- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 121 : ปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อตอนนั้น คือลู่เย่งั้นรึ?!
บทที่ 121 : ปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อตอนนั้น คือลู่เย่งั้นรึ?!
บทที่ 121 : ปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อตอนนั้น คือลู่เย่งั้นรึ?!
บทที่ 121 : ปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อตอนนั้น คือลู่เย่งั้นรึ?!
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฝีเท้าของลู่เย่ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“นั่นไม่ใช่ฝีมือของคนอื่นหรอก เป็นข้าเองที่กำลังทดลองเคล็ดวิชาอยู่เมื่อตอนนั้น ก็เลยลองฟาดฟันออกไปส่งๆดู”
สิ้นเสียงนั้น ลู่เย่ก็เดินออกจากห้องเงียบไป
เบื้องหลัง...รูม่านตาของเถียนชิงพลันหดเล็กลงในทันที
ใบหน้าที่แก่ชราของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
เป็นความจริงที่คุณชายลู่ในปัจจุบันคือปรมาจารย์ยุทธ์
แต่ว่า...คุณชายลู่เพิ่งจะบรรลุเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ในดินแดนลับหุบเขาทมิฬไม่ใช่หรือ?!
ส่วนเหตุการณ์ที่บุคคลลึกลับตัดสายน้ำด้วยกระบวนท่าเดียวนั้น มันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะเข้าไปในดินแดนลับเสียอีก
ในตอนนั้น...คุณชายลู่ยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์เลยนะ!
ก็เพราะเหตุนี้เอง เถียนชิงถึงได้คาดเดาว่าในเมืองแห่งนี้อาจจะมีปรมาจารย์ยุทธ์อีกคนหนึ่งอยู่
คาดไม่ถึงเลยว่า...ก่อนหน้านี้ในตอนที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ คุณชายลู่จะสามารถแสดงพลังต่อสู้ที่เทียบเคียงกับปรมาจารย์ยุทธ์ได้แล้ว
เดิมทีเถียนชิงคิดว่าตนเองได้จินตนาการถึงความแข็งแกร่งของคุณชายลู่ไว้สูงส่งมากพอแล้ว แต่ความเป็นจริง...กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก!
ในชั่วขณะนั้น ในใจของเถียนชิงก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
……
ลู่เย่เดินออกจากห้องเงียบ ผ่านโถงทางเดินกลับมายังร้านค้าอีกครั้ง...
ในร้านไม่มีลูกค้านัก สาวใช้ที่กำลังเหม่อลอยอยู่บ้างจึงรีบตั้งสติกลับคืนมา
พอตั้งใจมองดูดีๆหัวใจของนางก็พลันเต้นรัวขึ้นมาทันที
ตัวลู่เย่นั้นมีรูปโฉมหล่อเหลาอยู่แล้ว ยิ่งบวกกับระดับพลังยุทธ์ที่สูงส่งไร้เทียมทาน ทั่วร่างของเขาก็ยิ่งแผ่กลิ่นอายแห่งความสงบนิ่งออกมาโดยธรรมชาติ
และที่สำคัญที่สุด...แม้แต่บุคคลระดับท่านผู้อาวุโสเถียน พอได้เห็นเขา ก็ยังต้องส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร
ในขณะที่นางกำลังจะรวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยทักทายและแนะนำตัวเองนั้นเอง สาวใช้ก็ได้เห็นชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นพยักหน้าให้นางเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกจากร้านไปอย่างแผ่วเบา แล้วหายลับไปในฝูงชนบนท้องถนน
ทันใดนั้น ในใจของสาวใช้ก็พลันบังเกิดความรู้สึกผิดหวังจางๆขึ้นมา ราวกับว่าได้สูญเสียอะไรบางอย่างไป
….
นอกร้านค้า...
ลู่เย่เปลี่ยนกลับไปสวมชุดดำอีกครั้งในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง
เขาเดินอยู่บนท้องถนน ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนพลุกพล่าน แต่เขากลับเคลื่อนไหวได้อย่างสบายๆราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน แทรกตัวผ่านฝูงชนไปได้อย่างง่ายดาย
ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าอาคารหลังหนึ่งซึ่งกินพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง
“สมาคมการค้าไป่ชวน...”
ในหัวของลู่เย่พลันปรากฏข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสมาคมการค้านี้ขึ้นมา
นี่คือสมาคมการค้าขนาดใหญ่ที่แผ่ขยายไปทั่วทั้งแคว้นซวนโจว ในเมืองใหญ่ๆทุกแห่งล้วนมีสาขาของตนเองตั้งอยู่
และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นผู้มีสิทธิ์ในการจัดงานประมูลขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายในแคว้นซวนโจวอีกด้วย
สมาคมการค้าขนาดใหญ่ที่สามารถแผ่ขยายไปทั่วทั้งสี่เขตแดนของแคว้นซวนโจวได้เช่นนี้ บัตรแขกพิเศษของพวกเขาก็ถือเป็นเครื่องหมายแสดงฐานะอย่างหนึ่งเช่นกัน
มันก็เหมือนกับพวกบัตรแบล็คการ์ด บัตรแพลทินัม หรือบัตรมังกรทะยานฟ้าในชาติก่อนของเขานั่นแหละ
ถึงแม้จะดูธรรมดาไปหน่อย แต่ก็เป็นวิธีที่ใช้จำแนกลูกค้าได้ดีที่สุดจริงๆ
เมื่อก้าวเข้าไปในสมาคมการค้า ก็มีสาวใช้ในชุดสุภาพเรียบร้อยเข้ามาต้อนรับในทันที
ถึงแม้ว่าลู่เย่จะสวมชุดดำทั้งตัว ใบหน้าก็ยังมีผ้าคลุมและหมวกปีกกว้างบดบังโฉมหน้าอยู่ก็ตาม
แต่การแต่งกายลักษณะนี้ ในสมาคมการค้าแล้ว ในแต่ละเดือนอย่างน้อยๆก็ต้องได้เห็นเป็นสิบๆคน
ด้วยเหตุนี้เอง สาวใช้ร่างสูงโปร่งผู้นี้จึงไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย นางส่งยิ้มอย่างเป็นมืออาชีพแล้วเอ่ยถาม
“แขกผู้มีเกียรติ ต้องการจะซื้อของ หรือว่าขายของเจ้าคะ?”
“มาขายของเล็กน้อย”
“ได้เจ้าค่ะแขกผู้มีเกียรติ เชิญตามข้ามาได้เลย”
“ข้าจะนำท่านไปพบกับผู้ประเมินราคาของสมาคมการค้าเรา รับรองว่าจะต้องประเมินราคาที่เหมาะสมที่สุดให้ท่านอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
ลู่เย่พยักหน้ารับ
สาวใช้ของสมาคมการค้าใหญ่นั้นดูจะคล่องแคล่วกว่าร้านเล็กๆอยู่มากจริงๆ
วาจาคารมต่างๆก็หลั่งไหลออกมาได้โดยไม่ต้องใช้ความคิดเลยแม้แต่น้อย
ประมาณครึ่งนาทีต่อมา นางก็ได้นำลู่เย่มายังโถงด้านหลัง ก่อนจะหยุดลงหน้าห้องเงียบห้องหนึ่งซึ่งแขวนป้าย “ว่าง” เอาไว้ แล้วเคาะประตูเบาๆ
“ท่านอาจารย์เจี่ย ข้านำแขกที่ต้องการประเมินราคาสินค้ามาพบท่านเจ้าค่ะ”
“เข้ามา”
สาวใช้ร่างสูงโปร่งจึงหันกลับมาส่งยิ้มให้ลู่เย่
“แขกผู้มีเกียรติ เชิญท่านเข้าไปด้านในได้เลยเจ้าค่ะ พอดีว่าด้านหน้าข้ายังมีงานยุ่งอยู่ คงจะไม่ได้เข้าไปเป็นเพื่อนท่านแล้ว”
ลู่เย่ผลักประตูเข้าไป ภายในห้องนั้นมีชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างท้วมนั่งอยู่
“จะประเมินอะไร”
“แหวนมิติสามวง” ลู่เย่กล่าวเสียงเรียบ
ในวินาทีต่อมา ผู้ประเมินราคานายนั้นก็พลันเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ท่านว่าอะไรนะ? แหวนมิติ? สามวง?!”
แม้แต่ผู้ประเมินราคาอย่างพวกเขา ของที่ต้องประเมินราคาในแต่ละวันส่วนใหญ่ก็มักจะมีมูลค่าต่ำกว่าหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน
นานๆครั้งถึงจะมีของดีมูลค่าหลายหมื่นตำลึงปรากฏขึ้นมาบ้าง
ส่วนของที่มีมูลค่าประเมินเกินกว่าสองแสนตำลึง ก็เพียงพอที่จะได้ขึ้นสู่การประมูลรายเดือนของเมืองเมฆาใบไม้ซึ่งจัดขึ้นเดือนละครั้งแล้ว
การประมูลรายเดือนนั้น มีระดับที่สูงกว่าการประมูลธรรมดาทั่วไป
ราคาตลาดของแหวนมิตินั้นมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณห้าแสนตำลึงเป็นอย่างต่ำ ทั้งยังมีความคงที่อย่างมาก…จึงนับว่ามีคุณสมบัติพอที่จะขึ้นสู่การประมูลรายเดือนได้อย่างสมบูรณ์
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ประเมินราคานายนี้ตกตะลึงก็คือ เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่
เเหวนมิติจำนวนสามวง?
…..
ทันใดนั้น ลู่เย่ก็ได้หยิบแหวนมิติสามวงออกมา
ขนาดของมันเท่ากันทุกวง เมื่อจ้องมองไปยังลวดลายอันซับซ้อนบนแหวนอย่างตั้งใจ ก็จะรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อยขึ้นมา
นี่แหละคือความพิเศษของแหวนมิติ
เพราะอย่างไรเสียมันก็ถูกสร้างขึ้นมาจากผงหินมายาซึ่งมีคุณสมบัติเชิงมิติอยู่เล็กน้อย เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์การจัดเก็บสิ่งของในมิติที่ตื้นเขินอยู่บ้าง
หลังจากรับแหวนมิติมาแล้ว ผู้ประเมินราคาก็ใช้จิตสัมผัสสอดเข้าไปสำรวจทีละวง
เมื่อยืนยันว่าแหวนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีแล้ว ก็พยักหน้าพลางเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า
“ของไม่มีปัญหา มูลค่าของแหวนมิตินี้เพียงพอที่จะขึ้นสู่การประมูลรายเดือนได้แล้วขอรับ”
ลู่เย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า
“แล้วการประมูลธรรมดามันแตกต่างกันมากนักหรือ”
การที่จะให้เขารอถึงหนึ่งเดือน เวลามันค่อนข้างจะยาวนานเกินไปหน่อย
ผู้ประเมินราคาไม่มีท่าทีเรียบเฉยเหมือนตอนแรกอีกต่อไป เขาเอ่ยแนะนำตัวเองขึ้นก่อน
“ข้าแซ่เจี่ยนามว่าผิง ยังมิได้เรียนถามนามอันสูงส่งของแขกผู้มีเกียรติเลยขอรับ?”
“เฉินหนานซวน”
“คุณชายเฉินขอรับ การประมูลรายเดือนนั้นนับเป็นงานใหญ่ที่สุดของสมาคมการค้าเรา”
“ทางเราจะส่งบัตรเชิญไปยังตระกูลและกองกำลังขอบเขตเหนือสวรรค์ใหญ่ๆทุกแห่ง ถึงเวลานั้นก็จะมีสหายมากมายจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาร่วมงาน ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว”
เจี่ยผิงกล่าวต่อ
“หากนำไปประมูลในงานประมูลธรรมดา ราคาที่ได้ย่อมไม่สูงเท่ากับการประมูลรายเดือนอย่างแน่นอนขอรับ”
“อีกอย่าง...การประมูลรายเดือนครั้งต่อไปก็จะจัดขึ้นในอีกเพียงสามวันข้างหน้านี้แล้ว ท่านไม่ลองพิจารณาดูหน่อยหรือขอรับ?”
เหตุผลที่เขาต้องพยายามแนะนำอย่างแข็งขันถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะว่าของที่ผ่านมือผู้ประเมินราคาไป
หากสามารถทำราคาประมูลได้สูง...เมื่อถึงตอนนั้น ผู้ประเมินราคาก็จะได้รับส่วนแบ่งจากสมาคมการค้าเช่นกัน
แน่นอนว่า ส่วนแบ่งนี้จะถูกหักออกมาจากส่วนแบ่งของสมาคมการค้าที่หักจากผู้ขายอีกทีหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ขายอย่างลู่เย่เป็นผู้รับผิดชอบแต่อย่างใด
….
สามวัน...งั้นรึ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจของลู่เย่ก็เริ่มจะคล้อยตามอยู่บ้าง
อีกไม่กี่วัน เขาก็จะสามารถทำการสุ่มแบบระบุเป้าหมายได้หนึ่งครั้ง ซึ่งต้องใช้เงินหนึ่งแสนตำลึง
ส่วนครั้งถัดไป ก็จะต้องใช้ถึงหนึ่งล้านตำลึงเลยทีเดียว
สำหรับสถานการณ์ที่สามารถหาเงินเพิ่มได้มากขึ้น โดยต้องรอเพิ่มอีกเพียงสามวันเท่านั้น ลู่เย่ก็เต็มใจที่จะรอ
“ถ้าเช่นนั้น ก็ตกลงเข้าร่วมการประมูลรายเดือนก็แล้วกัน”
เจี่ยผิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หลังจากต้องเปลืองน้ำลายไปพักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็คว้าโอกาสที่จะทำเงินเพิ่มไว้ในมือได้สำเร็จ
เขารีบส่งคืนแหวนมิติในมือให้ลู่เย่ทันที ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“คุณชายเฉิน อีกสามวันข้างหน้า ท่านมาหาข้าที่นี่ได้เลยขอรับ การประมูลจะเริ่มขึ้นในยามซวี (19:00-20:59 น.)”
ลู่เย่พยักหน้ารับ แล้วจึงเดินออกจากสมาคมการค้าไป่ชวน
…..
อีกด้านหนึ่ง...
ณ เทือกเขาแห่งหนึ่ง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งมีสีหน้าดูมืดมนน่ากลัว กำลังบิดคอของหมาป่าเงาระดับสองตัวหนึ่งจนหัก แล้วดูดกินเลือดสดๆของมัน
“ไอ้พวกหน่วยจับกุมสารเลว! รอให้ข้าบรรลุขอบเขตเหนือสวรรค์เมื่อไหร่ ข้าจะดื่มเลือดของพวกแกสดๆเลยคอยดู!”
หวังเทียนเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบอย่างที่สุด
ในช่วงที่ผ่านมานี้ กำลังในการไล่ล่าจับกุมในแดนเหนือพลันเข้มข้นขึ้นอย่างกะทันหัน
เเถมยังปรากฏหน่วยปราบอสูรมากมายซึ่งมีผู้นำขอบเขตเหนือสวรรค์คอยคุมหน่วย
(จบตอน)