- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 118 : หนูในตระกูลเจียง
บทที่ 118 : หนูในตระกูลเจียง
บทที่ 118 : หนูในตระกูลเจียง
บทที่ 118 : หนูในตระกูลเจียง
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะกลับไปพร้อมกับเจ้าก็แล้วกัน”
เจียงชิงเกอพยายามข่มความยินดีเล็กๆ ที่ผุดขึ้นในใจเอาไว้ พลางเอ่ยด้วยใบหน้าที่ยังคงเรียบเฉย
อันที่จริงแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เจียงชิงเกอ... โกหกออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่นางไม่ค่อยได้ทำนัก
นั่นก็คือ จริงๆแล้วนางไม่ได้พกเงินติดตัวมาแค่หนึ่งร้อยตำลึง
ในถุงเงินของนาง ยังมีตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งพันตำลึงเก็บสำรองไว้อีกหนึ่งใบ
แต่ทว่า... หากนางให้เงินคนผู้นี้ไปครบห้าร้อยตำลึง ก็คงจะไม่มีข้ออ้างดีๆเช่นนี้ให้เขาได้กลับไปยังตระกูลเจียงอีกแล้ว
ลูกเล่นเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ เจียงชิงเกอย่อมไม่มีทางพูดออกไปอย่างแน่นอน
ครู่ต่อมา คนทั้งสองก็กลับมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลเจียงอีกครั้ง
ท่านอาหลิวพยายามบีบเค้นความง่วงออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“คุณหนูใหญ่ คุณชายเขยใหญ่ ข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะขอรับ เชิญท่านทั้งสองคุยกันตามสบาย”
หลังจากมองส่งท่านอาหลิวจากไปแล้ว เจียงชิงเกอก็มองไปยังลู่เย่ที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนน้อยเขตอี่ เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เดินตามเขาไปเช่นกัน
คืนนี้หลังจากที่ได้อ่าน "ตำราพิสดาร" เล่มนั้นไป ถึงแม้ว่าเนื้อหาส่วนหลังที่เป็นศาสตร์แห่งห้องหอจะน่าอายเกินไป จนทำให้นางอ่านไปได้เพียงสองแวบก็ต้องวางลงก็ตาม
แต่ทว่าเนื้อหาส่วนหน้านั้น...เจียงชิงเกออ่านจนจบแล้ว
เนื้อหาส่วนหน้าได้กล่าวถึงกลเม็ดต่างๆ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนสองคนไว้ไม่น้อย
และหนึ่งในนั้นก็คือ การชักชวนอีกฝ่ายไปชมจันทร์ในยามค่ำคืน
เจียงชิงเกอรู้สึกว่า ตอนนี้แหละคือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด
….
ครู่ต่อมา...
เมื่อลู่เย่เดินมาถึงหน้าประตูเรือนก่อน แล้วเหลือบมองเจียงชิงเกอที่เดินตามเข้ามาด้วยแววตาที่เลิกขึ้นเล็กน้อย
“เอ๊ะ...ทำไมประตูห้องของเจ้าถึงเปิดอยู่ล่ะ?”
ภายใต้ราตรีที่แสงจันทร์นวลสาดส่องลงมา เจียงชิงเกอมองไปยังห้องที่ลู่เย่เคยพักอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ด้วยความสงสัย พลันเห็นว่าประตูห้องนั้นแง้มเป็นช่องว่างอยู่
นางจำได้ว่า ตอนที่กลับออกไปครั้งก่อน นางปิดประตูไว้อย่างดีแล้วนี่นา
ในวินาทีต่อมา ประสาทสัมผัสอันทรงพลังของลู่เย่ก็ดูเหมือนจะได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่แผ่วเบาอย่างที่สุดดังออกมา
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะแผ่สัมผัสแห่งปรมาจารย์ยุทธ์เข้าไปยังห้องนั้น...
“…..???”
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
ลู่เย่กระแอมไอออกมาเบาๆหนึ่งครั้ง ก่อนจะกลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว
“อาจจะ... มีหนูแอบเข้าไปกระมัง”
ลู่เย่คาดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่า ในยามนี้ บนเตียงไม้ในห้องของเขา...จะมีร่างอันบอบบางน่ารักน่าเอ็นดูของใครบางคนกำลังนอนหลับใหลอยู่!
เจียงหลิงเยว่…นางแอบมานอนในห้องของเขาทำไมกัน?
ดูท่าแล้ว... ยังจะหลับสบายเสียด้วย ลู่เย่แทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
…..
มีหนูเข้าไปในห้องงั้นรึ?
