- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 120 : โรงประมูล
บทที่ 120 : โรงประมูล
บทที่ 120 : โรงประมูล
บทที่ 120 : โรงประมูล
“ข้าเห็นในตำราเขาเขียนไว้ว่า พลังหยางของบุรุษนั้นล้ำค่ายิ่งนัก ทั้งยังได้มาโดยยาก ข้าก็เลยอยากจะบำรุงร่างกายให้ท่านสักหน่อย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็ใช้ข้อนิ้วเคาะลงไปบนศีรษะของเจียงหลิงเยว่เบาๆก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า
“ข้าแค่แกล้งเจ้าเฉยๆ กินข้าวเถอะ”
แน่นอนว่าเขาคงไม่มาถือสาหาความกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้
ที่ทำหน้าบึ้งไปก็เพราะเห็นเก๋ากี้ มันเทศ และเนื้อแพะที่เป็นของบำรุงกำลังชั้นดีแล้วรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้างก็เท่านั้นเอง
เจียงหลิงเยว่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเงียบๆ
นางกลัวว่าหากลู่เย่เกิดโกรธขึ้นมาจริงๆแล้วคราวหน้าลงโทษนางอย่างหนักหน่วง...เกรงว่าคงจะไม่ได้ฝึกดาบไปอีกหลายวันเป็นแน่!
“อื้ม กินข้าวๆ”
นางรีบนั่งลงข้างๆลู่เย่อย่างว่าง่าย ไม่กล้าสบตาลู่เย่ ได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไป
ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ยุทธ์แห่งแดนเหนือ
พลังหยางของลู่เย่นั้นเพียงพอที่จะทำให้เผ่าปีศาจตนใดก็ตามต้องน้ำลายไหลด้วยความอยากได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบำรุงอะไรเลยแม้แต่น้อย
แต่ลู่เย่ก็ยังคงกินเข้าไปสองสามคำ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นน้ำใจของเจียงหลิงเยว่ และพอได้ลองกินจริงๆแล้ว รสชาติก็ไม่เลวเลยทีเดียว
หลังจากมื้อเที่ยงผ่านไป เจียงหลิงเยว่ก็เก็บปิ่นโตอาหารกลับไป ส่วนลู่เย่นั้นก็ได้เดินออกจากจวนตระกูลเจียง มุ่งตรงไปยังร้านค้าที่เถียนชิงอยู่ทันที
….
สาวใช้ในร้านค้าย่อมไม่รู้จักลู่เย่ในยามที่เขาไม่ได้สวมชุดดำ
เมื่อเห็นลู่เย่เดินเข้ามา นางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“แขกผู้มีเกียรติท่านนี้ ท่านต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
“ข้ามาหาเถียนชิง” ลู่เย่กล่าวเสียงเรียบ
ทันทีที่สิ้นคำพูดนี้ สาวใช้ผู้นั้นก็พลันเบิกตากว้าง จ้องมองลู่เย่ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับตนเองด้วยความตกตะลึง
ชื่อของเถียนชิงนั้น ในเมื่อนางทำงานอยู่ที่ร้านค้าแห่งนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จัก
ปัญหาคือ...ท่านผู้อาวุโสเถียนเป็นถึงหนึ่งในยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์เพียงไม่กี่คนในเมืองเมฆาใบไม้เชียวนะ!
ทั้งฐานะและพลังฝีมือล้วนสูงส่งเหนือใคร
คนทั่วไปที่มาหา ก็มักจะพูดว่ามาหา “ท่านผู้อาวุโสเถียน” จะไม่มีทางเอ่ยชื่อออกมาตรงๆ
แต่ชายหนุ่มที่ดูมีอายุไล่เลี่ยกับนางที่อยู่ตรงหน้านี้กลับเอ่ยชื่อของท่านผู้อาวุโสเถียนออกมาโต้งๆตั้งแต่คำแรกเลยอย่างนั้นรึ?
“ท่าน...ท่านมาหาท่านผู้อาวุโสเถียนหรือเจ้าคะ?”
เมื่อมองดูสาวใช้ที่ทำท่าราวกับถูกสะกดให้นิ่งงัน ลู่เย่จึงเอ่ยถาม
“เป็นอะไรไป หรือว่าเถียนชิง... เอ่อ... ท่านผู้อาวุโสเถียนไม่ได้อยู่ที่ร้านรึ?”
สาวใช้: “...”
อยู่ที่ร้านน่ะอยู่หรอก...
