- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 109 : พอถึงตอนนั้นพี่หญิงอย่ากลับคำเสียล่ะ
บทที่ 109 : พอถึงตอนนั้นพี่หญิงอย่ากลับคำเสียล่ะ
บทที่ 109 : พอถึงตอนนั้นพี่หญิงอย่ากลับคำเสียล่ะ
บทที่ 109 : พอถึงตอนนั้นพี่หญิงอย่ากลับคำเสียล่ะ
ณ ตระกูลเจียง
เวลาผ่านไปนานกว่าสิบนาที เจียงหลิงเยว่ถึงได้หลุดออกจากสภาวะก่อนหน้านี้
“ได้รับความรู้แจ้งจากในนั้นได้จริงๆด้วย...”
ในตอนนี้ เมื่อเจียงหลิงเยว่มองไปยังหินบันทึกภาพก้อนนั้น ก็ราวกับกำลังมองเห็นของล้ำค่าอะไรบางอย่าง
เพียงแค่สิบกว่านาทีเมื่อครู่นี้ กลับรู้สึกราวกับว่ามันยาวนานกว่าเวลาทั้งหมดที่นางเคยใช้ฝึกดาบมาก่อนหน้านี้รวมกันเสียอีก
ณ เวลานี้​ วิถีดาบของเจียงหลิงเยว่ ก็ได้ก้าวจากการที่ทำได้เพียงเดินตามรอยคนรุ่นก่อน ลอกเลียนแบบไปวันๆ มาสู่การมีความเข้าใจเป็นของตนเองอย่างแท้จริงขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
ถึงแม้ว่าจะยังคงห่างชั้นกับเจ้าของเพลงดาบสะท้านฟ้าในหินบันทึกภาพ…แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ถือว่าได้ก้าวขึ้นสู่เส้นทางที่ถูกต้องแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจียงหลิงเยว่ก็โค้งคำนับให้กับหินบันทึกภาพที่วางอยู่บนโต๊ะหินอย่างจริงจัง
ถึงแม้ว่าด้วยระดับพลังและสถานะของอีกฝ่าย คงจะไม่ชายตามองกุ้งฝอยอย่างนาง แต่เจียงหลิงเยว่ก็คิดในใจว่า ในเมื่อได้รับบุญคุณจากท่านผู้นี้แล้ว ท่าทีที่จริงใจที่ตนเองสมควรจะมี…ก็จะขาดไปไม่ได้เด็ดขาด​
หลังจากที่มองดูเจียงหลิงเยว่ทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เจียงชิงเกอก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง
“เจ้าได้รับประโยชน์จากภาพ​ในนั้นจริงๆหรือ?”
“อื้ม เพลงดาบนี้ เป็นเพลงดาบที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาในชีวิตเลย!”
บนใบหน้าเล็กๆ ของเจียงหลิงเยว่ ปรากฏร่องรอยแห่งความจริงจังและศรัทธาขึ้นมา
“หากว่าบนโลกใบนี้ ยังมีเซียนดาบอยู่จริง…ก็คงจะเป็น​เหมือน​เจ้าของวิถีดาบผู้นี้เป็นแน่”
หากเป็นเรื่องอื่น บางทีเจียงชิงเกออาจจะรู้มากกว่า แต่ในด้านวิถียุทธ์แล้ว นางยังคงเชื่อมั่นในตัวเจียงหลิงเยว่อย่างยิ่ง
พอได้ยินน้ำเสียงที่ทั้งจริงจังและแฝงไปด้วยความศรัทธาเล็กน้อยของน้องสาวแล้ว เจียงชิงเกอก็อ้าปากค้างเล็กน้อย
เซียนดาบ...จะเกินจริงไปขนาดนั้นเลยหรือ?
นางอ่านหนังสือมามากมาย เคยอ่านตำราหลากหลายแขนง
ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับเซียนดาบที่อยู่ในนั้น ล้วนแต่เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ครอบคลุมทั้งยุคสมัย ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ ถึงขนาดที่ว่าแทบจะสามารถทลายมิติและเหินสู่สวรรค์ได้!
บนโลกนี้มีวิถีดาบอยู่หลากหลายแขนง และนามแห่งเซียนดาบนั้น ก็หมายความว่า อย่างน้อยที่สุดผู้นั้นก็ได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีดาบแขนงหนึ่งแล้ว!
ชายชุดดำลึกลับที่ใช้ดาบเดียวพิฆาตมังกรผู้นี้ จะวิปริตถึงเพียงนั้นเชียวหรือ...
“ผู้ที่บรรลุเป็นเซียนดาบในแต่ละยุคสมัย พลังฝีมืออาจจะแข็งแกร่งกว่ายอดฝีมือท่านนี้”
“แต่ถ้าหากมองในแง่ของวิถีดาบเพียงอย่างเดียว ข้าคิดว่ายอดฝีมือท่านนี้ มีคุณสมบัติของเซียนดาบอย่างแท้จริงแล้ว!”
