เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 108 : เจียงหลิงเยว่ได้รับการรู้แจ้ง

บทที่ 108 : เจียงหลิงเยว่ได้รับการรู้แจ้ง

บทที่ 108 : เจียงหลิงเยว่ได้รับการรู้แจ้ง


บทที่ 108 : เจียงหลิงเยว่ได้รับการรู้แจ้ง

ในวินาทีนั้น ถึงแม้ว่าเจียงชิงเกอจะไม่เข้าใจวิถียุทธ์หรือวิถีดาบใดๆเลยแม้แต่น้อย

แต่นางก็ยังคงรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนอันยิ่งใหญ่ที่พลั่งพลูออกมาจากส่วนลึกของจิตใจเช่นกัน

เปิดภูผาตัดสายน้ำ...นี่คือการเปิดภูผาตัดสายน้ำที่แท้จริง!

เมื่อมองไปยังภาพมังกรไร้เขาแหลกสลายและจบชีวิตลง ในดวงตาของเจียงชิงเกอก็สะท้อนให้เห็นแต่เพียงภาพของยอดเขาที่พังทลาย ทะเลหมอกที่ม้วนกลับ และเพลงดาบอันน่าสะพรึงกลัวสะท้านฟ้า

นางไม่อาจจินตนาการได้เลย ว่าในร่างกายของคนคนหนึ่ง จะสามารถซ่อนเร้นพลังอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ไว้ได้อย่างไร

จนกระทั่งดูจบถึงตอนที่ผู้เฒ่าอินหมางจบชีวิตตนเอง เจียงชิงเกอก็ยังคงจมดิ่งอยู่ในความทอดถอนใจและความตกตะลึงอย่างสุดซึ้ง

มิน่าเล่า วิถียุทธ์ถึงได้เป็นสิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนใฝ่หามาทั้งชีวิต

การได้ครอบครองพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่สามารถควบคุมชะตาชีวิตของตนเองได้อย่างสมบูรณ์…ช่างเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาอย่างยิ่งจริงๆ

ในโลกแห่งวิถียุทธ์อันยิ่งใหญ่นี้ การที่สามารถควบคุมชะตาชีวิตของตนเองได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่หรูหราอย่างยิ่ง

ตัวอย่างเช่น เรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ในตอนนั้น...

เจียงชิงเกอรู้สึกทอดถอนใจอย่างยิ่ง

เเต่พอกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา ก็เห็นเจียงหลิงเยว่ยังคงอ้าปากแดงระเรื่อเล็กๆค้างอยู่ ราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดบางอย่าง

“….?”

ในตอนแรกนางรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง

แต่ในชั่วพริบตา เจียงชิงเกอก็นึกขึ้นมาได้ ว่าเมื่อครู่น้องสาวของนางเพิ่งจะพูดไปว่า ผู้ที่มีวาสนา บางทีอาจจะสามารถได้รับความรู้แจ้งเพียงเศษเสี้ยวจากเพลงดาบสะท้านฟ้านี้ก็เป็นได้!

และต่อให้จะเป็นเพียงความรู้แจ้งแค่เศษเสี้ยว ก็ยังนับเป็นของขวัญอันล้ำค่าสำหรับผู้ฝึกยุทธ์!

ถ้าอย่างนั้น...นี่คือน้องสาว​นางกำลังได้รับความรู้แจ้งบางอย่างอยู่?

ในใจของเจียงชิงเกอพลันเปี่ยมไปด้วยความยินดี

นางรู้สึกดีใจกับเจียงหลิงเยว่จากใจจริง จึงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาอีก เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนสภาวะบรรลุฉับพลันของเจียงหลิงเยว่

….

ณ ขุนเขาอินหมาง

ในตอนนี้เวลาได้ผ่านไปแล้วครึ่งวัน แต่ก็ยังคงมีผู้คนจำนวนมากหยุดอยู่บนขุนเขาอินหมาง เพื่อดื่มด่ำกับศึกที่เรียกได้ว่าเป็นการบดขยี้ฝ่ายเดียวโดยสมบูรณ์เมื่อครู่นี้

ผู้ที่มีหินบันทึกภาพฉบับดั้งเดิมที่บันทึกฉากนั้นเอาไว้ ในตอนนี้ก็ได้คว้าโอกาสทางธุรกิจเอาไว้ พลางหัวเราะร่าไปพร้อมกับทำสำเนาหินบันทึกภาพใหม่ออกมาไม่หยุดหย่อน

อย่างไรก็ตาม ยิ่งทำสำเนามากขึ้นเท่าไหร่ อักขระค่ายกลที่สลักอยู่บนหินบันทึกภาพฉบับดั้งเดิม ก็ยิ่งจางลงเรื่อยๆเช่นกัน

และทันทีที่อักขระค่ายกลหายไป ภาพที่อยู่ภายในหินบันทึกภาพก็จะหายตามไปด้วย

ส่วนหินบันทึกภาพฉบับทำสำเนาที่คัดลอกมานั้น ไม่สามารถนำไปทำสำเนาต่อได้อีก

ด้วยเหตุนี้ หินบันทึกภาพที่บันทึกเพลงดาบพิฆาตมังกรของปรมาจารย์ยุทธ์ชุดดำลึกลับผู้นั้นเอาไว้ ราคาจึงค่อยๆขยับสูงขึ้นเรื่อย​ๆ

….

