- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 115 : เจียงชิงเกอผู้รอบรู้สรรพตำรา, ศาสตร์แห่งห้องหอ
บทที่ 115 : เจียงชิงเกอผู้รอบรู้สรรพตำรา, ศาสตร์แห่งห้องหอ
บทที่ 115 : เจียงชิงเกอผู้รอบรู้สรรพตำรา, ศาสตร์แห่งห้องหอ
บทที่ 115 : เจียงชิงเกอผู้รอบรู้สรรพตำรา, ศาสตร์แห่งห้องหอ
ถึงแม้ว่าด้วยฐานะของหัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารอย่างเขา พิษที่ได้รับมานั้นจะไม่ใช่ส่วนที่สะสมมาเนิ่นนานและบริสุทธิ์ที่สุดก็ตาม
แต่ความเป็นพิษของมันก็ยังเหนือกว่าพิษจากสัตว์อสรพิษทั้งห้าทั่วไปอยู่มากโข
คาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าจะมีคนที่สามารถยืนหยัดรับวิชาเทวะเบญจพิษของเขาซึ่งๆหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
….
เเน่นอนว่าชายชุดดำผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลู่เย่ ซึ่งกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองเมฆาใบไม้ตลอดทั้งคืน
แต่ระหว่างทาง เขาก็พลันได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาจากที่ไกลๆในอากาศ
เขาจึงได้ติดตามกลิ่นเลือดนั้นมาตลอดทาง แล้วก็บังเอิญได้ยินหัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารที่อยู่ตรงหน้ากำลังพูดจาตลบตะแลง เพื่อหาข้ออ้างแก้ต่างให้กับการกระทำอันโหดเหี้ยมที่ตนได้สังหารชาวบ้านธรรมดาๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะเคยประสบกับเรื่องเลวร้ายมาจริงๆ แต่การหันคมเคียวเข้าใส่ผู้ที่อ่อนแอกว่าซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก...มันจะนับเป็นเรื่องอะไรได้?
ที่ลู่เย่ไม่ได้ลงมือสังหารเขาทันที ก็เพียงเพราะต้องการจะกระชากหน้ากากคำโกหกที่ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลของเขาออกมาเท่านั้น
ก้าวสู่หนทางมารไปแล้ว ยังจะมีความดีงามที่ไหนให้แก้ต่างได้อย่างง่ายดายอีก?
ส่วนเรื่องวิชาพิษน่ะหรือ...
ลู่เย่สูดดมหมอกพิษสีเขียวอ่อนที่อยู่รอบๆอย่างเฉยเมย
นอกจากจะรู้สึกฉุนจมูกอยู่บ้างแล้ว มันก็ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆให้กับเขาได้เลยแม้แต่น้อย
พูดได้คำเดียวว่า วิชาพิษแค่นี้...ยังต้องไปฝึกมาอีกเยอะ
เมื่อมองไปยังหัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารที่ทำท่าราวกับเห็นผี ลู่เย่ก็ส่ายหน้าอย่างเฉยชา
มือข้างหนึ่งที่ไพล่อยู่ด้านหลังได้ยื่นออกมา พลันเกิดแรงกดดันอันทรงพลังที่มิอาจต้านทานได้เข้าจู่โจมร่างของอีกฝ่าย
ในวินาทีแรกที่สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล หัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารก็คิดที่จะหลบหนีทันที
แต่ในไม่ช้า เขาก็พบกับความจริงอันน่าสะพรึงกลัว
เขา….หนีไม่ได้เลย!
ถึงตอนนี้แล้ว เขารู้ทันทีว่าตนเองได้เจอตอเข้าให้แล้ว
แรงกดดันที่ทำให้ไร้ซึ่งพลังจะต่อต้านได้เช่นนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปด!
หรือกระทั่ง...อาจจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นสูงสุดเลยก็เป็นได้!
ขณะที่ได้แต่จ้องมองร่างของตนเองถูกดูดเข้าไปใกล้เรื่อยๆ แววตาอันกระหายเลือดที่เคยเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารของผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมาร ก็พลันเปลี่ยนเป็นแจ่มชัดและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวในทันที
“ผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
ผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารคุกเข่าลงทันที แล้วเริ่มอ้อนวอนขอชีวิต
“ท่านผู้อาวุโส คำพูดที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น!”
