- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 119 : การทดสอบในดินแดนลับของนิกายเมฆาสีชาด
บทที่ 119 : การทดสอบในดินแดนลับของนิกายเมฆาสีชาด
บทที่ 119 : การทดสอบในดินแดนลับของนิกายเมฆาสีชาด
บทที่ 119 : การทดสอบในดินแดนลับของนิกายเมฆาสีชาด
จนกระทั่งรุ่งเช้า สองพี่น้องตระกูลเจียงต่างก็ยังคงรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง
เมื่อเดินออกจากเรือนของตนเองแล้วมาถึงเรือนน้อยของเจียงหลิงเยว่ เจียงชิงเกอก็พบว่าน้องสาวของนางกำลังตื่นขึ้นมาฝึกดาบแต่เช้า นับว่ายังคงรักษานิสัยที่ดีที่บ่มเพาะมาโดยตลอดเอาไว้ได้
แต่ถึงเจียงชิงเกอจะไม่เป็นเพลงดาบ แต่ก็เคยอ่านตำราเคล็ดวิชาดาบมาอยู่บ้าง จึงพอมองออกได้ว่าเจียงหลิงเยว่ในวันนี้ ดูเหมือนจะฝึกดาบได้ไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรงเท่าใดนัก
“เอ๊ะ... พี่หญิง ตื่นเช้าจังเลยนะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากนอกประตู เจียงหลิงเยว่ก็มองไปยังเจียงชิงเกอที่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าประตูเรือน
พลันไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมา ใบหน้าน้อยๆของนางก็แดงระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ยังโชคดีนะที่เกราะป้องกันเสียงของลู่เย่ใช้งานได้ดี ไม่อย่างนั้นล่ะก็...
“เมื่อคืนเจ้านอนไม่หลับหรือ?”
เมื่อเห็นว่าท่าทีของเจียงหลิงเยว่ดูผิดปกติไปบ้าง เจียงชิงเกอจึงเอ่ยถาม
“เมื่อคืนนี้ ที่นี่ของเจ้าเหมือนจะมีหนูเข้าไปตัวหนึ่งนะ เจ้ารู้หรือไม่?”
“อ๋อๆข้ารู้เจ้าค่ะพี่หญิง เมื่อคืนข้าเองก็ถูกมันก่อกวนจนตื่นขึ้นมากลางดึกเหมือนกัน แต่ก็จัดการไปเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ เลยนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่”
ในตอนแรกเจียงหลิงเยว่ถึงกับชะงักไป
แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนคนใจร้ายผู้นั้นได้จงใจพูดถึงเรื่องหนูตัวใหญ่อะไรสักอย่าง พอมาได้ยินเช่นนี้ในตอนนี้ นางก็เข้าใจได้ในทันที
เจียงชิงเกอพยักหน้า…ถ้างั้นก็ไม่น่าแปลกใจแล้ว
มีหนูเข้าไปในบ้านจนรบกวนการนอนหลับในช่วงครึ่งคืนหลัง ก็ไม่แปลกที่จะดูไม่มีเรี่ยวแรง
“อย่าหักโหมจนเกินไปล่ะ หากอยากจะพักก็ไปพักผ่อนสักหน่อยเถอะ”
เจียงชิงเกอเหลือบมองไปยังทิศทางเรือนของลู่เย่อย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“ข้าจะไปตรวจสอบบัญชีของร้านค้าอีกสองแห่งที่เหลือให้เสร็จก่อน เจ้าก็ฝึกดาบไปเถอะ”
เดิมทีนางตั้งใจว่าจะตรวจสอบบัญชีให้เสร็จสิ้นตั้งแต่เมื่อคืน
แต่กลับบังเอิญมาเจอลู่เย่ที่กลับมาจากการตามหาสมบัติเสียก่อน ทำให้แผนการที่วางไว้ต้องเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
……
ณ นิกายเมฆาสีชาด
