เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 121 : ปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อตอนนั้น คือลู่เย่งั้นรึ?!

บทที่ 121 : ปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อตอนนั้น คือลู่เย่งั้นรึ?!

บทที่ 121 : ปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อตอนนั้น คือลู่เย่งั้นรึ?!


บทที่ 121 : ปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อตอนนั้น คือลู่เย่งั้นรึ?!

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฝีเท้าของลู่เย่ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“นั่นไม่ใช่ฝีมือของคนอื่นหรอก เป็นข้าเองที่กำลังทดลองเคล็ดวิชาอยู่เมื่อตอนนั้น ก็เลยลองฟาดฟันออกไปส่งๆดู”

สิ้นเสียงนั้น ลู่เย่ก็เดินออกจากห้องเงียบไป

เบื้องหลัง...รูม่านตาของเถียนชิงพลันหดเล็กลงในทันที

ใบหน้าที่แก่ชราของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

เป็นความจริงที่คุณชายลู่ในปัจจุบันคือปรมาจารย์ยุทธ์

แต่ว่า...คุณชายลู่เพิ่งจะบรรลุเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ในดินแดนลับหุบเขาทมิฬไม่ใช่หรือ?!

ส่วนเหตุการณ์ที่บุคคลลึกลับตัดสายน้ำด้วยกระบวนท่าเดียวนั้น มันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะเข้าไปในดินแดนลับเสียอีก

ในตอนนั้น...คุณชายลู่ยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์เลยนะ!

ก็เพราะเหตุนี้เอง เถียนชิงถึงได้คาดเดาว่าในเมืองแห่งนี้อาจจะมีปรมาจารย์ยุทธ์อีกคนหนึ่งอยู่

คาดไม่ถึงเลยว่า...ก่อนหน้านี้ในตอนที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ คุณชายลู่จะสามารถแสดงพลังต่อสู้ที่เทียบเคียงกับปรมาจารย์ยุทธ์ได้แล้ว

เดิมทีเถียนชิงคิดว่าตนเองได้จินตนาการถึงความแข็งแกร่งของคุณชายลู่ไว้สูงส่งมากพอแล้ว แต่ความเป็นจริง...กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก!

ในชั่วขณะนั้น ในใจของเถียนชิงก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

……

ลู่เย่เดินออกจากห้องเงียบ ผ่านโถงทางเดินกลับมายังร้านค้าอีกครั้ง...

ในร้านไม่มีลูกค้านัก สาวใช้ที่กำลังเหม่อลอยอยู่บ้างจึงรีบตั้งสติกลับคืนมา

พอตั้งใจมองดูดีๆหัวใจของนางก็พลันเต้นรัวขึ้นมาทันที

ตัวลู่เย่นั้นมีรูปโฉมหล่อเหลาอยู่แล้ว ยิ่งบวกกับระดับพลังยุทธ์ที่สูงส่งไร้เทียมทาน ทั่วร่างของเขาก็ยิ่งแผ่กลิ่นอายแห่งความสงบนิ่งออกมาโดยธรรมชาติ

และที่สำคัญที่สุด...แม้แต่บุคคลระดับท่านผู้อาวุโสเถียน พอได้เห็นเขา ก็ยังต้องส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร

ในขณะที่นางกำลังจะรวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยทักทายและแนะนำตัวเองนั้นเอง สาวใช้ก็ได้เห็นชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นพยักหน้าให้นางเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกจากร้านไปอย่างแผ่วเบา แล้วหายลับไปในฝูงชนบนท้องถนน

ทันใดนั้น ในใจของสาวใช้ก็พลันบังเกิดความรู้สึกผิดหวังจางๆขึ้นมา ราวกับว่าได้สูญเสียอะไรบางอย่างไป

….

นอกร้านค้า...