ในตอนนี้

ลู่เย่ได้ออกจากขุนเขาอินหมางไปนานแล้ว เเต่ไม่ได้ไปพร้อมกับเฉินหลิงเซียง

พอเขาได้เห็นข้อความที่เฉินหลิงเซียงส่งมาทางหยกสื่อสาร ซึ่งบอกว่าหินบันทึกภาพที่บันทึกเพลงดาบของเขาเอาไว้ได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมไปแล้ว และยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีก เขาก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ

หากเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน เงินเพียงเท่านี้เขาก็ยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

แต่ทว่าในตอนนี้ เงินไม่กี่ร้อยไม่กี่พันตำลึงเงิน ในสายตาของเขาแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับเงินหนึ่งตำลึงเลย

หลังจากที่ผู้เฒ่าอินหมางจบชีวิตตนเอง แหวนมิติก็ย่อมตกอยู่ในมือของผู้ชนะอย่างเขาโดยปริยาย

เพียงแค่มูลค่าของแหวนมิติวงเดียว ก็มีค่าสูงกว่าตลาดการค้าขายหินบันทึกภาพทั้งหมดในครั้งนี้ไปไกลแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงว่าภายในแหวนมิติ ยังมีทรัพยากรต่างๆอีกมากมาย

….

ณ ป่าทึบไร้นามที่อยู่ห่างไกลจากขุนเขาอินหมาง

ลู่เย่หยิบแหวนมิติวงนั้นออกมา แล้วเริ่มทำการตรวจสอบ

ของอย่างเงินนั้น ในมือของผู้เฒ่าอินหมางที่เก็บตัวอยู่บนขุนเขาอินหมางมีอยู่ไม่มากนัก

แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้ลู่เย่ประหลาดใจก็คือ ภายในแหวนมิติ กลับมีผลึกปราณอยู่เกือบยี่สิบก้อน!

หลังจากที่ได้รับทรัพยากรก้อนนี้มา เมื่อบวกกับที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้ ลู่เย่ก็มีความมั่นใจว่าหากดูดซับทรัพยากรเหล่านี้จนหมดสิ้น เขาก็จะสามารถมุ่งตรงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นที่สามได้เลย!

อันที่จริง ผลึกปราณยี่สิบก้อนนั้นไม่ได้นับว่าเยอะอะไร

อย่างพวกบุตร​ศักดิ์สิทธิ์สามหยินนั้น ไม่กี่วันก็สามารถดูดซับผลึกปราณหนึ่งก้อนจนหมดเกลี้ยงได้แล้ว แต่พลังยุทธ์ที่เพิ่มขึ้นอาจจะน้อยนิดจนแทบไม่เห็นผล

ในขณะที่ลู่เย่เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ปกติ ผลึกปราณหนึ่งก้อนก็จะให้ผลน้อยลงไปอีก

แต่ที่ท้าทายสวรรค์​ ก็คือลู่เย่สามารถเพิ่มพูนพลังได้เป็นร้อยเท่า

ถึงแม้ว่าการเลื่อนระดับของปรมาจารย์ยุทธ์จะต้องการพลังงานมากกว่า แต่ความเร็วในการเลื่อนระดับของลู่เย่ ก็ยังคงเร็วกว่าปรมาจารย์คนอื่นๆอยู่หลายเท่านัก

นอกจากนี้ ลู่เย่ยังได้ค้นพบตำราโบราณที่ขาดรุ่งริ่งเล่มหนึ่งอยู่ข้างใน…ตำรานี้มันบางมาก มีเพียงไม่กี่หน้าเท่านั้น

ลู่เย่หยิบมันออกมาดู และแท้จริงแล้วนี่คือคัมภีร์ที่สอนวิธีการบ่มเพาะสัตว์วิญญาณและสัตว์อสูรในพันธสัญญา

มังกรไร้เขายาวกว่าสิบเมตรที่ผู้เฒ่าอินหมางบ่มเพาะขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็คือ “สัตว์วิญญาณพิเศษ” ชนิดหนึ่งที่ถูกบ่มเพาะขึ้นมาโดยปรับให้เข้ากับสภาพของขุนเขาอินหมางนั่นเอง

หากไม่ได้มาเจอกับลู่เย่เสียก่อน แค่รออีกสักสิบปี บางทีเขาอาจจะบ่มเพาะมันได้สำเร็จ ทำให้มังกรไร้เขาตัวนั้นทะลวงสู่ระดับสี่ ควบแน่นร่างกายขึ้นมาเทียบเคียงกับปรมาจารย์ยุทธ์ได้อย่างแท้จริง

และทันทีที่มังกรไร้เขาเลื่อนระดับ พลังที่สะท้อนกลับมา ก็จะสามารถผลักดันผู้เฒ่าอินหมางที่ติดอยู่ที่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าขีดสุดให้ก้าวข้ามไปเป็นปรมาจารย์ได้ในคราวเดียว ก้าวเข้าสู่ทำเนียบสุดยอดฝีมือแห่งดินแดนฝ่ายเหนือได้สำเร็จ

“วิธีนี้...ดูเหมือนสิ่งนี้จะให้เสี่ยวหลิงลองดูได้นะ...”