“แน่นอนว่า...” พอพูดถึงตรงนี้ เจียงหลิงเยว่ก็แลบลิ้นออกมาเล็กน้อย เเล้วกลับคืนสู่บุคลิกน่ารักสดใสขี้เล่นดังเดิม
“ข้ายังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งวิถีดาบที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เห็นก็เลยอาจจะนับไม่ได้ บางทีอาจจะผิดทั้งหมดก็ได้…พี่หญิง ท่านทำเป็นลมพัดผ่านหูไปก็พอแล้วล่ะ”
เจียงชิงเกอ: “.....”
นางหันกลับไปมองหินบันทึกภาพที่ยังคงฉายภาพเดิมซ้ำไปซ้ำมาอีกครั้ง
ยิ่งมองไปนานๆ เจียงชิงเกอก็พลันรู้สึกว่า ถึงแม้จะบอกไม่ได้ว่าคนผู้นี้คือยอดฝีมือคนไหนจากดินแดนฝ่ายตะวันออกกันแน่
แต่นางกลับมองเห็นว่า... มันมีเงาของลู่เย่ซ้อนทับอยู่หน่อยๆ
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา เจียงชิงเกอก็อดไม่ได้ที่จะนวดคลึงหว่างคิ้วของตนเอง
หรือว่าช่วงนี้…นางจะเหนื่อยเกินไปจริงๆ?
ถึงขนาดที่ภาพหลอนแบบนี้ ยังเกิดขึ้นมาได้
ลู่เย่เข้ามาอยู่ในตระกูลเจียงแค่ปีกว่าๆ…ยังไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ
และเมื่อสองปีก่อน คนผู้นั้นก็เป็นแค่ศิษย์รับใช้ที่อยู่ในระดับรวบรวมปราณอย่างชัดเจน
แต่ทว่าสิ่งที่บันทึกอยู่ในภาพ กลับเป็นเพลงดาบของปรมาจารย์ยุทธ์
ระดับรวบรวมปราณกับปรมาจารย์ยุทธ์...
ไม่ต้องพูดถึงเวลาแค่สองปีเลย ต่อให้เป็นสองร้อยปี…เก้าในสิบของผู้ฝึกยุทธ์บนโลกนี้ ก็ไม่น่าจะสามารถก้าวข้ามไปได้
เจียงชิงเกอตบศีรษะของตนเองเบาๆ อย่างจนใจ
สมองนางเป็นอะไรไปนี่ แค่ดูหินบันทึกภาพธรรมดาๆ ไฉนถึงได้เห็นภาพหลอนของคนผู้นั้นขึ้นมาได้...
หรือว่า...นางจะมีปัญหาทางสมองจริงๆ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงชิงเกอก็ถึงกับชะงักไป
ในฐานะคนที่ดูแลการจัดการร้านค้าของตระกูลเกือบสามส่วน เจียงชิงเกอมั่นใจว่าสมองของตนเองส่วนใหญ่มักจะปลอดโปร่งอยู่เสมอ
ยกเว้นเมื่อปีก่อน ในตอนนั้นที่เป็นเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์
เพราะอย่างไรมันก็เป็นเรื่องสำคัญทั้งชีวิตของตนเอง ถึงได้ขาดเหตุผลไปเล็กน้อยอยู่ครั้งหนึ่ง และโต้เถียงกับท่านพ่อไปครั้งหนึ่ง
แต่ในท้ายที่สุด เหตุผลก็กลับคืนมา และยังคงยอมรับชะตากรรมนั้นอยู่ดี
ก็เพราะมีสมองที่ปลอดโปร่งนี่แหละ เจียงชิงเกอถึงได้รู้สึกว่า หากนางเริ่มที่จะมีความรู้สึกดีๆให้กับลู่เย่ขึ้นมาจริงๆ...สมองของนางจะเริ่มไม่ปกติแล้วหรือเปล่า?
ทั้งๆที่ในตอนแรก ตนเองเกลียดเขาถึงเพียงนั้น
แล้วมันจะมีความรู้สึกดีๆ ผุดขึ้นมาตอนนี้ได้อย่างไร?
แน่นอนว่าตอนนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรไปหมดแล้ว เพราะดูเหมือนว่าคนผู้นั้นจะเกลียดนางอย่างยิ่ง
สุดท้าย…เจียงชิงเกอจึงละสายตากลับมา พลางจ้องมองหินบันทึกภาพก้อนนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน
“ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นออกไปตามหาสมบัติ จะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว...”
เเละคำพูดนี้ทำให้เจียงหลิงเยว่ รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
“พี่หญิง…ทำไมจู่ๆท่านถึงได้เป็นห่วงเรื่องของพี่เขยขึ้นมาล่ะเจ้าคะ?”