ช่วงนี้ท่านผู้อาวุโสเถียนก็อยู่ที่ห้องเงียบด้านหลังร้านมาโดยตลอด
แต่การกระทำของลู่เย่ทำให้สาวใช้ผู้นี้แยกแยะไม่ออกเลยจริงๆว่าคนผู้นี้มาหาเรื่อง หรือว่ารู้จักกับท่านผู้อาวุโสเถียนจริงๆกันแน่
ถ้าหากว่าเขามาหาเรื่อง แล้วนางยังจะนำเขาไปพบท่านผู้อาวุโสเถียนอีก...มีหวังว่าถ้วยข้าวของนางคงจะกระเด็นเป็นแน่
ดังนั้น ชั่วขณะนั้นเอง สาวใช้จึงยืนนิ่งงันไป ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พอจะอ้าปากโกหกออกไปว่าท่านผู้อาวุโสเถียนไม่อยู่ที่ร้าน
นางก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มรูปงามที่อยู่ตรงหน้าเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก แค่พาข้าไปพบท่านผู้อาวุโสเถียนก็พอแล้ว”
“หา?” สาวใช้รู้สึกสับสนอยู่บ้าง
แต่เมื่อมองดูรอยยิ้มอันเป็นมิตรของลู่เย่ นางก็เผลอพยักหน้าตอบไปโดยไม่รู้ตัว
“ได้... ได้เจ้าค่ะ เชิญท่านตามข้ามา”
….
ครู่ต่อมา...
ภายในห้องเงียบ เถียนชิงมองดูสองร่างที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าประตู ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนทันที
“คุณชายลู่ ท่าน...ท่านมาแล้วหรือขอรับ?”
อย่างไรเสียก็ยังอยู่ต่อหน้าสาวใช้ เถียนชิงจึงรีบเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นการเปิดเผยตัวตนของลู่เย่
ส่วนสาวใช้ผู้นั้น พอเห็นว่าท่านผู้อาวุโสเถียนรู้จักกับชายหนุ่มรูปงามผู้นี้จริงๆในใจก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
จนกระทั่งกลับมาถึงหน้าร้าน ในหัวของสาวใช้ก็ยังคงเต็มไปด้วยความสงสัยอยู่บ้าง
ทั้งๆที่นางควรจะบอกว่าท่านผู้อาวุโสเถียนไม่อยู่แท้ๆแล้วทำไมนางถึงได้พาคนเข้าไปจริงๆกันนะ?
แต่ว่า.. รอยยิ้มของเขา ช่างดูอบอุ่นเหลือเกิน...
….
ภายในห้องเงียบ...
เถียนชิงหยิบตั๋วเงินมูลค่าห้าแสนห้าหมื่นตำลึงออกมาจากแหวนมิติ
“คุณชายลู่ โชคดีที่ไม่ทำให้ท่านผิดหวังขอรับ แหวนมิติขายออกไปได้แล้ว เชิญท่านตรวจสอบได้เลย”
ลู่เย่รับตั๋วเงินมา กวาดสายตามองคร่าวๆแล้วจึงเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“พอดีเลย ที่ข้าก็มีของอยู่เล็กน้อยเหมือนกัน”
เดิมทีเถียนชิงคิดว่าของที่ลู่เย่พูดถึงนั้นน่าจะเป็นพวกอาวุธดาบระดับต่ำ หรือไม่ก็ตำราเคล็ดวิชายุทธ์อะไรทำนองนั้น
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ในวินาทีต่อมา แหวนมิติอีกสามวงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขา
เถียนชิง: “…...”
ของอย่างแหวนมิติที่แม้แต่สำหรับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์แล้วก็ยังนับเป็นของล้ำค่า
เเต่คุณชายลู่กลับหยิบออกมาได้ถึงสามวงในคราวเดียวอย่างนั้นรึ?