ลู่เย่เผยสีหน้าครุ่นคิดออกมา

ในเมื่อผู้เฒ่าอินหมางสามารถบ่มเพาะสัตว์วิญญาณมังกรไร้เขาขึ้นมาตัวหนึ่งได้ และยังเติบโตได้ถึงระดับนั้น ก็แสดงว่าคัมภีร์เล่มนี้ไม่มีปัญหา และเส้นทางนี้สามารถทำได้จริง

เขากวาดตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ ทันใดนั้นลู่เย่จึงอัญเชิญเสี่ยวหลิงที่ไม่ได้ปล่อยออกมาพักหนึ่งแล้วออกมาทันที

พลัน สุนัขตัวเล็กๆ ที่ดูปราดเปรียวว่องไวตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าลู่เย่

“โฮ่งๆๆ?”

หลังจากที่แปลงร่างมาได้พักหนึ่งแล้ว ภาษาของเสี่ยวหลิงก็พูดได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

พอได้ยินเสียงเห่าแบบสุนัขแท้ๆเช่นนี้ ลู่เย่ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“ระหว่างเจ้ากับข้า ยังไม่ได้ทำพันธสัญญากันอย่างแท้จริง” ลู่เย่กล่าว

“วันนี้ก็มาลองกันเลยละกัน”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวหลิงก็ชะงักไปในตอนแรก จากนั้นก็พยักหน้าอย่างแรง

มันอยากจะเป็นคนของลู่เย่...ไม่สิ เป็นสุนัขของลู่เย่มานานแล้ว!

ก็ไม่ถูกอีก... เพราะถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่สุนัขจริงๆนี่นา

วินาทีต่อมา ลู่เย่พลันประสานอินด้วยมือทั้งสองข้างก่อเกิดเป็นตราประทับอันลึกล้ำ

จากนั้นก็ใช้พลังปราณปรมาจารย์กรีดนิ้วของตนเองจนเกิดเป็นรอยแผลเล็กๆ ทำให้มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย

ในชั่วพริบตา พรสวรรค์อีกอย่างหนึ่งของลู่เย่ก็ถูกเปิดใช้งานโดยตรง บาดแผลจึงสมานตัวอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

และในขณะที่แผลกำลังจะสมานตัว เขาก็รีบดีดหยดโลหิตหยดหนึ่งออกไปให้ตกลงบนหน้าผากของเสี่ยวหลิง ก่อนที่ลู่เย่จะใช้อีกมือหนึ่งกดลงบนกระหม่อมของมัน

“เปิดจิตใจของเจ้า ข้าจะสร้างพันธสัญญา”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวหลิงก็ไม่รู้ว่าการเปิด “จิตใจ” นั้นคืออะไร มันได้แต่เงยหน้ามองลู่เย่ด้วยความงุนงง

เพียงชั่วพริบตา ลู่เย่ก็รู้สึกว่าจิตสัมผัสของตนเองสามารถเข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึกของเสี่ยวหลิงได้อย่างไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ

เมื่อมองไปยังทะเลแห่งจิตสำนึกที่ว่างเปล่าราวกับกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง ลู่เย่ก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้

เพราะสิ่งมีชีวิตวิญญาณที่ถือกำเนิดขึ้นจากฟ้าดินเช่นนี้ช่างบริสุทธิ์ผุดผ่องจริงๆ เรียกได้ว่าไม่มีสมองเลยก็ว่าได้

หลังจากที่สร้างพันธสัญญาที่แท้จริงกับเสี่ยวหลิงได้อย่างง่ายดาย…เสียง “อี๊ยา” ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเสี่ยวหลิงก็ดังขึ้นในใจของลู่เย่เช่นกัน

เมื่อสร้างพันธสัญญาขึ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดในการสื่อสารอีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้จิตสัมผัสในการสื่อสารกันได้โดยตรง…มันทั้งสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

เเละถึงแม้จะเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ก็ไม่สามารถลอบฟังการสนทนาเช่นนี้ได้

“อี๊ยา!”

ในตอนนี้ เสี่ยวหลิงก็สัมผัสได้เช่นกันว่าระหว่างตนเองกับลู่เย่ ได้ปรากฏสายสัมพันธ์อันน่าอัศจรรย์ที่มองไม่เห็นขึ้นมา

ทันใดนั้น สิ่งมีชีวิตวิญญาณที่ถือกำเนิดขึ้นจากการดูดซับแก่นแท้แห่งฟ้าดินตนนี้ ก็กอดขาของลู่เย่อย่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรี ราวกับกำลังกอดความหวังแห่งอนาคตเอาไว้

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 108 : เจียงหลิงเยว่ได้รับการรู้แจ้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว