- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 114: ผู้ฝึกยุทธ์ที่ละทิ้งความเป็นมนุษย์และก้าวสู่หนทางมาร
บทที่ 114: ผู้ฝึกยุทธ์ที่ละทิ้งความเป็นมนุษย์และก้าวสู่หนทางมาร
บทที่ 114: ผู้ฝึกยุทธ์ที่ละทิ้งความเป็นมนุษย์และก้าวสู่หนทางมาร
บทที่ 114: ผู้ฝึกยุทธ์ที่ละทิ้งความเป็นมนุษย์และก้าวสู่หนทางมาร
“จับตาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด” นางเซียนเมฆาสีชาดเอ่ยสั่ง
“ในเมื่อคนเหล่านี้ได้เลือกที่จะก้าวเข้าสู่หนทางมารและทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักแล้ว หากพบเจอเมื่อใด ก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นศิษย์ร่วมสำนักอีก สามารถจัดการได้ทันที ณ ที่นั้นเลย”
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้าสู่หนทางมารไปแล้ว การปรานีพวกเขา ก็เท่ากับการไม่รับผิดชอบต่อพวกพ้องของตนเอง
“ขอรับ/เจ้าค่ะ! ท่านเจ้าสำนัก!” เหล่าผู้อาวุโสต่างก็ขานรับอย่างพร้อมเพรียง
พริบตาเดียว เวลาหลายวันก็ผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบราวกับสายน้ำที่ไหลริน
….
ภายในถ้ำไร้นามแห่งหนึ่ง...
เมื่อเทียบกับเมื่อหลายวันก่อน ตอนที่เพิ่งจะเลื่อนระดับใหม่ๆซึ่งมีปราณอันลึกล้ำน่าสะพรึงกลัวดั่งขุนเขาและท้องทะเล ชนิดที่ว่ามองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าฝีมือไม่ธรรมดา
แต่ทว่าลู่เย่ในยามนี้ การควบคุมปราณทั่วร่างของเขานั้นยิ่งดูแยบยลขึ้นไปอีกขั้น
ถึงแม้จะไม่ต้องใช้ฟังก์ชันซ่อนเร้นของหอหมื่นวิถี เขาก็ยังสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับอย่างเต็มกำลังของปรมาจารย์ยุทธ์ระดับปลายส่วนใหญ่ได้อย่างง่ายดาย
“ปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นที่สองระดับกลาง...”
ลู่เย่ลองสัมผัสถึงระดับพลังของตนเองในปัจจุบัน ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์นั้น ความแตกต่างของพลังในแต่ละขั้นนั้นยิ่งใหญ่กว่าขอบเขตเหนือสวรรค์เป็นสิบเท่า
เขาต้องหลอมรวมและใช้ผลึกปราณไปเกือบสิบเม็ด ถึงจะผลักดันพลังของตนเองมาถึงระดับนี้ได้ในที่สุด
หากเป็นคนอื่น การใช้ผลึกปราณเพียงสิบเม็ดแล้วแลกมาด้วยความก้าวหน้าที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ได้ ก็คงจะดีใจจนปากฉีกถึงหูไปแล้ว
แต่ลู่เย่แตกต่างออกไป เขาไม่มีผู้ใดคอยหนุนหลัง ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรทั้งหมดล้วนได้มาจากการที่คนอื่น "มอบให้" ดังนั้นจึงต้องใช้อย่างประหยัดเป็นธรรมดา
หลังจากยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย เขาก็เหลือบมองดูความคืบหน้าในการชาร์จพลังของหอหมื่นวิถี ซึ่งก็ผ่านไปเกินครึ่งแล้ว
“สมควรแก่เวลาต้องกลับไปดูเสียหน่อยแล้ว”
ลู่เย่ลุกขึ้นจากแผ่นศิลา แล้วมองออกไปข้างนอก เวลานี้เป็นยามรัตติกาลแล้ว
การเดินทางในยามค่ำคืนอาจจะเป็นอันตรายสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับลู่เย่แล้ว... เขาอยากจะให้มีคนมาดักปล้นเขากลางดึกใจจะขาด
มันก็เหมือนกับพยัคฆ์ร้ายที่เดินท่องไปในยามวิกาล ต่อให้เจอสัตว์ป่าชนิดไหนเข้า มันจะดุร้ายไปกว่าเจ้าแห่งสัตว์ป่าร้อยชนิดได้อีกหรือ?
ทันใดนั้น เขาก็โคจรพลังเคลื่อนกาย จากนั้นร่างของลู่เย่พลันหายวับไปจากในถ้ำ
…..
