- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 125: ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม
บทที่ 125: ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม
บทที่ 125: ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม
บทที่ 125: ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม
“คุณชาย ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ไม่เจ็บแล้ว ตอนนี้ก็หายดีแล้ว” หลังจากพูดจบ ชิงหยูก็รีบเค้นรอยยิ้มออกมาแล้วกล่าวต่อ
“พวกเราไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอกเจ้าค่ะ”
ชิงหยูรู้ดีว่าคนพวกนั้นเป็นเหมือนพวกนักเลงหัวไม้ ถึงแม้ว่าพลังฝีมือของแต่ละคนในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์จะไม่ได้สูงส่งอะไรนัก ก็อยู่แค่ราวๆระดับรวบรวมปราณขั้นที่สามขั้นที่สี่เท่านั้น
แต่คนพวกนี้ ล้วนมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างกับตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออกของเมือง
ตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออกนั้น ในเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ย่อมไม่อาจเทียบได้กับตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเจียงหรือตระกูลเถียนที่มีขอบเขตเหนือสวรรค์อยู่
แต่พวกเขาก็ยังนับเป็นตระกูลคหบดีนักบู๊ ในตระกูลก็มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิดอยู่หลายคนเช่นกัน
ส่วนคุณชายนั้น…เขาไม่มีความสำคัญในตระกูลเจียง หากไปมีเรื่องกับตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออกเข้า ก็มีแต่จะเสียเปรียบเปล่าๆ
นางถูกตบไปหนึ่งฉาดไม่เป็นไร
แต่หากคุณชายเขยต้องมาเดือดร้อนไปด้วย นั่นกลับจะทำให้ในใจของชิงหยูรู้สึกไม่สบายใจเสียมากกว่า
เมื่อมองดูใบหน้าที่แย้มยิ้มของชิงหยู และแววตาที่เจือไปด้วยความกังวลนั้น ลู่เย่ก็กล่าวอย่างสงบนิ่ง
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
ถ้าชิงหยูไม่เป็นอะไร...พวกมันนั่นแหละที่จะต้องเป็นอะไร
“จริงสิ คุณชาย…ท่านทานข้าวแล้วหรือยังเจ้าคะ หากยังไม่ได้ทาน เดี๋ยวข้าจะออกไปซื้อกับข้าวกลับมา ท่านรอข้าสักครู่นะเจ้าคะ”
พูดจบ ชิงหยูก็รีบหันหลังกลับไปหยิบถุงเงินใบเล็กออกมาจากห้องข้างๆแล้วรีบเดินออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว
ที่บ้านไม่มีกับข้าวซื้อเก็บไว้งั้นหรือ?
เมื่อมองดูชิงหยูที่รีบร้อนออกไปข้างนอก ลู่เย่ก็ค่อยๆเดินไปยังห้องครัวเพื่อดู
เมื่อมองไปก็เห็นว่าข้างเตาไฟนั้นมีผักวางอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกมันฝรั่ง ผักกาด และหัวไชเท้า