พอได้ยินคำว่า "หนู" สีหน้าของเจียงชิงเกอก็พลันซีดเผือดลงโดยสัญชาตญาณ
สำหรับสัตว์ประเภทนี้ นางมีความหวาดกลัวโดยกำเนิดอยู่แล้ว รู้สึกว่ามันทั้งเร็วและน่าขยะแขยง
แต่เมื่อมองไปยังช่องว่างของประตู เจียงชิงเกอก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง หนูมันจะต้องตัวใหญ่ขนาดไหนกัน ถึงจะเบียดประตูให้เปิดออกเป็นช่องกว้างขนาดนี้ได้?
“หนูตัวนี้มันจะใหญ่เกินไปหน่อยหรือไม่?” เจียงชิงเกอเอ่ยถาม
“จะให้ข้าเรียกคนมาช่วยเจ้าไล่มันออกไปดีไหม?”
ลู่เย่: “...”
หากเรียกคนมา...เกรงว่าพรุ่งนี้ทั่วทั้งจวนตระกูลเจียงก็คงจะมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่า
"สะเทือนวงการ…คุณหนูรองตระกูลเจียงแอบค้างคืนในห้องของสามีคุณหนูใหญ่!"
รับรองได้เลยว่าจะต้องกลายเป็นข่าวใหญ่สะท้านเมืองเมฆาใบไม้ในทันที และเป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาที่ผู้คนพูดถึงกันอย่างสนุกปากเป็นแน่
“ไม่จำเป็น ข้าเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ แค่หนูตัวเดียว ข้าจัดการได้” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“เอ่อ... ชิงเกอ...เจ้ากลับไปก่อนเถอะ รอให้ข้าจับหนูตัวนี้ได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั่วร่างของเจียงชิงเกอก็ราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
นางยืนนิ่งไปชั่วขณะ ชายกระโปรงสีขาวของนางพัดปลิวไสวไปตามสายลมยามราตรี ราวกับจิตใจของนางในยามนี้
ชิง...ชิงเกองั้นรึ?
หากนางจำไม่ผิด นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองปีเลยไม่ใช่หรือ...ที่คนผู้นี้เรียกนางเช่นนี้?
ที่ผ่านมา เขาเอาแต่ใช้คำว่า “เจ้า” ที่เหมือนจะสื่อว่า "เจ้ามันป่วย" มาแทนตลอด
หรือไม่ก็เรียกชื่อเต็มของนาง แต่ไม่เคยเรียก... คำว่า "ชิงเกอ" เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ชั่วขณะนั้น ในใจของเจียงชิงเกอก็เต็มไปด้วยความคิดมากมายที่พรั่งพรูเข้ามา
“ได้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่!” น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความร่าเริงอยู่บ้าง
“ลู่เย่...ราตรีสวัสดิ์นะ”
“อืม ราตรีสวัสดิ์”
หลังจากส่งเจียงชิงเกอกลับไปแล้ว ในใจของลู่เย่จึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ถึงแม้ว่าในโลกแห่งยุทธ์ใบนี้ การมีภรรยาสามคนสี่อนุจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา แม้กระทั่งตัวอย่างที่แต่งพี่น้องเป็นภรรยาทั้งคู่ก็ยังมีอยู่ไม่น้อย
แต่ลู่เย่ก็ไม่ได้อยากจะกลายเป็นจุดสนใจของเมืองเมฆาใบไม้และดินแดนโดยรอบหลายพันลี้ ในเรื่องที่น้องสาวมาแอบค้างคืนในห้องของพี่เขยเช่นนี้
หลังจากปิดประตูเรือนอย่างดีแล้ว สีหน้าของลู่เย่ก็คล้ำลงเล็กน้อย
เมื่อมองดูร่างบอบบางที่นอนหลับใหลอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเตียงไม้ ลู่เย่ก็เดินเข้าไปใกล้ แล้วเปิดผ้าห่มออกพร้อมกับตบก้นไปหนึ่งฉาดด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง
“เจ้าช่างกล้าหาญเสียจริง เกือบจะถูกจับได้คาหนังคาเขาอยู่แล้วเชียว”
จู่ๆ ก็ถูกจู่โจมเข้า เจียงหลิงเยว่ที่ยังคงสะลึมสะลือก็พึมพำออกมาว่า
“ใครบังอาจมาตีข้า? ข้าคือยอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่หนึ่งนะ... อูย! เจ็บ!”
ยังไม่ทันจะพูดจบ เจียงหลิงเยว่ก็โดนไปอีกหนึ่งฉาด
คราวนี้ ความง่วงงุนแทบจะมลายหายไปจนหมดสิ้น เจียงหลิงเยว่รีบเบิกตาโพลง
และแล้ว ภายใต้แสงจันทร์อันสลัว นางก็ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยซึ่งเมื่อครู่ยังคงคิดถึงอยู่ในความฝัน...
“ท่าน...!”
“เจ้าลู่เย่ตัวเหม็น!”
