- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 107 : ภาพบันทึกเพลงดาบสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
บทที่ 107 : ภาพบันทึกเพลงดาบสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
บทที่ 107 : ภาพบันทึกเพลงดาบสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
บทที่ 107 : ภาพบันทึกเพลงดาบสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ ข้าลืมบอกไป ได้ยินมาว่าชายชุดดำผู้นั้น ใช้เพียงดาบเดียวก็บีบให้ผู้เฒ่าอินหมางต้องจบชีวิตตนเอง ณ ที่ตรงนั้นเลยเจ้าค่ะ” ซูหวานเอ่ยเสริมขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
นางเซียนเมฆาสีชาด: “…...”
ภายในหินบันทึกภาพ เพลงดาบอันเจิดจรัสกระบวนนั้น ไม่เพียงแต่จะสร้างความตกตะลึงให้กับผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนที่มุงดูอยู่บนขุนเขาอินหมางเท่านั้น
แต่ทว่ามันยังสร้างความสะเทือนใจให้กับนางเซียนเมฆาสีชาด หนึ่งในสุดยอดฝีมือที่แท้จริงแห่งดินแดนฝ่ายเหนือเช่นกัน
แม้จะมองผ่านหินบันทึกภาพ แต่นางเซียนเมฆาสีชาดก็ราวกับสัมผัสได้ถึงเจตนาดาบอันน่าสะพรึงกลัวที่ปะทุออกมา
เพลงดาบนี้ ราวกับสามารถทะลวงผ่านมิติได้!
มังกรไร้เขาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งมีพลังเพียงแค่ครึ่งก้าวปรมาจารย์…การต้องมารับเพลงดาบนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการประเมินมันสูงเกินไปจริงๆ
ถึงขนาดที่ว่านางเซียนเมฆาสีชาดอดประเมินในใจไม่ได้ว่า หากเป็นตนเองในสมัยที่ยังอยู่แค่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นที่สาม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเพลงดาบนี้...ก็อาจจะไม่สามารถถอยกลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์
ไม่น่าเชื่อว่าในดินแดนฝ่ายเหนือ จะปรากฏปรมาจารย์ที่มีวิถีดาบน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ขึ้นมาได้
พอลองครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้ว นางเซียนเมฆาสีชาดก็ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่า...ในบรรดาผู้ฝึกตนสายดาบแห่งดินแดนฝ่ายเหนือทั้งหมดที่นางเคยพบเจอมา
ดูเหมือนว่าจะหาคนที่มีวิถีดาบพอจะทัดเทียมกับเขาได้...แม้แต่คนเดียวก็ไม่มี
ซึ่งนั่นรวมไปถึงประมุขแห่งนิกายอัสนีคราม ผู้มีพลังขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นที่เจ็ดและฝึกฝนวิชาดาบอัสนีครามด้วย
เมื่อจ้องมองไปยังเงาร่างที่ถูกบันทึกไว้ในหินบันทึกภาพ ในดวงตาอันงดงามของนางเซียนเมฆาสีชาดก็พลันฉายประกายอันแปลกประหลาดออกมาไม่หยุด
อาจกล่าวได้ว่า หากก่อนหน้านี้เป็นเพราะสถานะปรมาจารย์ยุทธ์ของเขาเพียงอย่างเดียวที่ทำให้นางอยากจะชักชวนเขาเข้าร่วมนิกายเมฆาสีชาด
ถ้าอย่างนั้นในตอนนี้ นางเซียนเมฆาสีชาดก็สามารถฟันธงได้อย่างแน่วแน่แล้วว่า คนผู้นี้...มีคุณสมบัติพอที่จะทะลวงสู่ขอบเขตที่เหนือกว่าปรมาจารย์ได้อย่างแน่นอน!
อนาคตของเขานั้นไร้ขีดจำกัด!
ทันทีที่เขาได้เลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ด เมื่อนั้นเเค่อาศัยวิถีดาบอันเหนือล้ำของเขา ก็สามารถกล่าวได้ว่าไร้ผู้ต่อต้านในหมู่ปรมาจารย์ด้วยกันแล้ว
ถึงแม้จะเป็นนางเซียนเมฆาสีชาดเอง ก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้
“ขุนเขาอินหมาง...”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางเซียนเมฆาสีชาดก็พลันเคลื่อนกายจากไป ทิ้งไว้เพียงน้ำเสียงอันเยือกเย็นจางๆที่ยังคงดังก้องอยู่ในโถงใหญ่
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวข้าจะเดินทางไปยังขุนเขาอินหมางด้วยตนเองสักครั้ง เพื่อเชิญเขาเข้าร่วมนิกาย...”