ถ้าหากเป็นเจียงชิงเกอคนปกติแล้วล่ะก็ ไม่ว่าลู่เย่จะไปที่ไหน นางก็คงขี้เกียจที่จะถามไถ่เสมอ
เจียงชิงเกอ: “.....”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจียงชิงเกอก็เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา
“ข้าก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง”
“ก่อนหน้านี้ ข้าทำกับเขาเกินไปจริงๆ อย่างไรเสียเขาก็เป็นสามีของข้า ไม่ควรจะทำกับเขาเช่นนั้นเลย”
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้ เจียงหลิงเยว่ก็ยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้น
ทำไมนางถึงรู้สึกว่า การแต่งงานหลอกๆครั้งนี้...ดูเหมือนพี่หญิงจะเริ่มจะอินกับมันไปแล้วล่ะ
หากเป็นตามนิสัยปกติของพี่หญิงแล้วมีที่ไหนกันจะมายอมรับว่าตนเองทำผิดไปก่อนหน้านี้อย่างเต็มใจเช่นนี้...
ไหนว่าตกลงกันแล้วว่าพอตัวเองเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์เมื่อไหร่ ก็จะถอนหมั้นกัน พอถึงตอนนั้น พี่หญิงอย่ากลับคำเสียล่ะ
….
ณ ขุนเขาอินหมาง
เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ผู้คนต่างก็ทยอยออกจากขุนเขาแห่งนี้ไปอย่างต่อเนื่องด้วยความรู้สึกดื่มด่ำ
การเดินทางในครั้งนี้ ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนต่างก็รู้สึกว่าไม่เสียเที่ยวเปล่า
ภาพของปรมาจารย์ยุทธ์ลึกลับที่ใช้ดาบเดียวพิฆาตมังกรไร้เขานั้น ได้กลายเป็นความทรงจำอันลึกซึ้งที่จะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิตแล้ว
และแล้วในตอนนั้นเอง รุ้งสีแดงสายหนึ่งก็ได้สาดประกายขึ้นมาจากขอบฟ้าแดนไกล
ในแต่ละพริบตา ก็ได้ข้ามผ่านผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ มุ่งตรงมายังขุนเขาอินหมางด้วยความเร็วสูง!
“นั่นมัน...การข้ามผ่านมิติ?!”
“มีปรมาจารย์ยุทธ์มาอีกแล้วงั้นรึ?!”
“เป็นใครกัน?”
เคล็ดวิชาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์เช่นนี้ ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้จากไปต้องตกตะลึงและหวาดหวั่นไปตามๆกัน
ยอดฝีมือระดับสูงที่ปกติแล้วหาตัวจับได้ยากในดินแดนฝ่ายเหนือ ในวันนี้เพียงวันเดียว กลับสามารถพบเจอได้ถึงสองคน
ครู่ต่อมา รุ้งสีแดงก็ได้มาถึงท้องฟ้าเหนือขุนเขาอินหมางแล้ว
พอได้เห็นโฉมหน้าของผู้มาเยือน ผู้ฝึกยุทธ์บางคนก็ถึงกับสูดหายใจเข้าเบาๆ ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“เฮือก...เป็นนางงั้นรึ?!”
ข้างๆกัน มีคนที่ไม่รู้จักผู้มาเยือน จึงได้เอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นในทันที
“เป็นสตรีที่งดงามยิ่งนัก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว…คนผู้นี้เป็นใครกัน?”
“ปกติเจ้าคงไม่ได้ออกมาท่องยุทธภพสินะ แต่ชื่อเสียงของท่านผู้นี้ เจ้าต้องเคยได้ยินมาอย่างแน่นอน นี่คือประมุขคนปัจจุบันของนิกายเมฆาสีชาด หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนฝ่ายเหนือ...นางเซียนเมฆาสีชาด!”
มีคนหนึ่งกล่าวอย่างจริงจัง
ชื่อเสียงของนางเซียนเมฆาสีชาดนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโด่งดังไปทั่วดินแดนฝ่ายเหนือของแคว้นซวนโจว
ถึงขนาดที่ว่าในแคว้นซวนโจวที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลนับล้านลี้ ก็ยังมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย
แต่ถึงอย่างไร คนที่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนางเซียนเมฆาสีชาดนั้นก็มีน้อยอย่างยิ่ง
มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์บางคนที่เจนโลกและเคยมีวาสนาได้พบเจอโดยบังเอิญ หรือเคยเห็นภาพวาดเลียนแบบของนาง ถึงจะสามารถจดจำนางได้
ในฐานะนางเซียนอันดับหนึ่งแห่งดินแดนฝ่ายเหนือที่ได้รับการยอมรับในรุ่นก่อน
ภาพวาดเลียนแบบของนางเซียนเมฆาสีชาด ก็เป็นสินค้าขายดีเช่นกัน
(จบตอน)