บริเวณเขาด้านหลัง มีทะเลสาบใสสะอาดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ บนผิวน้ำมีดอกบัวบานสะพรั่งอยู่มากมาย ใต้น้ำมีฝูงปลาแหวกว่ายเล่นกันอย่างสนุกสนาน
กลางทะเลสาบนั้น มีศาลาหลังหนึ่ง
ในขณะนี้ ร่างอันสง่างามในชุดชาววังสีชาดกำลังนั่งอยู่ในศาลา จ้องมองปลาทองสองสามตัวที่แหวกว่ายอยู่ในทะเลสาบ
ความวุ่นวายในแดนเหนือเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ
แต่เมื่อมองดูศิษย์รุ่นเยาว์รุ่นต่อไปทั่วทั้งนิกายเมฆาสีชาดแล้ว นางกลับไม่พบหน่อเนื้อเชื้อไขที่สามารถเป็นเสาหลักค้ำจุนนิกายได้เลยแม้แต่คนเดียว
อย่างน้อยๆนิกายหมื่นวิถีก็ยังมีเซียวหยุนผู้มีสมญานามว่าเป็นอันดับหนึ่งแห่งคนรุ่นเยาว์อยู่คนหนึ่ง
หลังจากผ่านการทดสอบในดินแดนลับหุบเขาทมิฬ เขาก็ได้เริ่มปิดด่านบำเพ็ญเพียร พยายามที่จะเข้าถึงความสมบูรณ์แบบของขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าแล้ว
ส่วนนิกายเมฆาสีชาดของนาง ถึงแม้ว่าศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นปัจจุบันจะเป็นศิษย์ของนางเองก็ตาม
เเละหากพิจารณาแยกออกมา ซูหว่านที่ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าแล้ว ในอนาคตก็ย่อมมีอนาคตที่สดใสอย่างยิ่ง
ปัญหาคือ...เวลามันไม่คอยใคร
ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้านั้น หากอยู่ในแดนเหนือที่สงบสุข ก็ยังนับว่าไม่เลวทีเดียว
แต่หากเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นมาจริงๆยกตัวอย่างเช่น จอมมารที่ถูกผนึกไว้ซึ่งหลบหนีออกมาจากทุ่งร้างหินดำเริ่มออกอาละวาด…ถึงตอนนั้น แม้แต่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดก็อาจจะยังไม่เพียงพอ
ผู้ที่จะเป็นกำลังรบที่แท้จริงได้ อาจจะมีเพียงยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นสูงสุดเพียงไม่กี่คน และเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น!
ในชั่วพริบตานั้นเอง นางเซียนเมฆาสีชาดก็นึกถึงปรมาจารย์ยุทธ์ชุดดำผู้นั้นขึ้นมาอีกครั้ง
“หากสามารถดึงเขาเข้าร่วมนิกายเมฆาสีชาดของข้าได้ ด้วยทรัพยากรของนิกายเราแล้ว เขาจะต้องสามารถทะลวงสู่ระดับที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน...”
นางเซียนเมฆาสีชาดถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
เรื่องที่ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อเขาเช่นนี้ เหตุใดเขาถึงต้องหลบหน้าไม่ยอมพบนางด้วย?
หากเขายอมตกลง นางเซียนเมฆาสีชาดรู้สึกว่า มีเงื่อนไขมากมายที่นางสามารถหยิบยื่นให้เขาได้
กระทั่ง... ตำแหน่งรองเจ้าสำนักเมฆาสีชาดนี้ ก็ใช่ว่าจะเจรจากันไม่ได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางเซียนเมฆาสีชาดก็ตบมือเบาๆในทันใดนั้น ร่างของสตรีผู้หนึ่งซึ่งคลุมกายด้วยชุดดำมิดชิด ก็ปรากฏขึ้นในศาลากลางน้ำอย่างเงียบเชียบ
“ท่านเจ้าสำนัก!”