ลู่เย่เปลี่ยนกลับไปสวมชุดดำอีกครั้งในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง

เขาเดินอยู่บนท้องถนน ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนพลุกพล่าน แต่เขากลับเคลื่อนไหวได้อย่างสบายๆราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน แทรกตัวผ่านฝูงชนไปได้อย่างง่ายดาย

ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าอาคารหลังหนึ่งซึ่งกินพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง

“สมาคมการค้าไป่ชวน...”

ในหัวของลู่เย่พลันปรากฏข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสมาคมการค้านี้ขึ้นมา

นี่คือสมาคมการค้าขนาดใหญ่ที่แผ่ขยายไปทั่วทั้งแคว้นซวนโจว ในเมืองใหญ่ๆทุกแห่งล้วนมีสาขาของตนเองตั้งอยู่

และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นผู้มีสิทธิ์ในการจัดงานประมูลขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายในแคว้นซวนโจวอีกด้วย

สมาคมการค้าขนาดใหญ่ที่สามารถแผ่ขยายไปทั่วทั้งสี่เขตแดนของแคว้นซวนโจวได้เช่นนี้ บัตรแขกพิเศษของพวกเขาก็ถือเป็นเครื่องหมายแสดงฐานะอย่างหนึ่งเช่นกัน

มันก็เหมือนกับพวกบัตรแบล็คการ์ด บัตรแพลทินัม หรือบัตรมังกรทะยานฟ้าในชาติก่อนของเขานั่นแหละ

ถึงแม้จะดูธรรมดาไปหน่อย แต่ก็เป็นวิธีที่ใช้จำแนกลูกค้าได้ดีที่สุดจริงๆ

เมื่อก้าวเข้าไปในสมาคมการค้า ก็มีสาวใช้ในชุดสุภาพเรียบร้อยเข้ามาต้อนรับในทันที

ถึงแม้ว่าลู่เย่จะสวมชุดดำทั้งตัว ใบหน้าก็ยังมีผ้าคลุมและหมวกปีกกว้างบดบังโฉมหน้าอยู่ก็ตาม

แต่การแต่งกายลักษณะนี้ ในสมาคมการค้าแล้ว ในแต่ละเดือนอย่างน้อยๆก็ต้องได้เห็นเป็นสิบๆคน

ด้วยเหตุนี้เอง สาวใช้ร่างสูงโปร่งผู้นี้จึงไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย นางส่งยิ้มอย่างเป็นมืออาชีพแล้วเอ่ยถาม

“แขกผู้มีเกียรติ ต้องการจะซื้อของ หรือว่าขายของเจ้าคะ?”

“มาขายของเล็กน้อย”

“ได้เจ้าค่ะแขกผู้มีเกียรติ เชิญตามข้ามาได้เลย”

“ข้าจะนำท่านไปพบกับผู้ประเมินราคาของสมาคมการค้าเรา รับรองว่าจะต้องประเมินราคาที่เหมาะสมที่สุดให้ท่านอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

ลู่เย่พยักหน้ารับ

สาวใช้ของสมาคมการค้าใหญ่นั้นดูจะคล่องแคล่วกว่าร้านเล็กๆอยู่มากจริงๆ

วาจาคารมต่างๆก็หลั่งไหลออกมาได้โดยไม่ต้องใช้ความคิดเลยแม้แต่น้อย

ประมาณครึ่งนาทีต่อมา นางก็ได้นำลู่เย่มายังโถงด้านหลัง ก่อนจะหยุดลงหน้าห้องเงียบห้องหนึ่งซึ่งแขวนป้าย “ว่าง” เอาไว้ แล้วเคาะประตูเบาๆ

“ท่านอาจารย์เจี่ย ข้านำแขกที่ต้องการประเมินราคาสินค้ามาพบท่านเจ้าค่ะ”

“เข้ามา”