ภายในโถงใหญ่ ซูหวานยืนนิ่งอึ้งไปเป็นไก่ตาเเตก
เพราะท่านอาจารย์ที่ปกติมักจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องส่วนใหญ่ กลับจะเดินทางไปยังขุนเขาอินหมางด้วยตนเองงั้นหรือ?!
แต่ก็นั่นแหละ ปรมาจารย์ยุทธ์ที่มีอนาคตไกล อีกทั้งยังเป็นผู้ฝึกตนอิสระ
สำหรับท่านอาจารย์ที่มุ่งมั่นจะฟื้นฟูนิกายเมฆาสีชาดแล้ว ก็นับว่ามีแรงดึงดูดมหาศาลจริงๆ
….
ณ เมืองเมฆาใบไม้
เรื่องราวบนขุนเขาอินหมางได้ถูกส่งผ่านมาถึงที่นี่แล้วผ่านทางช่องทางการสื่อสาร
ถึงขนาดที่ว่า แม้แต่หินบันทึกภาพที่บันทึกศึกครั้งใหญ่นั้นเอาไว้ รวมถึงเพลงดาบสะท้านฟ้ากระบวนนั้น ก็มีคนมองเห็นช่องทางทำกำไร จึงได้เริ่มทำสำเนาออกมาเป็นจำนวนมากแล้วส่งมายังในเมือง
พวกเขาใช้เงินห้าตำลึงเงินซื้อหินบันทึกภาพว่างเปล่ามา หลังจากทำสำเนาภาพลงไปแล้ว ก็เพิ่มราคาขายเพื่อทำกำไรทันที
ความคมชัดของสำเนานั้นจะมัวกว่าเล็กน้อย ขายในราคาก้อนละสิบตำลึงเงิน
ราคานี้สำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นราคาที่สูงลิบลิ่ว ไม่มีใครจะซื้อหามาอย่างแน่นอน
แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่แล้ว ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมพลังปราณ แค่กัดฟันหน่อยก็ยังพอจะจ่ายไหว
และโอกาสที่จะได้ชมการลงมือของปรมาจารย์ยุทธ์ระดับแนวหน้าแห่งดินแดนฝ่ายเหนือเช่นนี้ ก็ไม่ได้มีมาบ่อยๆ
ต่อให้จะสามารถบรรลุเคล็ดวิชาได้เพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยจากในนั้น สำหรับตนเองแล้วก็นับเป็นวาสนาโอกาสครั้งใหญ่
ด้วยเหตุนี้ หินบันทึกภาพฉบับทำสำเนาจึงถูกแย่งชิงจนหมดเกลี้ยงในทันทีที่ถูกส่งไปยังเมืองใหญ่ต่างๆ
….
ณ ตระกูลเจียง
เจียงหลิงเยว่ที่ได้ยินข่าวคราวมา ก็ได้ซื้อหินบันทึกภาพฉบับทำสำเนาที่ยังอุ่นๆอยู่มาได้ก้อนหนึ่ง
นางวิ่งเข้าไปในสวนเล็กๆ ของเจียงชิงเกออย่างตื่นเต้น พลางร้องตะโกนอย่างดีใจ
“พี่หญิงออกมาเร็วเข้า ข้าไปแย่งชิงของดีมาได้!”
เจียงชิงเกอที่เพิ่งจะตรวจบัญชีที่ได้มาจากร้านค้าหลายแห่งเสร็จ ก็ได้ยินเสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาจากข้างนอก
พอเดินออกจากห้องมา ก็เห็นเจียงหลิงเยว่ชูก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่งขึ้นมาราวกับเป็นของล้ำค่า
“นี่เจ้าทำอะไรของเจ้า” เจียงชิงเกออดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
เจียงหลิงเยว่ชูก้อนหินในมือขึ้นอย่างดีใจ พลางกล่าวว่า
“พี่หญิง ท่านรู้ใช่ไหมว่านี่คืออะไร”
“ข้ารู้ หินบันทึกภาพ ในร้านค้าของตระกูลเราก็มีของแบบนี้ขายไม่ใช่หรือ”
“ในนี้น่ะ ข้าได้ยินมาว่าบันทึกเพลงดาบสะท้านฟ้าสะเทือนดินของปรมาจารย์ยุทธ์เอาไว้ด้วยนะ!”
