห็นเป็นอย่างไรขอรับ”
กิจการของตระกูลหยูนั้นมีขนาดเล็กกว่าสองตระกูลใหญ่ระดับเหนือสวรรค์อยู่มาก แน่นอนว่ารายได้ก็ย่อมน้อยกว่าเป็นธรรมดา
ดังนั้นเงินหนึ่งแสนตำลึงที่มอบให้นี้ ก็เทียบเท่ากับรายได้กว่าหนึ่งในสิบส่วนตลอดทั้งปีของตระกูลหยูแล้ว
เถียนชิงขมวดคิ้ว ก่อนจะปลดปล่อยพลังปราณขอบเขตเหนือสวรรค์กดดันจนเจ้าบ้านตระกูลหยูหน้าซีดเผือด
“เจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องของเงินทองอย่างนั้นรึ สหายของข้าท่านนั้นไม่เคยสนใจของพวกนี้เลยแม้แต่น้อย”
เงินแค่หนึ่งแสนตำลึงนี่มันอะไรกัน นี่มันเป็นการดูถูกคุณชายลู่ ยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธแห่งแดนเหนือชัดๆ!
พอเจ้าบ้านตระกูลหยูได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ยิ่งซีดเผือดลงไปอีก
เขาตัดสินใจกัดฟัน แล้วหันกลับไปหยิบตั๋วเงินออกมาอีกหนึ่งแสนตำลึงพลางกล่าวว่า
“ท่านผู้เฒ่าเถียน ตระกูลหยูของพวกเราจริงใจที่จะขอขมาจริงๆขอรับ... เงินจำนวนนี้... ท่านดูแล้วพอจะไหวไหมขอรับ”
เงินสองแสนตำลึง นี่มันคือรายได้ถึงหนึ่งในห้าส่วนของตระกูลหยูตลอดทั้งปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นจำนวนที่ทำให้ตระกูลหยูต้องสะเทือนถึงรากฐานเลยทีเดียว
“เอาเถอะ ยังนับว่าตระกูลหยูของพวกเจ้าพอจะมีสายตาอยู่บ้าง เรื่องนี้ก็ให้มันจบลงเพียงเท่านี้ก็แล้วกัน” เมื่อเห็นดังนั้น เถียนชิงก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจเล็กน้อย
เขารู้อยู่แก่ใจว่าคุณชายลู่ต้องการเงิน แต่หนึ่งแสนตำลึงนั้นเห็นได้ชัดว่ายังแสดงความจริงใจไม่เพียงพอ
หลังจากมองตามจนเถียนชิงจากไปแล้ว เจ้าบ้านตระกูลหยูก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ถึงได้รู้สึกว่าขาของตนเริ่มหายสั่นเสียที
ส่วนเงินสองแสนตำลึงนั้นแม้จะน่าปวดใจ แต่ก็ยังดีกว่า...การที่ทั้งตระกูลหยูต้องหายนะไปทั้งตระกูล
…..
ในอีกด้านหนึ่ง ลูเย่ก็ได้เดินทางกลับมาถึงจวนตระกูลเจียง
ทว่าเพิ่งจะกลับมาได้ไม่นาน เขาก็ถูกเจียงหลิงเยว่ซึ่งมักจะแวะเวียนมาที่เรือนของเขาเป็นระยะๆจับตัวเอาไว้ได้ทันที
“ท่านพี่เขย ข้านึกว่าท่านจะไม่กลับมาเสียแล้วนะเจ้าคะ” เจียงหลิงเยว่คว้าแขนข้างหนึ่งของลูเย่เอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะวิ่งหนีไป
“ไปกันเถอะ ไปที่โรงประมูลกัน”
….