ภายใต้ความมืดมิดยามดึกสงัด
ณ หมู่บ้านเล็กๆ อันเงียบสงบแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขา
ในขณะนี้ ภายในหมู่บ้าน นอกจากซากศพของชาวบ้านที่เกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นแล้ว ยังมีผู้ฝึกยุทธ์อีกหลายคนที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา และถูกพิษสลายกระดูกเข้าไปพร้อมๆกันอีกด้วย
“แค่ฝีมือกระจอกงอกง่อยอย่างพวกเจ้า...คิดจะมาจับข้าอย่างนั้นรึ?”
ผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารผู้หนึ่งซึ่งมีไอสีดำจางๆ แผ่ออกมาจากทั่วร่าง กวาดสายตามองเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกมัดอยู่ด้วยแววตาอันกระหายเลือด
“กำลังดีเลย พลังงานในโลหิตของพวกเจ้า หอมหวานกว่าเลือดของชาวบ้านชั้นต่ำพวกนี้เยอะ”
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกมัดไว้นั้น ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกของหน่วยปราบมารหน่วยหนึ่ง ซึ่งประจำการอยู่ในเมืองเล็กๆที่ห่างจากเมืองเมฆาใบไม้ไปร้อยลี้
พวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบหมู่บ้านในรัศมีหลายสิบลี้ คอยดักซุ่มรอให้ผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารปรากฏตัวออกมา
ก่อนหน้านี้ สมาชิกทุกคนในหน่วยต่างก็กระตือรือร้นที่จะจับกุมผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารเป็นอย่างยิ่ง ด้วยคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สะสมทรัพยากรบำเพ็ญเพียร
เพราะทุกครั้งที่จับกุมหรือสังหารผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารได้หนึ่งคน ก็จะได้รับผลงานการรบที่สอดคล้องกัน และเมื่อกลับไปยังแดนตะวันออกเมื่อใด ก็จะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่ตนเองต้องการได้
เมื่อตอนที่จัดตั้งหน่วยปราบมารขึ้นมา พวกเขาที่ถูกคัดเลือกยังได้รับสายตาอิจฉาจากผู้อื่นมาไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่ตอนนี้...พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดเพียงแค่ปะทะกันไม่กี่กระบวนท่า หน่วยของตนทั้งหน่วยก็กลับกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ แถมยังกำลังจะถูกสูบเลือดหลอมวิญญาณได้ทุกเมื่อ!
ผู้บำเพ็ญมารในดินแดนทางเหนืออันแร้นแค้นแห่งนี้….พวกมันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
แม้แต่หัวหน้าหน่วยขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ ก็ยังไม่อาจต้านทานได้ถึงสิบกระบวนท่า!
ในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกมัดอยู่นั้น ชายขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ที่อยู่แถวหน้าสุดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“สังหารผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้า เจ้าเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน หรือว่าไร้ซึ่งมโนธรรมความเป็นคนไปแล้วจริงๆ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารทั้งหมดก็พากันหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะนั้นเจือไปด้วยความเยาะเย้ยอย่างเข้มข้น
แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารที่เป็นหัวหน้าก็ยังหัวเราะออกมาอย่างดูแคลน
“มโนธรรม? ของพรรค์นั้นน่ะ มีไว้แล้วได้ประโยชน์อะไร?”
“มันทำให้เจ้าเจริญรุ่งเรืองได้ หรือทำให้เจ้ายืนหนึ่งในวิถียุทธ์ได้กัน?”
“ก็ไม่ได้ทั้งนั้น แล้วข้าจะเก็บมันไว้ทำไม! ในโลกเฮงซวยใบนี้ หากไร้ซึ่งพลัง เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับธุลีดิน ต้องทนให้คนอื่นด่าทอ รังแก!”
“แต่พอข้าละทิ้งมโนธรรมความเป็นคนไปแล้ว พลังฝีมือของข้ากลับก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!”
“ข้าสามารถสังหารศัตรูในอดีต สังหารไอ้พวกที่ฆ่าพ่อแม่ข้า แย่งชิงภรรยาและลูกสาวของข้าได้ทั้งหมด!”
ในแววตาของผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารผู้เป็นหัวหน้า ฉายแววสีเลือดออกมาวูบหนึ่ง
“แล้วในตอนนั้น พวกเจ้าที่อ้างตนว่าเป็นฝ่ายธรรมะ อยู่ที่ไหนกัน”
หัวหน้าหน่วยปราบมารขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่พลันเงียบงันไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าจะหาคำใดมาโต้แย้งอีกฝ่ายได้
….