ในชั่วพริบตาเดียว ร่างบอบบางร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากในผ้าห่ม ตรงเข้าสู่อ้อมแขนของลู่เย่ทันที
“ข้าคิดถึงท่านจะแย่อยู่แล้ว! ลู่เย่...”
เมื่อได้ยินถ้อยคำอันเรียบง่ายที่ไม่ได้ปรุงแต่งใดๆ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความบริสุทธิ์และร้อนแรงราวกับจะหลอมละลายผู้คนได้ สีหน้าของลู่เย่ก็ดีขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าอย่าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วข้าจะไม่ตีเจ้านะ บอกมาสิว่าเหตุใดเจ้าถึงได้มาอยู่ในห้องของข้า”
เมื่อกี้นี้เขาเกือบจะได้ขึ้นพาดหัวข่าวของเมืองเมฆาใบไม้ไปแล้วเชียวนะ
“ข้า...ข้าก็แค่คิดถึงท่านมากเกินไปน่ะสิ ลู่เย่ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
เจียงหลิงเยว่กะพริบตาปริบๆ พลางเอ่ยด้วยท่าทางน่าสงสาร
“ลู่เย่ ข้าผิดไปแล้ว ท่าน...ท่านลงโทษข้าต่อเถอะ”
สิ้นเสียงนั้น เจียงหลิงเยว่ถึงกับแอ่นร่างบอบบางของตนเองไปข้างหน้าอย่างน่าสงสาร...
“….???”
สายตาของลู่เย่ดูแปลกไปเล็กน้อย
เจียงหลิงเยว่คนนี้...ที่เขาตีนางไปสองฉาดเมื่อกี้นี้ หรือว่ามันจะไม่ใช่ “การลงโทษ” กันแน่?
ครู่ต่อมา เจียงหลิงเยว่ก็ขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของลู่เย่ พลางเอ่ยถามเสียงเบา
“คนใจร้าย ข้า...โตขึ้นบ้างแล้วใช่หรือไม่?”
เดิมทีลู่เย่คิดว่านางหมายถึงอายุ เมื่อนับเวลาดูแล้ว ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ในตระกูลเจียง ก็เป็นเวลาสองปีแล้วจริงๆ
เจียงหลิงเยว่ในตอนนี้ ก็ได้สลัดความเยาว์วัยไปไม่น้อย กลายเป็นสาวงามที่น่าหลงใหลยิ่งขึ้น
แต่เมื่อมองดูสีหน้าที่เจือไปด้วยความเขินอายของเจียงหลิงเยว่แล้ว
ในวินาทีต่อมาลู่เย่จึงได้เข้าใจว่า ที่นางพูดถึงนั้นย่อมไม่ใช่อายุอย่างแน่นอน
ลู่เย่: “…...”
ดูท่าแล้ว เรื่องที่เขาเคยพูดไว้ว่าเจียงหลิงเยว่รวยมาก มีลานบินส่วนตัวเป็นของตัวเอง(อกแบน)…เจียงหลิงเยว่คงจะจดจำไว้ในใจมาโดยตลอดสินะ
และเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้มันก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจริงๆ
หลังจากนั้นครู่ใหญ่...ลู่เย่จึงได้คลายเกราะป้องกันเสียงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ลง
เขาปล่อยให้เจียงหลิงเยว่ที่เดินโซซัดโซเซอยู่บ้างสวมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วกลับไป เพื่อป้องกันไม่ให้เจียงชิงเกอไปหาแล้วไม่เจอตัว
ส่วนตัวลู่เย่นั้นก็ได้กวาดสายตามองไปรอบๆสภาพแวดล้อมในห้อง
มองดูก็รู้ได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมานี้ ห้องนี้มีคนคอยทำความสะอาดอยู่ตลอด ยังคงความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยไว้เช่นเคย
เขากลับไปนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้กว้างตัวนั้นอีกครั้ง ก่อนจะหยิบผลึกปราณเม็ดหนึ่งออกมาจากคลังของหอหมื่นวิถี แล้วเริ่มดูดซับพลัง
…..
ณ เรือนชั้นใน...
ในห้องพักของเจียงชิงเกอ นางพยายามจะข่มตาให้หลับ แต่ในหัวกลับมีเรื่องให้คิดมากมาย จนไม่อาจหลับลงได้อย่างแท้จริง
ในความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น นางดูเหมือนจะได้ยินเสียง “เอี๊ยดอ๊าด” ของประตูที่เปิดออกจากเรือนน้อยของน้องสาวที่อยู่ข้างๆ แว่วมาเบาๆ คล้ายกับมีอะไรบางอย่างวิ่งเข้าไป
เจียงชิงเกอถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที
หรือว่า... ที่เรือนน้อยของเจียงหลิงเยว่ ก็มีหนูตัวใหญ่แอบเข้าไปเหมือนกัน?
(จบตอน)