ณ โรงประมูลไป่ชวน
ในขณะนี้เบื้องหน้าโรงประมูลนั้นคึกคักและจอแจเป็นพิเศษ ฝูงชนจำนวนมากต่างทยอยเข้างานหลังจากที่แสดงตั๋วหรือบัตรเชิญเพื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว
นอกเมืองเมฆาใบไม้ คณะคนกลุ่มหนึ่งกำลังควบม้าเดินทางมาจนใกล้จะถึงตัวเมือง เเละคนเหล่านี้คือศิษย์ที่มาจากนิกายเจิ้งหยาง
นิกายเจิ้งหยางนั้น ก็นับเป็นนิกายที่มีบรรพบุรุษระดับขอบเขตเหนือสวรรค์อยู่หลายคนในแดนเหนือ
ถึงแม้จะยังห่างชั้นกับสามนิกายใหญ่อยู่มาก แต่ก็แข็งแกร่งกว่าตระกูลระดับเหนือสวรรค์ส่วนใหญ่หลายเท่านัก
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์ส่วนใหญ่ของนิกายเจิ้งหยางจึงมักจะมีความรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่นติดตัวอยู่เสมอ ซึ่งความมั่นใจนี้ก็มาจากบารมีของนิกายนั่นเอง
ทว่าในตอนที่กำลังจะเข้าเมือง ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลับหันมากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“พอเข้าไปในเมืองแล้ว พวกเจ้าจงเก็บความยโสโอหังของตัวเองเอาไว้เสีย อย่าได้มีเรื่องขัดแย้งกับใครโดยเด็ดขาด! ทางที่ดีหัดสงบเสงี่ยมเจียมตัวเอาไว้บ้าง”
“ท่านอาจารย์อา เมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้มีอะไรพิเศษอย่างนั้นหรือขอรับ” ศิษย์นิกายเจิ้งหยางคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ก็จากข้อมูลที่พวกเขาได้รับมาก่อนหน้านี้ ในเมืองเมฆาใบไม้ก็มีแค่สองตระกูลใหญ่ระดับเหนือสวรรค์ไม่ใช่หรือไร
ยิ่งไปกว่านั้น บรรพบุรุษของสองตระกูลใหญ่นั้น ก็ล้วนแต่อยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ช่วงต้น คนหนึ่งอยู่ขั้นที่สาม อีกคนอยู่ขั้นที่สองเท่านั้นเอง
ด้วยฝีมือระดับนี้ หากไปอยู่ในนิกายเจิ้งหยางของพวกเขา ก็พอจะนับว่าใช้ได้อยู่หรอก…แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นที่ต้องทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวขนาดนั้นเลยนี่นา
ชายวัยกลางคนทอดสายตามองไปยังประตูเมืองเมฆาใบไม้ที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เมื่อไม่นานมานี้ นอกเมืองเมฆาใบไม้ มีสุดยอดฝีมือลึกลับท่านหนึ่งใช้กระบวนท่าเดียวตัดสายน้ำ จนทำให้แม่น้ำอวิ๋นหลานหยุดไหลไปนานหลายนาที!”
“เพลงยุทธ์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ มีเพียงยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธเท่านั้นที่จะทำได้!”
“ดังนั้นเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ในเมืองแห่งนี้ อาจมียอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธเร้นกายอยู่ก็เป็นได้!!”
ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปนานแล้ว และนิกายเจิ้งหยางซึ่งเป็นนิกายใหญ่ในรัศมีหมื่นลี้ ก็ย่อมเป็นกลุ่มแรกๆที่ได้รับข่าวนี้เช่นกัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าศิษย์หนุ่มสาวของนิกายเจิ้งหยางที่อยู่ด้านหลังต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที
“ยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ?!”
ต้องรู้ก่อนว่า นิกายเจิ้งหยางของพวกเขานั้นมีเพียงผู้อาวุโสระดับเหนือสวรรค์ช่วงต้นและช่วงกลางไม่กี่คน กับบรรพบุรุษระดับเหนือสวรรค์ช่วงปลายอีกหนึ่งคนเท่านั้น
แต่แค่นี้พวกเขาก็สามารถจัดอยู่ในกลุ่มขุมกำลังชั้นแนวหน้าของแดนเหนือได้แล้ว เป็นรองก็แค่เพียงสามนิกายใหญ่ซึ่งเป็นขุมกำลังระดับสูงสุดเท่านั้น
และก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง ศิษย์ในนิกายเวลาเดินทางไปไหนมาไหนในแดนเหนือ ถึงได้มีความรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่นติดตัวอยู่เสมอ
แต่มาตอนนี้ กลับกลายเป็นว่าอาจมียอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ มาเร้นกายอยู่ในเมืองเล็กๆที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรแห่งนี้งั้นหรือ?!
แล้วที่เรียกว่าเร้นกาย ก็ย่อมหมายความว่าต้องปลอมตัวเป็นคนธรรมดาสามัญนั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าเร้นกายได้อย่างสมบูรณ์
พอได้ยินข่าวนี้ ศิษย์นิกายเจิ้งหยางทั้งหลายก็ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ พวกเขารีบเก็บงำความเย่อหยิ่งจองหองของตัวเองลงในบัดดล
จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าทำตัวโอ้อวดอีกต่อไป ได้แต่เดินตามหลังชายวัยกลางคนเข้าเมืองไปอย่างเงียบๆ
….
ณ เบื้องหน้าโรงประมูล ลูเย่และเจียงหลิงเยว่ก็ได้เดินทางมาถึงที่นี่เช่นกัน
และก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายวัยกลางคนระดับขอบเขตเหนือสวรรค์คนหนึ่ง กำลังยื่นบัตรเชิญเพื่อเข้าไปด้านใน โดยมีคนกลุ่มหนึ่งเดินตามหลังมาด้วยท่าทีหงอๆ
เจียงหลิงเยว่เหลือบไปเห็นเข้า ก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
“เอ๊ะ นั่นมันคนของนิกายเจิ้งหยางนี่นา ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะมาด้วย”
ลูเย่มองไปยังเหล่าศิษย์นิกายเจิ้งหยางที่ดูมีท่าทีหวาดหวั่นอยู่บ้าง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
“นิกายเจิ้งหยางนี่ ก็อบรมศิษย์ในนิกายได้ดีเหมือนกันนะ ไม่เห็นมีท่าทีหยิ่งผยองอวดดีเลยสักนิด”
(จบตอน)