“ที่ข้าเข้าสู่หนทางมาร...ก็เป็นเพราะถูกคนบีบบังคับต่างหากเล่า!”
“ท่านผู้อาวุโส ท่านไม่รู้หรอกว่า ตั้งแต่มาเป็นผู้บำเพ็ญมารแล้ว ทุก วันข้าต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความทุกข์ทรมานแสนสาหัส! ด้วยเหตุนี้ข้าถึงได้แต่งเรื่องเช่นนั้นขึ้นมา ก็เพื่อที่จะลดทอนความรู้สึกผิดบาปในใจของตนเอง”
“หากข้ามีความสามารถ ข้าก็คงจะทรยศหนีออกจากสถานที่กินคนนั่นไปนานแล้ว!”
“ท่านผู้อาวุโส... ได้โปรดไว้ชีวิตข้าสักครั้ง ข้ารับรองว่าจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีอย่างแน่นอน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
แต่งเรื่องขึ้นมางั้นรึ?
แต่งเรื่องขึ้นมาหลอกตัวเองเเบบนี้...นี่ยังจะนับเป็นวิถีแห่งการหลงลืมตนเองได้อีกหรือ?
สีหน้าของเขาดูแปลกไปเล็กน้อย แต่สำหรับผู้บำเพ็ญมารที่ตกต่ำสู่หนทางมารเช่นนี้ ลู่เย่ก็ไม่มีเวลามานั่งแยกแยะว่าคำพูดของพวกเขาจริงหรือเท็จหรอก
“คำพูดพวกนี้ของเจ้า...เก็บไปพูดกับเหล่าชาวบ้านที่ถูกเจ้าสังหารอย่างโหดเหี้ยมเถอะ”
ลู่เย่ตวัดฝ่ามือลง ปราณก่อเกิดระดับปรมาจารย์ยุทธ์พลันระเบิดออก หัวใจของผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารแหลกสลายในพริบตา
ตุ้บ!!!
วินาทีต่อมา ร่างไร้วิญญาณที่ปราณชีวิตเหือดหายไปอย่างรวดเร็วก็ล้มลงกองกับพื้น
หลังจากเก็บแหวนมิติจากมือของมันแล้ว ลู่เย่ก็หันไปมองเหล่าผู้บำเพ็ญมารขอบเขตปราณก่อกำเนิดที่กำลังคิดจะหลบหนี
ใช้เวลาเพียงไม่นาน เขาก็จัดการสังหารพวกมันทั้งหมดจนสิ้นซาก
น่าเสียดายที่บนร่างของผู้บำเพ็ญมารขอบเขตปราณก่อกำเนิดพวกนี้ กลับไม่มีแหวนมิติอยู่เลย
ลู่เย่จึงได้แต่ค้นศพคร่าวๆอีกครั้ง ก่อนจะกลับมายังลานกว้างของหมู่บ้าน
เมื่อมองไปยังผู้ฝึกยุทธ์หลายคนที่ถูกมัดอยู่ ลู่เย่ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลงมือแกะเชือกที่พันธนาการคนเหล่านี้ออกทั้งหมด
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ!”