สาวใช้ร่างสูงโปร่งจึงหันกลับมาส่งยิ้มให้ลู่เย่

“แขกผู้มีเกียรติ เชิญท่านเข้าไปด้านในได้เลยเจ้าค่ะ พอดีว่าด้านหน้าข้ายังมีงานยุ่งอยู่ คงจะไม่ได้เข้าไปเป็นเพื่อนท่านแล้ว”

ลู่เย่ผลักประตูเข้าไป ภายในห้องนั้นมีชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างท้วมนั่งอยู่

“จะประเมินอะไร”

“แหวนมิติสามวง” ลู่เย่กล่าวเสียงเรียบ

ในวินาทีต่อมา ผู้ประเมินราคานายนั้นก็พลันเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“ท่านว่าอะไรนะ? แหวนมิติ? สามวง?!”

แม้แต่ผู้ประเมินราคาอย่างพวกเขา ของที่ต้องประเมินราคาในแต่ละวันส่วนใหญ่ก็มักจะมีมูลค่าต่ำกว่าหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน

นานๆครั้งถึงจะมีของดีมูลค่าหลายหมื่นตำลึงปรากฏขึ้นมาบ้าง

ส่วนของที่มีมูลค่าประเมินเกินกว่าสองแสนตำลึง ก็เพียงพอที่จะได้ขึ้นสู่การประมูลรายเดือนของเมืองเมฆาใบไม้ซึ่งจัดขึ้นเดือนละครั้งแล้ว

การประมูลรายเดือนนั้น มีระดับที่สูงกว่าการประมูลธรรมดาทั่วไป

ราคาตลาดของแหวนมิตินั้นมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณห้าแสนตำลึงเป็นอย่างต่ำ ทั้งยังมีความคงที่อย่างมาก…จึงนับว่ามีคุณสมบัติพอที่จะขึ้นสู่การประมูลรายเดือนได้อย่างสมบูรณ์

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ประเมินราคานายนี้ตกตะลึงก็คือ เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่

เเหวนมิติจำนวนสามวง?

…..

ทันใดนั้น ลู่เย่ก็ได้หยิบแหวนมิติสามวงออกมา

ขนาดของมันเท่ากันทุกวง เมื่อจ้องมองไปยังลวดลายอันซับซ้อนบนแหวนอย่างตั้งใจ ก็จะรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อยขึ้นมา

นี่แหละคือความพิเศษของแหวนมิติ

เพราะอย่างไรเสียมันก็ถูกสร้างขึ้นมาจากผงหินมายาซึ่งมีคุณสมบัติเชิงมิติอยู่เล็กน้อย เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์การจัดเก็บสิ่งของในมิติที่ตื้นเขินอยู่บ้าง

หลังจากรับแหวนมิติมาแล้ว ผู้ประเมินราคาก็ใช้จิตสัมผัสสอดเข้าไปสำรวจทีละวง

เมื่อยืนยันว่าแหวนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีแล้ว ก็พยักหน้าพลางเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า

“ของไม่มีปัญหา มูลค่าของแหวนมิตินี้เพียงพอที่จะขึ้นสู่การประมูลรายเดือนได้แล้วขอรับ”

ลู่เย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า

“แล้วการประมูลธรรมดามันแตกต่างกันมากนักหรือ”

การที่จะให้เขารอถึงหนึ่งเดือน เวลามันค่อนข้างจะยาวนานเกินไปหน่อย

ผู้ประเมินราคาไม่มีท่าทีเรียบเฉยเหมือนตอนแรกอีกต่อไป เขาเอ่ยแนะนำตัวเองขึ้นก่อน

“ข้าแซ่เจี่ยนามว่าผิง ยังมิได้เรียนถามนามอันสูงส่งของแขกผู้มีเกียรติเลยขอรับ?”