กวาดสายตามองไปแวบหนึ่ง กลับไม่เห็นของคาวใดๆเลยแม้แต่น้อย
ลู่เย่รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง คราวก่อนเขาไม่ได้ให้เงินชิงหยูไปหนึ่งร้อยตำลึงหรอกหรือ
ตอนที่เขาอยู่ที่บ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ขัดสนถึงเพียงนี้นี่นา
อาหารการกินก็ยังเป็นปกติ ทุกวันจะมีกับข้าวที่เป็นเนื้อสองอย่าง ผักหนึ่งอย่าง ชิงหยูจัดสรรได้อย่างดีเยี่ยม
เหตุใดพอเขาจากไป ในห้องครัวถึงได้เหลือแต่ของพวกนี้กันเล่า
ผ่านไปครู่หนึ่ง ชิงหยูก็รีบหิ้วเนื้อสัตว์บางส่วนกลับมาอย่างรวดเร็ว พลางกล่าวอย่างเร่งร้อน
“คุณชาย ท่านพักผ่อนสักครู่นะเจ้าคะ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
“เดี๋ยวก่อน”
“เงินที่ข้าให้เจ้าไปคราวก่อน ยังพอใช้อยู่หรือไม่”
“พอเจ้าค่ะ เงินมากมายขนาดนั้น ชิงหยูจะไปใช้หมดได้อย่างไรกัน” ชิงหยูรีบพยักหน้ารับ
เงินหนึ่งร้อยตำลึงเมื่อคราวก่อนนั้น นางยังไม่ได้ใช้ไปแม้แต่ทองแดงเดียวเลย
เงินที่นางใช้อยู่ คือเงินค่าแรงที่นางเก็บสะสมมาตลอดหลายปีในตระกูลเจียง
ในช่วงเวลาที่ลู่เย่ออกไปข้างนอก นอกจากจะคอยดูแลเรือนแล้ว ชิงหยูก็ยังรับงานฝีมือเล็กๆน้อยๆมาทำเพื่อหารายได้พิเศษอีกด้วย
เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ นางอยากจะพยายามเก็บเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เผื่อว่าถึงเวลาที่คุณชายเขยต้องการใช้เงินขึ้นมา ก็จะสามารถนำออกมาช่วยแก้ขัดได้
ในเมื่อช่วยอะไรคุณชายเขยไม่ได้ นางก็ไม่อยากจะมาเป็นตัวถ่วงของคุณชายเขย
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงเอาแต่กินผักกาดกับมันฝรั่งเล่า หรือว่าของพวกนี้ไม่ถูกปากเจ้า?” ลู่เย่ชี้ไปยังเนื้อสัตว์สดๆในมือของนาง
“คือ...คือว่าช่วงนี้ชิงหยูกำลังลดน้ำหนักอยู่เจ้าค่ะ ก็เลยกินแต่ของจืดๆหน่อย”
ชิงหยูใช้ไหวพริบปฏิภาณคิดหาข้ออ้างขึ้นมาได้ในทันที
เพราะถึงอย่างไร ในโลกใบนี้ก็ไม่ได้มีค่านิยมชื่นชมความอ้วน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นของสตรีถือเป็นกระแสหลัก ข้ออ้างนี้จึงพอจะใช้ได้อยู่
“คุณชาย ข้าขอตัวไปทำกับข้าวก่อนนะเจ้าคะ”
ด้วยกลัวว่าลู่เย่จะจับได้ว่าตนเองโกหก ชิงหยูจึงหิ้วกับข้าววิ่งตรงไปยังห้องครัวทันที
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาเชื่อว่าเงินที่ชิงหยูพูดถึงนั้นยังมีอยู่ และไม่มีทางใช้หมดอย่างแน่นอน
เพราะถึงอย่างไร ความประหยัดมัธยัสถ์ของนางก็เป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างง่ายดาย
แต่ลู่เย่ก็พอจะเดาออกได้เช่นกันว่า ก็เพราะความประหยัดจนเกินไปนี่แหละ ชิงหยูถึงได้แทบจะไม่ซื้อเนื้อสัตว์กินเลยหลังจากที่เขาออกจากเมืองเมฆาใบไม้ไปแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อมองดูชิงหยูที่กำลังวุ่นวายอยู่ในห้องครัว ลู่เย่ก็เดินออกจากเรือนน้อยไป
