เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 125: ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม

บทที่ 125: ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม

บทที่ 125: ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม


บทที่ 125: ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม

“คุณชาย ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ไม่เจ็บแล้ว ตอนนี้ก็หายดีแล้ว” หลังจากพูดจบ ชิงหยูก็รีบเค้นรอยยิ้มออกมาแล้วกล่าวต่อ

“พวกเราไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอกเจ้าค่ะ”

ชิงหยูรู้ดีว่าคนพวกนั้นเป็นเหมือนพวกนักเลงหัวไม้ ถึงแม้ว่าพลังฝีมือของแต่ละคนในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์จะไม่ได้สูงส่งอะไรนัก ก็อยู่แค่ราวๆระดับรวบรวมปราณขั้นที่สามขั้นที่สี่เท่านั้น

แต่คนพวกนี้ ล้วนมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างกับตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออกของเมือง

ตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออกนั้น ในเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ย่อมไม่อาจเทียบได้กับตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเจียงหรือตระกูลเถียนที่มีขอบเขตเหนือสวรรค์อยู่

แต่พวกเขาก็ยังนับเป็นตระกูลคหบดีนักบู๊ ในตระกูลก็มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิดอยู่หลายคนเช่นกัน

ส่วนคุณชายนั้น…เขาไม่มีความสำคัญในตระกูลเจียง หากไปมีเรื่องกับตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออกเข้า ก็มีแต่จะเสียเปรียบเปล่าๆ

นางถูกตบไปหนึ่งฉาดไม่เป็นไร

แต่หากคุณชายเขยต้องมาเดือดร้อนไปด้วย นั่นกลับจะทำให้ในใจของชิงหยูรู้สึกไม่สบายใจเสียมากกว่า

เมื่อมองดูใบหน้าที่แย้มยิ้มของชิงหยู และแววตาที่เจือไปด้วยความกังวลนั้น ลู่เย่ก็กล่าวอย่างสงบนิ่ง

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”

ถ้าชิงหยูไม่เป็นอะไร...พวกมันนั่นแหละที่จะต้องเป็นอะไร

“จริงสิ คุณชาย…ท่านทานข้าวแล้วหรือยังเจ้าคะ หากยังไม่ได้ทาน เดี๋ยวข้าจะออกไปซื้อกับข้าวกลับมา ท่านรอข้าสักครู่นะเจ้าคะ”

พูดจบ ชิงหยูก็รีบหันหลังกลับไปหยิบถุงเงินใบเล็กออกมาจากห้องข้างๆแล้วรีบเดินออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

ที่บ้านไม่มีกับข้าวซื้อเก็บไว้งั้นหรือ?

เมื่อมองดูชิงหยูที่รีบร้อนออกไปข้างนอก ลู่เย่ก็ค่อยๆเดินไปยังห้องครัวเพื่อดู

เมื่อมองไปก็เห็นว่าข้างเตาไฟนั้นมีผักวางอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกมันฝรั่ง ผักกาด และหัวไชเท้า

กวาดสายตามองไปแวบหนึ่ง กลับไม่เห็นของคาวใดๆเลยแม้แต่น้อย

ลู่เย่รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง คราวก่อนเขาไม่ได้ให้เงินชิงหยูไปหนึ่งร้อยตำลึงหรอกหรือ

ตอนที่เขาอยู่ที่บ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ขัดสนถึงเพียงนี้นี่นา

อาหารการกินก็ยังเป็นปกติ ทุกวันจะมีกับข้าวที่เป็นเนื้อสองอย่าง ผักหนึ่งอย่าง ชิงหยูจัดสรรได้อย่างดีเยี่ยม

เหตุใดพอเขาจากไป ในห้องครัวถึงได้เหลือแต่ของพวกนี้กันเล่า

ผ่านไปครู่หนึ่ง ชิงหยูก็รีบหิ้วเนื้อสัตว์บางส่วนกลับมาอย่างรวดเร็ว พลางกล่าวอย่างเร่งร้อน

“คุณชาย ท่านพักผ่อนสักครู่นะเจ้าคะ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