อันที่จริงแล้ว...ในมือของลู่เย่ ยังมีอีกวงหนึ่ง
นั่นคือแหวนมิติของผู้บำเพ็ญมารขอบเขตเหนือสวรรค์ที่เขาเพิ่งจะสังหารไปได้ไม่นาน
ภายในแหวนนั้น มียาโลหิตเดือดซึ่งสามารถเพิ่มพลังฝีมือได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆอยู่หนึ่งขวด บวกกับหน้ากากหนังมนุษย์ที่สามารถใช้เปลี่ยนโฉมหน้าได้อีกหนึ่งชิ้น
ยาโลหิตเดือดนับเป็นหนึ่งในยาต้องห้าม หลังจากกินเข้าไปแล้ว จะสามารถเพิ่มพลังฝีมือขึ้นได้ประมาณหนึ่งถึงสองส่วนในระยะเวลาสั้นๆแต่จะคงอยู่ได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
และสิ่งที่ถูกเผาผลาญนั้น...ก็คือโลหิตของตนเอง
เพียงแต่ว่า ตอนที่อยู่ต่อหน้าลู่เย่ ผู้บำเพ็ญมารขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้นั้นไม่มีโอกาสแม้แต่จะหยิบยาโลหิตเดือดออกมาใช้เลยแม้แต่น้อย
ของสองสิ่งนี้ ลู่เย่ไม่ได้เก็บเข้าไปในแหวนมิติที่อยู่บนมือของเขา ดังนั้นจึงยังไม่มีวงที่ว่างออกมาในตอนนี้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เถียนชิงก็เอ่ยขึ้นว่า
“คุณชายลู่ ข้าคิดว่าแหวนมิติทั้งสามวงของท่านนี้ ไม่ควรจะให้ข้าเป็นผู้ขายอีกต่อไปแล้ว หากนำไปส่งให้โรงประมูลของสมาคมการค้าน่าจะดีกว่าขอรับ”
“โอ้?” ลู่เย่เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ลองว่ามาสิว่าเป็นอย่างไร”
เถียนชิงรวบรวมความคิด ก่อนจะเอ่ยว่า
“โรงประมูลนั้น ไม่เพียงแต่จะมอบบัตรแขกพิเศษให้เมื่อซื้อของถึงจำนวนที่กำหนดเท่านั้น แต่หากนำของไปฝากให้โรงประมูลช่วยจัดการประมูลให้ แล้วของชิ้นนั้นมีมูลค่าถึงจำนวนที่กำหนด ก็จะได้รับสิทธิพิเศษนี้เช่นกันขอรับ”
“ยิ่งไปกว่านั้น โรงประมูลแต่ละแห่งต่างก็มีวิธีการประชาสัมพันธ์เป็นของตนเอง สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้เป็นวงกว้าง ไม่เหมือนกับร้านเล็กๆของพวกเราที่มีลูกค้าซึ่งสามารถเข้าถึงได้ไม่มากนัก”
“มิเช่นนั้น แหวนวงก่อนก็คงจะไม่เพิ่งจะขายออกไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหรอกขอรับ”
“ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องหักค่าธรรมเนียมไปเล็กน้อย แต่แหวนมิติหนึ่งวงในงานประมูลนั้น สามารถทำราคาได้ถึงหกแสนตำลึงได้อย่างง่ายดาย เมื่อคำนวณดูแล้วจริงๆก็แทบจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่”
“และที่สำคัญ ยังสามารถได้รับบัตรแขกพิเศษของสมาคมการค้าซึ่งเป็นเจ้าของโรงประมูลอีกด้วย ในอนาคตหากมีของหายากบางอย่าง ก็สามารถให้สมาคมการค้าช่วยตามหาให้ได้ อีกทั้งเวลาซื้อของก็ยังจะได้รับส่วนลดอีกด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะลองไปหาโรงประมูลดูสักแห่ง”
ร้านเล็กๆของเถียนชิงแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก…ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับงานประมูลแล้ว ย่อมด้อยกว่าอย่างเทียบไม่ติด
ยิ่งไปกว่านั้น สมาคมการค้าที่อยู่เบื้องหลังโรงประมูลแบบเครือข่ายแต่ละแห่ง ล้วนเป็นดั่งยักษ์ใหญ่ที่มีผู้เชี่ยวชาญมากมายคอยดูแลอยู่
หากได้ติดต่อสัมพันธ์กับพวกเขาไว้ ในอนาคตไม่ว่าจะทำอะไร ก็น่าจะสะดวกสบายขึ้นบ้างจริงๆ
ส่วนเรื่องที่ว่าแหวนมิติจะไปกระตุ้นความโลภของโรงประมูลหรือไม่นั้น...
ลู่เย่ได้แต่ส่ายหน้าในใจ
หากโรงประมูลในเครือของสมาคมการค้าจะเกิดความโลภขึ้นมากับแค่ของเพียงเท่านี้ ก็คงจะไม่มีทางเติบใหญ่มาได้ถึงขนาดนี้เป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่ได้หวาดกลัวสิ่งที่เรียกว่าคนโลภเลยแม้แต่น้อย
หากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นมาจริงๆก็เท่ากับว่าเป็นการมาส่งเงินให้เขาถึงที่เสียมากกว่า
เมื่อเห็นว่าลู่เย่กำลังจะลุกขึ้นจากไป เถียนชิงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“คุณชายลู่ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องเรียนให้ท่านทราบขอรับ”
“ก่อนหน้านี้ บริเวณนอกเมืองเมฆาใบไม้ เคยมีบุคคลลึกลับผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น”
“เขาใช้พลังเพียงคนเดียว ฟาดฟันจนแม่น้ำอวิ๋นหลานที่อยู่นอกเมืองขาดสะบั้น ทำให้สายน้ำหยุดไหลไปนานหลายนาที ด้วยกระบวนท่าเช่นนี้แล้ว ข้าสงสัยว่าน่าจะเป็นฝีมือของปรมาจารย์ยุทธ์!”
“เป็นไปได้ว่า... ในเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ ยังมีปรมาจารย์ยุทธ์อีกคนหนึ่งอยู่!!”
(จบตอน)