ในแววตาของสตรีชุดดำที่มองมายังนางเซียนเมฆาสีชาดนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความคลั่งไคล้ศรัทธา
นางเปรียบเสมือนมือข้างหนึ่งของเจ้าสำนักเมฆาสีชาด ปกติแล้วน้อยครั้งนักที่จะปรากฏตัวในนิกาย เป็นดั่งเงาของนางเซียนเมฆาสีชาด
นางจะปรากฏตัวขึ้นก็ต่อเมื่อนางเซียนเมฆาสีชาดต้องการเท่านั้น
นางเซียนเมฆาสีชาดจ้องมองเหล่ามัจฉาที่แหวกว่ายอย่างสบายอารมณ์อยู่ในน้ำ พลางเอ่ยเสียงเรียบ
“ไปตามซูหว่านมาพบข้า”
สตรีชุดดำหมุนตัวจากไปอย่างเงียบงัน ราวกับภูตผีตนหนึ่ง ครู่ต่อมา ซูหว่านที่ได้รับข่าวก็รีบรุดมายังศาลากลางน้ำ
“ท่านอาจารย์ ท่านเรียกหาข้าหรือเจ้าคะ?”
“ดินแดนลับของนิกายกำลังจะเปิดแล้ว ครานี้ เจ้าจงเข้าไปทดสอบฝีมือเสียหน่อยเถอะ” นางเซียนเมฆาสีชาดเอ่ยเสียงแผ่วเบา
ดินแดนลับของนิกาย...
ซูหว่านพยักหน้ารับ นางเคยเข้าไปในดินแดนลับของนิกายมาแล้วครั้งหนึ่ง มันจะเปิดขึ้นทุกๆระยะเวลาหนึ่ง แต่เนื่องจากจำนวนคนที่สามารถรองรับได้นั้นมีจำกัด
ดังนั้นทุกครั้งที่เปิดขึ้น นิกายก็จะจัดการคัดเลือกศิษย์ขึ้น โดยจะคัดเลือกศิษย์ที่มีอันดับสูงๆเข้าไป
แต่ทว่า ฐานะและพลังฝีมือของซูหว่านนั้น ถึงแม้จะเทียบกับเซียวหยุนไม่ได้ แต่การที่จะกดดันศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งนิกายเมฆาสีชาดได้นั้น ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย
นั่นก็หมายความว่า ต่อให้นางไม่เข้าร่วมการคัดเลือก ก็จะไม่มีผู้ใดในนิกายกล่าวว่าอะไร
ศิษย์สายตรงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าผู้ที่สามารถสะกดคนทั้งนิกายได้ ต่อให้ต้องลงมือแย่งชิง ก็ย่อมต้องชิงโควตามาได้หนึ่งที่อย่างแน่นอน
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์!”
เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูหว่านก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาว่าการเดินทางไปยังสำนักอินหมางซานของท่านอาจารย์ในครั้งนี้จะได้รับผลสำเร็จหรือไม่ นางจึงเอ่ยถามขึ้น
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ ครั้งนี้ที่ท่านเดินทางไปยังสำนักอินหมางซาน เป็นอย่างไรบ้างหรือเจ้าคะ?”
คิ้วของนางเซียนเมฆาสีชาดขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า
“อาจารย์รู้สึกว่า...คนผู้นั้นดูเหมือนจะไม่เต็มใจที่จะพบข้า”
“หา?” ซูหว่านถึงกับตกตะลึงไปเล็กน้อย
อย่างไรเสียท่านอาจารย์ก็เป็นถึงหนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนเหนือ ยังจะมีคนที่ไม่เต็มใจจะพบท่านอาจารย์อีกอย่างนั้นรึ?