“เดี๋ยวก่อน”

“เงินที่ข้าให้เจ้าไปคราวก่อน ยังพอใช้อยู่หรือไม่”

“พอเจ้าค่ะ เงินมากมายขนาดนั้น ชิงหยูจะไปใช้หมดได้อย่างไรกัน” ชิงหยูรีบพยักหน้ารับ

เงินหนึ่งร้อยตำลึงเมื่อคราวก่อนนั้น นางยังไม่ได้ใช้ไปแม้แต่ทองแดงเดียวเลย

เงินที่นางใช้อยู่ คือเงินค่าแรงที่นางเก็บสะสมมาตลอดหลายปีในตระกูลเจียง

ในช่วงเวลาที่ลู่เย่ออกไปข้างนอก นอกจากจะคอยดูแลเรือนแล้ว ชิงหยูก็ยังรับงานฝีมือเล็กๆน้อยๆมาทำเพื่อหารายได้พิเศษอีกด้วย

เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ นางอยากจะพยายามเก็บเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เผื่อว่าถึงเวลาที่คุณชายเขยต้องการใช้เงินขึ้นมา ก็จะสามารถนำออกมาช่วยแก้ขัดได้

ในเมื่อช่วยอะไรคุณชายเขยไม่ได้ นางก็ไม่อยากจะมาเป็นตัวถ่วงของคุณชายเขย

“แล้วเหตุใดเจ้าถึงเอาแต่กินผักกาดกับมันฝรั่งเล่า หรือว่าของพวกนี้ไม่ถูกปากเจ้า?” ลู่เย่ชี้ไปยังเนื้อสัตว์สดๆในมือของนาง

“คือ...คือว่าช่วงนี้ชิงหยูกำลังลดน้ำหนักอยู่เจ้าค่ะ ก็เลยกินแต่ของจืดๆหน่อย”

ชิงหยูใช้ไหวพริบปฏิภาณคิดหาข้ออ้างขึ้นมาได้ในทันที

เพราะถึงอย่างไร ในโลกใบนี้ก็ไม่ได้มีค่านิยมชื่นชมความอ้วน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นของสตรีถือเป็นกระแสหลัก ข้ออ้างนี้จึงพอจะใช้ได้อยู่

“คุณชาย ข้าขอตัวไปทำกับข้าวก่อนนะเจ้าคะ”

ด้วยกลัวว่าลู่เย่จะจับได้ว่าตนเองโกหก ชิงหยูจึงหิ้วกับข้าววิ่งตรงไปยังห้องครัวทันที

ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาเชื่อว่าเงินที่ชิงหยูพูดถึงนั้นยังมีอยู่ และไม่มีทางใช้หมดอย่างแน่นอน

เพราะถึงอย่างไร ความประหยัดมัธยัสถ์ของนางก็เป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างง่ายดาย

แต่ลู่เย่ก็พอจะเดาออกได้เช่นกันว่า ก็เพราะความประหยัดจนเกินไปนี่แหละ ชิงหยูถึงได้แทบจะไม่ซื้อเนื้อสัตว์กินเลยหลังจากที่เขาออกจากเมืองเมฆาใบไม้ไปแล้ว

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อมองดูชิงหยูที่กำลังวุ่นวายอยู่ในห้องครัว ลู่เย่ก็เดินออกจากเรือนน้อยไป

เมื่อกลับมาอีกครั้ง ในมือของเขาก็มีเนื้อเพิ่มขึ้นมาอีกหลายชั่ง

อันที่จริงเขาก็อยากจะซื้อมาให้เยอะกว่านี้ แต่โลกแห่งยุทธ์ใบนี้ไม่มีตู้เย็นเหมือนในชาติก่อนของเขา หากซื้อมามากเกินไปแล้วกินไม่หมด เน่าเสียไปก็จะน่าเสียดายเปล่าๆ

ที่นี่หากต้องการจะเก็บรักษาเนื้อสัตว์ไว้เป็นเวลานาน ก็ยังคงมีเพียงวิธีการรมควัน ทำให้มันกลายเป็นเนื้อตากแห้งเท่านั้น