เหล่าสมาชิกหน่วยปราบมารต่างก็กล่าวขอบคุณลู่เย่เป็นเสียงเดียวกัน ในใจเต็มไปด้วยความยินดีที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
หัวหน้าหน่วยขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ก็กล่าวขอบคุณลู่เย่อย่างจริงจังเช่นกัน ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความตกตะลึงในพลังฝีมือของลู่เย่
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิตไว้ ผู้น้อยนามว่าซูซาน มาจากแดนตะวันออกขอรับ ครานี้ออกมาอย่างเร่งรีบ หากในอนาคตมีโอกาส ขอเชิญท่านผู้อาวุโสแวะไปเยือนแดนตะวันออกสักครั้ง เพื่อให้ผู้น้อยได้มีโอกาสตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้ด้วย”
การเดินทางมายังแดนเหนือเพื่อจับกุมผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารในครั้งนี้ ซูซานไม่ได้พกของดีอะไรติดตัวมาเลยแม้แต่น้อย
และของธรรมดาทั่วไป ซูซานก็รู้สึกว่ามันไม่เพียงพอที่จะตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตครั้งนี้ได้เลย
“พวกเจ้าเป็นคนจากแดนตะวันออกรึ?” ลู่เย่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
เขาเพิ่งจะปิดด่านฝึกตนระยะสั้นไปเพียงไม่กี่วัน และไม่มีช่องทางรับข่าวสารอื่นใดเลย
ดังนั้นจึงยังไม่รู้ว่าทางแดนตะวันออกได้ส่งหน่วยปราบมารมาแล้ว
“ท่านเจ้าเมืองแห่งแคว้นซวนโจวได้ยินว่าในแดนเหนือเกิดเหตุการณ์ผู้บำเพ็ญมารสังหารล้างหมู่บ้านขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเหิมเกริมอย่างที่สุด”
“ท่านทรงพิโรธเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีรับสั่งให้รวบรวมยอดฝีมือจากแดนตะวันออก คัดเลือกจัดตั้งเป็นหน่วยปราบมาร แล้วมุ่งหน้ามายังแดนเหนือเพื่อจัดการเรื่องนี้ขอรับ”
พอพูดถึงตรงนี้ ซูซานก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงละอายใจอยู่บ้าง
“แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารที่ออกอาละวาดอยู่ทุกหนแห่งนั้น จะมีผู้ที่มีพลังฝีมือสูงส่งถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว พวกข้าพอได้รับข่าวแล้วรีบรุดมา กลับกลายเป็นนักโทษของอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น”
“หากไม่ใช่เพราะว่าพวกมันเพิ่งจะดูดซับพลังโลหิตไปเป็นจำนวนมาก จนไม่สามารถย่อยสลายเพิ่มได้อีกในเวลาอันสั้น…พวกข้าเองก็คงจะ...”
ลู่เย่พยักหน้ารับอย่างครุ่นคิด
ถึงแม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารพวกนี้จะไม่ได้เปิดเผยตัวตนออกมา แต่เพียงแค่วิชาพิษนั่น ลู่เย่ก็พอจะเดาได้ว่าแปดเก้าส่วนน่าจะเกี่ยวข้องกับนิกายเบญจพิษอย่างแน่นอน
และทั้งนิกายเบญจพิษกับนิกายสามหยินก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่นิกายฝ่ายธรรมะ แต่สามนิกายใหญ่กลับยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนนัก
นั่นก็หมายความว่า พลังฝีมือของสองนิกายนี้คงจะแข็งแกร่งไม่น้อย สามนิกายใหญ่จึงไม่สามารถปราบปรามได้อย่างง่ายดาย
พวกเขาเลยเลือกที่จะเฝ้าสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงไปก่อนอย่างนั้นรึ?
แต่ทว่า ลู่เย่กลับไม่ค่อยจะมองสถานการณ์ที่ปล่อยให้พวกมันเติบโตในเงามืดเช่นนี้ในแง่ดีเท่าใดนัก
หากตอนนี้ยังไม่เลือกรวมพลังทั้งสามนิกาย ยอมเสียสละกำลังของนิกายไปบ้างเพื่อปราบปรามพวกมันให้สิ้นซากล่ะก็
พวกนั้นคือพวกที่เล่นวิชามารนะ ความเร็วในการยกระดับพลังฝีมือรวดเร็วกว่านิกายฝ่ายธรรมะอย่างมหาศาล
รอจนถึงวันที่สองนิกายนั้นไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป และเผยเขี้ยวเล็บอันกระหายเลือดออกมาอย่างสมบูรณ์...เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้คิดจะปราบปราม ก็คงจะสายเกินไปแล้ว
“จริงสิ ยังไม่ได้เรียนถามนามอันสูงส่งของท่านผู้อาวุโสเลยขอรับ?”
ครู่ต่อมา ซูซานก็นึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่ได้ถามชื่อของผู้มีพระคุณเลย
หากถึงเวลาที่ต้องตอบแทนบุญคุณ แต่กลับไม่มีแม้แต่ชื่อ เช่นนั้นจะไม่เท่ากับว่าหาตัวไม่เจอหรอกหรือ
“เฉินหนานซวน”
ลู่เย่ยังคงบอกชื่อปลอมออกไป โดยมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
ในเมื่อสามนิกายใหญ่ไม่เต็มใจที่จะเปิดศึกกับสองนิกายมาร ลู่เย่เองก็ยังไม่อยากจะดึงดูดความสนใจของสองนิกายนั้นมาที่ตนเองในตอนนี้
การบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ กล่าวได้เพียงว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ทำเนียบยอดฝีมือระดับสูงสุดของแดนเหนือเท่านั้น ยังไม่มีพลังพอที่จะครอบครองแดนเหนือได้
เขามีความแค้นกับนิกายอัสนีคราม ทั้งยังทำลายแผนการของสองนิกายมารไปแล้วถึงสามครั้งสี่ครา
พลังฝีมือของสองนิกายมารนั้นไม่ธรรมดา ทั้งประมุขและรองประมุขที่ลึกลับและคาดเดายากก็ล้วนแข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบมิได้
ตัวเขาเพิ่งจะอยู่แค่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นที่สอง การใช้ตัวตนปลอมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
….