เมื่อกลับมาอีกครั้ง ในมือของเขาก็มีเนื้อเพิ่มขึ้นมาอีกหลายชั่ง
อันที่จริงเขาก็อยากจะซื้อมาให้เยอะกว่านี้ แต่โลกแห่งยุทธ์ใบนี้ไม่มีตู้เย็นเหมือนในชาติก่อนของเขา หากซื้อมามากเกินไปแล้วกินไม่หมด เน่าเสียไปก็จะน่าเสียดายเปล่าๆ
ที่นี่หากต้องการจะเก็บรักษาเนื้อสัตว์ไว้เป็นเวลานาน ก็ยังคงมีเพียงวิธีการรมควัน ทำให้มันกลายเป็นเนื้อตากแห้งเท่านั้น
แหวนมิตินั้นสามารถช่วยชะลอการเน่าเสียที่เกิดจากการไหลผ่านของเวลาได้อย่างมากก็จริง แต่ชิงหยูไม่มีพลังยุทธ์ จึงไม่สามารถใช้แหวนมิติในการเก็บรักษาอาหารได้
“ของพวกนี้ก็เก็บไว้ที่บ้านนี่แหละ ช่วงนี้ข้าคงจะไม่กลับมาพักหนึ่ง หากเจ้าไม่กินมันก็จะเน่าเสียไปเปล่าๆ” ลู่เย่เดินเข้าไปในห้องครัว แล้วโยนเนื้อวัวสดๆหลายชั่งลงบนเตาไฟ
ชิงหยูที่กำลังก่อไฟอยู่ถึงกับชะงักไป ก่อนจะจ้องมองลู่เย่อย่างเหม่อลอย
ทันใดนั้นขอบตาพลันแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่านี่เป็นเพราะคุณชายเขยตั้งใจออกไปซื้อมาให้นางกินโดยเฉพาะ
“หา...ควันมันเยอะเกินไปแล้วเจ้าค่ะ คุณชาย ท่านรีบออกไปข้างนอกเถอะ เดี๋ยวจะโดนรมควันเอาได้นะเจ้าคะ” ชิงหยูหาข้ออ้างขึ้นมา พลางขยี้ดวงตาที่เริ่มแดงก่ำของตนเอง
ในขณะเดียวกัน ในใจของชิงหยูก็แอบตั้งปณิธานเอาไว้ว่า จะต้องรับงานให้มากขึ้น หาเงินให้มากขึ้นให้ได้
ทางที่ดีที่สุด...ก็คือการได้อยู่ข้างกายคุณชายเขยไปชั่วชีวิต คอยซักเสื้อผ้า ทำกับข้าวให้เขา
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ลู่เย่ก็เหลือบมองดูเวลา ตอนนี้เป็นช่วงใกล้จะบ่ายคล้อยแล้ว บนถนนในเมืองก็เริ่มมีผู้คนพลุกพล่านขึ้นมา
“หลิวหน้าปรุ, หวังซาน...”
ในหัวของเขาพลันปรากฏชื่อทั้งสองนี้ขึ้นมา
ลู่เย่ไม่ได้สวมชุดดำ แต่กลับสวมหน้ากากหนังมนุษย์ซึ่งเป็นของที่ยึดมาได้แทน
หลังจากเลี้ยวผ่านถนนไปสองสามสาย เขาก็มาถึงถนนสายหนึ่งที่ค่อนข้างจะคึกคักจอแจ
เขาไม่รู้ว่าบ้านของคนทั้งสองอยู่ที่ไหน ส่วนสถานที่ดื่มสุรานั้น ก็คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากหอนางโลมชุ่ยเซียง
ถึงแม้ว่าชื่อจะดูธรรมดาไปหน่อย แต่นี่ก็นับเป็นแหล่งผลาญเงินชั้นหนึ่งในเมืองเมฆาใบไม้เลยทีเดียว
…..
ในขณะนี้ ลู่เย่ได้เปลี่ยนโฉมเป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งแล้ว
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในหอนางโลม ก็มีแม่เล้าที่ทาแป้งแต่งหน้าอย่างหนาเตอะเดินเข้ามาหา
“อู๊ย แขกผู้มีเกียรติท่านนี้ดูหน้าตาไม่คุ้นเลย... เพิ่งจะมาที่นี่ของเราเป็นครั้งแรกสินะเจ้าคะ?”