เเละในตอนนั้นเอง
ร่างของชายชุดดำผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“พ่อแม่ของเจ้าถูกฆ่า ภรรยาและลูกสาวถูกแย่งชิงไป มีแค้นต้องชำระ มีหนี้ต้องทวงคืน เรื่องนี้ย่อมไม่ผิด”
“แต่ว่า...ตอนนี้เจ้ากลับกลายร่างเป็นมาร สังหารชาวบ้านที่แก่ชราและอ่อนแอซึ่งไม่มีแม้แต่แรงจะจับไก่”
“เพียงแค่ใช้คำพูดเหล่านี้ ก็คิดจะชำระล้างความชั่วร้ายทั่วร่างของเจ้าได้แล้วอย่างนั้นรึ?”
“การกระทำของเจ้าได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมนับไม่ถ้วน เจ้าหยิบยื่นความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุดให้กับผู้อื่น แล้วตอนนี้...เจ้าแตกต่างอะไรกับคนที่ก่อโศกนาฏกรรมให้กับเจ้ากัน?”
เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงไปตามๆกัน
เพราะก่อนที่ชายชุดดำผู้มาทีหลังสุดจะเอ่ยปากขึ้นมา ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่สังเกตเห็นเลยว่า ตรงนั้นมีร่างของคนผู้หนึ่งเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน!
หัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารพลันตื่นตัวขึ้นมาทันที
เขาลอบโคจรปราณแท้ก่อกำเนิดอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ปากก็เอ่ยถามออกไปว่า
“เจ้าเป็นใคร?”
ฝั่งตรงข้าม หัวหน้าหน่วยปราบมารขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่รีบเอ่ยปากเตือนขึ้นมาทันที
“สหาย! คนผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญมารขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หก มันเชี่ยวชาญวิชาพิษ โปรดระวัง...”
ในชั่วพริบตาที่หัวหน้าหน่วยเอ่ยปากเตือนนั่นเอง หัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารก็ได้พุ่งเข้าจู่โจมอย่างบ้าคลั่งไปแล้ว!
เพียงเสี้ยววินาที เขาก็เคลื่อนร่างข้ามระยะทางกว่าสิบเมตรไปปรากฏอยู่เบื้องหน้าชายชุดดำ
ใบหน้าของผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารฉายแววคลุ้มคลั่งอย่างที่สุด
“บังอาจยุ่งไม่เข้าเรื่อง...ไปตายซะ!”
หัวหน้าหน่วยขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่มองดูชายชุดดำที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ราวกับยังไม่ทันได้ตั้งตัว
เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แล้วส่ายหน้าไม่คิดจะมองดูภาพอันน่าสยดสยองที่จะเกิดขึ้นต่อไปอีก
การที่ไม่มีเกราะป้องกันใดๆเลย แล้วถูกหัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารผู้เชี่ยวชาญการใช้พิษเข้าประชิดตัวได้ถึงขนาดนี้...ชะตากรรมของเขา ก็คาดเดาได้เลยว่าจะต้องน่าอนาถเพียงใด
หัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารซัดหมอกพิษสีเขียวอ่อนกลุ่มใหญ่ออกไปในทันที
มันเข้าครอบคลุมร่างของชายชุดดำผู้นั้นไว้ทั้งหมด
“ฮ่าๆๆ...พลังปราณโลหิตของเจ้านี่ ดูเหมือนจะอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก เห็นทีคงจะทำให้ข้าก้าวหน้าไปได้อีกขั้นที่หนึ่งแล้ว!”
เมื่อถูกวิชาพิษของเขาครอบคลุมร่างเอาไว้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หกเหมือนกัน ก็ใช่ว่าจะรอดไปได้ง่ายๆ
แม้แต่เกราะป้องกันปราณแท้เหนือสวรรค์ ก็ยังไม่อาจต้านทานการกัดกร่อนจนทะลุทะลวงของหมอกพิษนี้ได้!
ในวินาทีต่อมา หมอกพิษสีเขียวอ่อนก็ค่อยๆ สลายไป เผยให้เห็นภาพของบริเวณนั้น
พื้นดินถูกกัดกร่อนจนเป็นหลุมเป็นบ่อไปหมด ทั่วทุกแห่งเต็มไปด้วยหลุมดำน่าสะพรึงกลัวที่เห็นแล้วชวนให้ใจหาย ราวกับถูกฝนกรดฤทธิ์รุนแรงกัดเซาะอย่างไรอย่างนั้น
แต่เมื่อมองไปยังร่างของชายชุดดำที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่บนพื้นดิน
แม้แต่ท่วงท่าก็ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของหัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารก็พลันเบิกกว้างขึ้นอย่างพรั่นพรึง
หลังจากที่ได้ดูดซับพิษจากตะขาบเทวะเบญจพิษที่ได้มาจากสำนักงานใหญ่มาส่วนหนึ่ง วิชาพิษของเขาก็แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนขึ้นมากโขเเล้วนะ
“เจ้า...เป็นไปได้อย่างไร?!”
(จบตอน)