หลังจากรออยู่ร่วมครึ่งชั่วยาม ในที่สุดฤทธิ์ของพิษสลายกระดูกในร่างของสมาชิกหน่วยหลายคนก็เริ่มอ่อนลง ทำให้พวกเขามีเรี่ยวแรงพอที่จะเคลื่อนไหวได้
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ช่วยคุ้มกันให้พวกข้า”
เมื่อเห็นว่าลู่เย่ยังคงไม่จากไปไหน ซูซานและคนอื่นๆจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่า นี่เป็นเพราะเขามองออกว่าพวกตนยังไม่มีพลังพอที่จะป้องกันตัวเองได้ จึงคอยอยู่คุ้มกันให้ตลอดมา
เมื่อสัมผัสได้ว่าสมาชิกหน่วยปราบมารหลายคนเริ่มฟื้นฟูพลังได้บ้างแล้ว ลู่เย่ก็พยักหน้าเล็กน้อย
“ในเมื่อพวกเจ้าเริ่มฟื้นตัวกันบ้างแล้ว ก็รีบกลับไปเถอะ ข้าเองก็มีธุระต้องไปทำเช่นกัน ขอตัวก่อนล่ะ”
เมื่อมองดูร่างของลู่เย่ที่ดูเหมือนจะเดินอย่างเชื่องช้า แต่กลับเคลื่อนตัวหายไปในระยะไกลได้ในไม่กี่ก้าว ซูซานและคนอื่นๆ ก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
“ดูจากทิศทางที่ผู้มีพระคุณจากไปแล้ว เหมือนจะมุ่งหน้าไปยังเมืองที่ชื่อเมฆาใบไม้อะไรนั่นเลยนะ...”
หรือว่า... ท่านผู้อาวุโสเฉินจะเป็นคนของเมืองเมฆาใบไม้แห่งนั้น?
…..
ณ เมืองเมฆาใบไม้
เวลานี้เป็นยามดึกสงัดแล้ว บนท้องถนนมีผู้คนเดินสัญจรไม่มากนัก
ในขณะนี้ เจียงชิงเกอยังไม่ได้พักผ่อน แต่กลับกำลังอยู่ในหอตำราของตระกูล ในมือกำลังถือตำราเคล็ดวิชายุทธ์เล่มหนึ่ง พลางเปิดอ่านอย่างสนใจใคร่รู้
ถึงแม้ว่านางจะไม่มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ แต่ก็นับว่าเป็นหนอนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังสนใจในตำราที่เกี่ยวกับวิถียุทธ์เป็นอย่างมาก
ในใจของนางก็อาจจะยังคงหวังอยู่ว่า หากวันใดวันหนึ่งเบื้องบนเกิดเมตตาขึ้นมา ทำให้นางสามารถเริ่มฝึกยุทธ์ได้
ถึงตอนนั้นก็จะได้ไม่ต้องมืดแปดด้าน ไม่ต้องเริ่มอ่านตำราเคล็ดวิชายุทธ์ทุกเล่มตั้งแต่ต้น
หลังจากอ่านตำราเคล็ดวิชาฝ่ามือเล่มนี้ไปได้ราวหนึ่งในสี่ส่วน เจียงชิงเกอก็มองไปยังมุมที่เก็บตำราสารพันแขนงของหอตำรา
ครู่ต่อมา นางก็ดึงตำราแปลกๆ เล่มหนึ่งออกมาซึ่งมีชื่อว่า 《จากรักสู่สุขารมณ์ในห้องหอ》
เมื่อเห็นชื่ออันแปลกประหลาดนี้ แก้มของเจียงชิงเกอก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ตำราเล่มนี้...แค่ดูก็รู้แล้วว่าเป็นตำราที่ไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่
(จบตอน)