ต่อให้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ การผูกสัมพันธ์อันดีกับท่านอาจารย์ไว้ ก็น่าจะมีแต่ประโยชน์ร้อยส่วนไม่มีโทษแม้แต่ส่วนเดียวไม่ใช่หรือ
ประเด็นที่ซูหว่านสงสัย ก็เป็นประเด็นเดียวกับที่นางเซียนเมฆาสีชาดไม่เข้าใจเช่นกัน
นางไม่ได้เป็นคนหลงตัวเอง แต่ด้วยฐานะและพลังฝีมือที่นางมีอยู่ในแดนเหนือแห่งนี้แล้ว เพียงแค่นางเอ่ยวาจาก็สามารถตัดสินความสงบสุขของดินแดนในรัศมีแสนลี้ได้แล้ว
….
อีกด้าน
พอใกล้ถึงเวลาเที่ยงวัน...ถึงแม้ว่าจะรู้ดีว่าต้องคอยระวังตัว ไม่สามารถวิ่งไปหาลู่เย่บ่อยๆได้
แต่เจียงหลิงเยว่ก็ยังคงอดใจไว้ไม่ไหว นางวิ่งไปยังโรงครัวเพื่อตักอาหารมาสองชุด แล้วก็ใช้ข้ออ้างเรื่องการนำอาหารมาส่ง มุ่งหน้ามายังเรือนน้อยของลู่เย่ทันที
“พี่เขย ข้าเอาข้าวมาส่งให้ท่านแล้ว!”
ในขณะนั้น ลู่เย่กำลังฝึกฝนวิชา ‘ย่างก้าวมังกรท่องสี่ทิศ’ อยู่ในลานน้อยพอดี
หลังจากที่เข้าสู่ขั้นชำนาญแล้ว ลู่เย่ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ของวิชาตัวเบาระดับปฐพีขั้นสูงบทนี้ เขาจึงตั้งใจว่าจะอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อทะลวงสู่ขั้นความสำเร็จขั้นต้นให้ได้
เเละเมื่อได้ยินเสียงที่เจือไปด้วยความร่าเริงสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ของเจียงหลิงเยว่ดังมาจากด้านนอก ลู่เย่ก็หยุดยั้งย่างก้าวลงในทันที
เจียงหลิงเยว่หิ้วปิ่นโตอาหารเดินมาถึงหน้าเรือนน้อย นางกะพริบตาปริบๆ
“พี่เขย ข้าเอาของอร่อยมาส่งให้ท่านแล้ว”
“เข้ามาสิ เจ้าเองก็ยังไม่ได้กินใช่หรือไม่?”
ใบหน้าน้อยๆของเจียงหลิงเยว่แดงระเรื่อขึ้นมา
เพื่อที่จะได้มีเหตุผลมาส่งอาหารให้ลู่เย่ นางเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเช่นกัน
คนทั้งสองนั่งลงข้างโต๊ะหินในลานเรือน ลู่เย่เปิดปิ่นโตออกดูก็พบว่าข้างในนั้นมีอาหารที่หรูหราอย่างยิ่ง ทั้งเนื้อสัตว์อสูรและเนื้อวัวตุ๋น ล้วนเป็นอาหารจานหลักทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ลู่เย่ยังเห็นเก๋ากี้ มันเทศ และเนื้อแพะอยู่ในนั้นด้วย ดูแล้วก็รู้เลยว่าเป็นอาหารบำรุงกำลัง
“.....?”
“เจ้าตักของแบบนี้มาให้ข้าทำไม?” สีหน้าของลู่เย่คล้ำลงเล็กน้อย
“หรือเจ้าคิดว่า ที่เมื่อคืนเจ้าอ้อนวอนขอชีวิต แล้วข้าปล่อยเจ้าไปหนึ่งครั้ง มันยังไม่เพียงพออย่างนั้นรึ?”
“ไม่ใช่ๆๆๆ... พอแล้วๆเจ้าค่ะ!”
เจียงหลิงเยว่รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน พลางเอ่ยด้วยใบหน้าที่เจือไปด้วยความประหม่า
“นี่ข้าตั้งใจตักมาเพื่อบำรุงร่างกายให้ท่านต่างหาก...ข้าเห็นในตำราพวกนั้นเขาเขียนไว้”
(จบตอน)