“อืม จัดหาใครมาให้ข้าสักคนก็ได้ แค่ดื่มเหล้าเป็นเพื่อน” เสียงของลู่เย่เปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำลง จากนั้น เขาก็หยิบเงินออกมาสองตำลึง
หากแค่ดื่มเหล้าอย่างเดียว เงินสองตำลึงก็นับว่าเพียงพออย่างสมบูรณ์แล้ว
สำหรับแขกที่ตรงไปตรงมาและไม่มีข้อเรียกร้องอะไรมากมายเช่นนี้ แม่เล้าชอบที่สุด
นางรับเงินมา ก่อนจะทำทีเป็นยื่นมือไปลูบไล้แผงอกของลู่เย่ตามความเคยชิน แต่ก็ถูกลู่เย่เบี่ยงตัวหลบไปได้อย่างแนบเนียน
“ได้เลยเจ้าค่ะ! รับรองว่าจะต้องทำให้ท่านพึงพอใจอย่างแน่นอน!”
ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็ได้เข้ามาอยู่ในห้องพักบนชั้นสอง ประตูห้องถูกเคาะเบาๆ
สตรีผู้หนึ่งในชุดกระโปรงยาวสีขาวดอกบัวเดินเข้ามา พลางมองไปยังลู่เย่ที่กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่เพียงลำพัง
“หญิงน้อยอิ๋งอิ๋งคารวะคุณชายเจ้าค่ะ...”
“เจ้ารู้จักหลิวหน้าปรุกับหวังซานหรือไม่ ข้ามีธุระกับพวกเขาสองคนเล็กน้อย”
ลู่เย่ไม่มีอารมณ์จะมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ เขาจึงเอ่ยเข้าประเด็นทันที
อิ๋งอิ๋งถึงกับชะงักไป ก่อนจะพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว
“รู้จักเป็นอย่างดีสิเจ้าคะ พวกเขาก็เป็นแขกประจำของหอเราเหมือนกัน”
…..
ห้านาทีต่อมา…
ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของอิ๋งอิ๋ง ลู่เย่ก็ได้เดินออกจากหอนางโลมชุ่ยเซียงไปโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
สิบนาทีต่อมา…
หลิวหน้าปรุกับหวังซานที่เพิ่งจะดื่มเหล้าเสร็จและกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในบ้านของตนเอง ก็ถูกจัดการอย่างน่าสะพรึง
ร่างกายของพวกเขายังคงอยู่ในบ้าน ส่วนศีรษะทั้งสองนั้น กลับถูกนำไปแขวนไว้บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งใกล้กับประตูเมืองเมฆาใบไม้
เรื่องนี้ถูกชาวบ้านที่เข้าออกเมืองพบเห็นเข้า และได้สร้างความตื่นตระหนกขึ้นไม่น้อยในทันที
ผู้ใดกันที่บังอาจกระทำการอุกอาจถึงเพียงนี้ในตอนกลางวันแสกๆ?!
…..
เเละในตอนนั้นเอง ผู้ลงมืออย่างลู่เย่ก็ได้เดินทางมาถึงร้านค้าของเถียนชิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ข้าเพิ่งจะจัดการไอ้อันธพาลสองตัวที่ล่วงเกินชิงหยูไป ได้ยินว่ามีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างกับตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออก เรื่องนี้ข้าฝากท่านจัดการด้วย”
“หากว่าพวกเขารู้ความ เรื่องนี้ก็ให้มันแล้วกันไป”
“แต่หากไม่...ในเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ตระกูลหยูจะต้องมีอยู่อีกต่อไป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียนชิงก็พลันตกใจขึ้นมาทันที
เขารู้จักชิงหยู เเละนางก็คือสาวใช้ของคุณชายลู่นั่นเอง
อันธพาลคนไหนกันที่กินหัวใจหมีดีเสือดาวเข้าไป…
นี่มันไม่รักชีวิตตัวเองแล้วรึไง? ถึงกับกล้ามารังแกสาวใช้ของคุณชายลู่
แถมยังมีตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออก...
“คุณชายลู่ เรื่องนี้ท่านมอบให้ข้าจัดการได้เลยขอรับ” เถียนชิงพยักหน้ารับทันที
เมื่อมองดูลู่เย่ที่จากไปอย่างเฉยเมย บนร่างอันแก่ชราของเถียนชิงกลับปรากฏจิตสังหารอันเย็นเยียบออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม...”
(จบตอน)