“เฉินหนานซวน”

“คุณชายเฉินขอรับ การประมูลรายเดือนนั้นนับเป็นงานใหญ่ที่สุดของสมาคมการค้าเรา”

“ทางเราจะส่งบัตรเชิญไปยังตระกูลและกองกำลังขอบเขตเหนือสวรรค์ใหญ่ๆทุกแห่ง ถึงเวลานั้นก็จะมีสหายมากมายจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาร่วมงาน ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว”

เจี่ยผิงกล่าวต่อ

“หากนำไปประมูลในงานประมูลธรรมดา ราคาที่ได้ย่อมไม่สูงเท่ากับการประมูลรายเดือนอย่างแน่นอนขอรับ”

“อีกอย่าง...การประมูลรายเดือนครั้งต่อไปก็จะจัดขึ้นในอีกเพียงสามวันข้างหน้านี้แล้ว ท่านไม่ลองพิจารณาดูหน่อยหรือขอรับ?”

เหตุผลที่เขาต้องพยายามแนะนำอย่างแข็งขันถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะว่าของที่ผ่านมือผู้ประเมินราคาไป

หากสามารถทำราคาประมูลได้สูง...เมื่อถึงตอนนั้น ผู้ประเมินราคาก็จะได้รับส่วนแบ่งจากสมาคมการค้าเช่นกัน

แน่นอนว่า ส่วนแบ่งนี้จะถูกหักออกมาจากส่วนแบ่งของสมาคมการค้าที่หักจากผู้ขายอีกทีหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ขายอย่างลู่เย่เป็นผู้รับผิดชอบแต่อย่างใด

….

สามวัน...งั้นรึ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจของลู่เย่ก็เริ่มจะคล้อยตามอยู่บ้าง

อีกไม่กี่วัน เขาก็จะสามารถทำการสุ่มแบบระบุเป้าหมายได้หนึ่งครั้ง ซึ่งต้องใช้เงินหนึ่งแสนตำลึง

ส่วนครั้งถัดไป ก็จะต้องใช้ถึงหนึ่งล้านตำลึงเลยทีเดียว

สำหรับสถานการณ์ที่สามารถหาเงินเพิ่มได้มากขึ้น โดยต้องรอเพิ่มอีกเพียงสามวันเท่านั้น ลู่เย่ก็เต็มใจที่จะรอ

“ถ้าเช่นนั้น ก็ตกลงเข้าร่วมการประมูลรายเดือนก็แล้วกัน”

เจี่ยผิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หลังจากต้องเปลืองน้ำลายไปพักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็คว้าโอกาสที่จะทำเงินเพิ่มไว้ในมือได้สำเร็จ

เขารีบส่งคืนแหวนมิติในมือให้ลู่เย่ทันที ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า

“คุณชายเฉิน อีกสามวันข้างหน้า ท่านมาหาข้าที่นี่ได้เลยขอรับ การประมูลจะเริ่มขึ้นในยามซวี (19:00-20:59 น.)”

ลู่เย่พยักหน้ารับ แล้วจึงเดินออกจากสมาคมการค้าไป่ชวน

…..

อีกด้านหนึ่ง...

ณ เทือกเขาแห่งหนึ่ง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งมีสีหน้าดูมืดมนน่ากลัว กำลังบิดคอของหมาป่าเงาระดับสองตัวหนึ่งจนหัก แล้วดูดกินเลือดสดๆของมัน

“ไอ้พวกหน่วยจับกุมสารเลว! รอให้ข้าบรรลุขอบเขตเหนือสวรรค์เมื่อไหร่ ข้าจะดื่มเลือดของพวกแกสดๆเลยคอยดู!”

หวังเทียนเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบอย่างที่สุด

ในช่วงที่ผ่านมานี้ กำลังในการไล่ล่าจับกุมในแดนเหนือพลันเข้มข้นขึ้นอย่างกะทันหัน

เเถมยังปรากฏหน่วยปราบอสูรมากมายซึ่งมีผู้นำขอบเขตเหนือสวรรค์คอยคุมหน่วย

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 121 : ปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อตอนนั้น คือลู่เย่งั้นรึ?!

คัดลอกลิงก์แล้ว