แหวนมิตินั้นสามารถช่วยชะลอการเน่าเสียที่เกิดจากการไหลผ่านของเวลาได้อย่างมากก็จริง แต่ชิงหยูไม่มีพลังยุทธ์ จึงไม่สามารถใช้แหวนมิติในการเก็บรักษาอาหารได้

“ของพวกนี้ก็เก็บไว้ที่บ้านนี่แหละ ช่วงนี้ข้าคงจะไม่กลับมาพักหนึ่ง หากเจ้าไม่กินมันก็จะเน่าเสียไปเปล่าๆ” ลู่เย่เดินเข้าไปในห้องครัว แล้วโยนเนื้อวัวสดๆหลายชั่งลงบนเตาไฟ

ชิงหยูที่กำลังก่อไฟอยู่ถึงกับชะงักไป ก่อนจะจ้องมองลู่เย่อย่างเหม่อลอย

ทันใดนั้นขอบตาพลันแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่านี่เป็นเพราะคุณชายเขยตั้งใจออกไปซื้อมาให้นางกินโดยเฉพาะ

“หา...ควันมันเยอะเกินไปแล้วเจ้าค่ะ คุณชาย ท่านรีบออกไปข้างนอกเถอะ เดี๋ยวจะโดนรมควันเอาได้นะเจ้าคะ” ชิงหยูหาข้ออ้างขึ้นมา พลางขยี้ดวงตาที่เริ่มแดงก่ำของตนเอง

ในขณะเดียวกัน ในใจของชิงหยูก็แอบตั้งปณิธานเอาไว้ว่า จะต้องรับงานให้มากขึ้น หาเงินให้มากขึ้นให้ได้

ทางที่ดีที่สุด...ก็คือการได้อยู่ข้างกายคุณชายเขยไปชั่วชีวิต คอยซักเสื้อผ้า ทำกับข้าวให้เขา

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ลู่เย่ก็เหลือบมองดูเวลา ตอนนี้เป็นช่วงใกล้จะบ่ายคล้อยแล้ว บนถนนในเมืองก็เริ่มมีผู้คนพลุกพล่านขึ้นมา

“หลิวหน้าปรุ, หวังซาน...”

ในหัวของเขาพลันปรากฏชื่อทั้งสองนี้ขึ้นมา

ลู่เย่ไม่ได้สวมชุดดำ แต่กลับสวมหน้ากากหนังมนุษย์ซึ่งเป็นของที่ยึดมาได้แทน

หลังจากเลี้ยวผ่านถนนไปสองสามสาย เขาก็มาถึงถนนสายหนึ่งที่ค่อนข้างจะคึกคักจอแจ

เขาไม่รู้ว่าบ้านของคนทั้งสองอยู่ที่ไหน ส่วนสถานที่ดื่มสุรานั้น ก็คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากหอนางโลมชุ่ยเซียง

ถึงแม้ว่าชื่อจะดูธรรมดาไปหน่อย แต่นี่ก็นับเป็นแหล่งผลาญเงินชั้นหนึ่งในเมืองเมฆาใบไม้เลยทีเดียว

…..

ในขณะนี้ ลู่เย่ได้เปลี่ยนโฉมเป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งแล้ว

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในหอนางโลม ก็มีแม่เล้าที่ทาแป้งแต่งหน้าอย่างหนาเตอะเดินเข้ามาหา

“อู๊ย แขกผู้มีเกียรติท่านนี้ดูหน้าตาไม่คุ้นเลย... เพิ่งจะมาที่นี่ของเราเป็นครั้งแรกสินะเจ้าคะ?”

“อืม จัดหาใครมาให้ข้าสักคนก็ได้ แค่ดื่มเหล้าเป็นเพื่อน” เสียงของลู่เย่เปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำลง จากนั้น เขาก็หยิบเงินออกมาสองตำลึง

หากแค่ดื่มเหล้าอย่างเดียว เงินสองตำลึงก็นับว่าเพียงพออย่างสมบูรณ์แล้ว

สำหรับแขกที่ตรงไปตรงมาและไม่มีข้อเรียกร้องอะไรมากมายเช่นนี้ แม่เล้าชอบที่สุด

นางรับเงินมา ก่อนจะทำทีเป็นยื่นมือไปลูบไล้แผงอกของลู่เย่ตามความเคยชิน แต่ก็ถูกลู่เย่เบี่ยงตัวหลบไปได้อย่างแนบเนียน

“ได้เลยเจ้าค่ะ! รับรองว่าจะต้องทำให้ท่านพึงพอใจอย่างแน่นอน!”

ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็ได้เข้ามาอยู่ในห้องพักบนชั้นสอง ประตูห้องถูกเคาะเบาๆ

สตรีผู้หนึ่งในชุดกระโปรงยาวสีขาวดอกบัวเดินเข้ามา พลางมองไปยังลู่เย่ที่กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่เพียงลำพัง

“หญิงน้อยอิ๋งอิ๋งคารวะคุณชายเจ้าค่ะ...”

“เจ้ารู้จักหลิวหน้าปรุกับหวังซานหรือไม่ ข้ามีธุระกับพวกเขาสองคนเล็กน้อย”

ลู่เย่ไม่มีอารมณ์จะมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ เขาจึงเอ่ยเข้าประเด็นทันที

อิ๋งอิ๋งถึงกับชะงักไป ก่อนจะพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว

“รู้จักเป็นอย่างดีสิเจ้าคะ พวกเขาก็เป็นแขกประจำของหอเราเหมือนกัน”

…..

ห้านาทีต่อมา…

ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของอิ๋งอิ๋ง ลู่เย่ก็ได้เดินออกจากหอนางโลมชุ่ยเซียงไปโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

สิบนาทีต่อมา…

หลิวหน้าปรุกับหวังซานที่เพิ่งจะดื่มเหล้าเสร็จและกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในบ้านของตนเอง ก็ถูกจัดการอย่างน่าสะพรึง

ร่างกายของพวกเขายังคงอยู่ในบ้าน ส่วนศีรษะทั้งสองนั้น กลับถูกนำไปแขวนไว้บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งใกล้กับประตูเมืองเมฆาใบไม้

เรื่องนี้ถูกชาวบ้านที่เข้าออกเมืองพบเห็นเข้า และได้สร้างความตื่นตระหนกขึ้นไม่น้อยในทันที

ผู้ใดกันที่บังอาจกระทำการอุกอาจถึงเพียงนี้ในตอนกลางวันแสกๆ?!

…..

เเละในตอนนั้นเอง ผู้ลงมืออย่างลู่เย่ก็ได้เดินทางมาถึงร้านค้าของเถียนชิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ข้าเพิ่งจะจัดการไอ้อันธพาลสองตัวที่ล่วงเกินชิงหยูไป ได้ยินว่ามีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างกับตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออก เรื่องนี้ข้าฝากท่านจัดการด้วย”

“หากว่าพวกเขารู้ความ เรื่องนี้ก็ให้มันแล้วกันไป”

“แต่หากไม่...ในเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ตระกูลหยูจะต้องมีอยู่อีกต่อไป”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียนชิงก็พลันตกใจขึ้นมาทันที

เขารู้จักชิงหยู เเละนางก็คือสาวใช้ของคุณชายลู่นั่นเอง

อันธพาลคนไหนกันที่กินหัวใจหมีดีเสือดาวเข้าไป…

นี่มันไม่รักชีวิตตัวเองแล้วรึไง? ถึงกับกล้ามารังแกสาวใช้ของคุณชายลู่

แถมยังมีตระกูลหยูทางฝั่งตะวันออก...

“คุณชายลู่ เรื่องนี้ท่านมอบให้ข้าจัดการได้เลยขอรับ” เถียนชิงพยักหน้ารับทันที

เมื่อมองดูลู่เย่ที่จากไปอย่างเฉยเมย บนร่างอันแก่ชราของเถียนชิงกลับปรากฏจิตสังหารอันเย็นเยียบออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม...”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 125: ตระกูลหยู พวกเเกคงเบื่อที่จะอยู่ในเมืองนี้แล้วใช่ใหม

คัดลอกลิงก์แล้ว