ขณะที่พูด ใบหน้าเล็กๆของเจียงหลิงเยว่ดูจริงจังขึ้นมาหลายส่วน
“นี่เป็นแค่ฉบับทำสำเนานะ พอส่งมาแค่ไม่กี่ร้อยก้อน ก็ถูกแย่งชิงจนหมดเกลี้ยงในพริบตาเลย”
“หากว่าสามารถบรรลุเคล็ดวิชาจากในนี้ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อย ก็จะเป็นประโยชน์อย่างคาดไม่ถึงต่อเส้นทางการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าเลยนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงชิงเกอก็รู้สึกตกใจอยู่บ้าง
นางไม่เข้าใจเรื่องวิถียุทธ์ แต่ก็รู้ดีว่าเส้นทางสายนี้ยากลำบากเพียงใด
มีผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์กี่มากน้อย ที่ต้องติดอยู่ในระดับปราณก่อกำเนิดไปทั้งชีวิต ไม่มีแม้แต่หนทางจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้น้องสาวของนางกลับบอกว่า เพียงแค่หินบันทึกภาพฉบับทำสำเนาก้อนหนึ่ง แล้วบรรลุได้เพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อย ก็สามารถสร้างประโยชน์มหาศาลได้แล้ว?
ต้องยอมรับเลยว่า ในตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของเจียงชิงเกอก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้วเช่นกัน
ครู่ต่อมา สองพี่น้องก็นั่งลงข้างโต๊ะหินในสวน เจียงหลิงเยว่วางหินบันทึกภาพลงบนโต๊ะ จากนั้นก็เริ่มเปิดใช้งาน...
ภาพฉากหนึ่งก็ถูกฉายออกมาในทันที
สิ่งที่ปรากฏขึ้นในภาพ คือขุนเขาอินหมางที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก ดูเวิ้งว้างกว้างใหญ่
แต่ทว่าบนยอดเขาในตอนนั้น กลับมีเงาร่างสองร่างยืนอยู่
ร่างหนึ่งชราภาพ ราวกับมองเห็นความผันผวนของโลกมนุษย์มาจนทะลุปรุโปร่ง
อีกร่างหนึ่งสวมชุดสีดำ ปกปิดใบหน้าเอาไว้
พอได้เห็นเงาร่างทั้งสองนี้ เจียงชิงเกอก็ยังรู้สึกเฉยๆกับร่างชราภาพนั้น แต่พอได้เห็นชายชุดดำ...ในใจของนางกลับพลันเกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้นมา
ร่างนี้…มันคุ้นตาอยู่หน่อยๆนะ
แต่ปัญหาคือ นางใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้มาตลอดทั้งปี จำนวนครั้งที่ได้เดินทางไปยังเมืองอื่นที่ใหญ่กว่าก็นับนิ้วได้
โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ได้รู้จักยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์คนไหนเลย
แต่กระนั้น ชายชุดดำที่สามารถยืนเผชิญหน้ากับผู้เฒ่าอินหมางผู้โด่งดังทั่วดินแดนฝ่ายเหนือได้ผู้นี้…กลับทำให้นางรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง
“หรือว่า...จะมาจากดินแดนฝ่ายตะวันออก?”
พอคิดไปคิดมา ในใจของเจียงชิงเกอก็พลันเกิดการคาดเดาขึ้นมา
ถ้าจะให้พูดถึงโอกาสที่ได้พบเจอยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์และระดับที่สูงกว่านั้นเป็นจำนวนมาก
พอเจียงชิงเกอลองนึกดู ดูเหมือนว่าจะมีเพียงเมื่อหลายปีก่อน ที่สองพี่น้องเคยติดตามท่านบรรพบุรุษที่ยังไม่ได้รับบาดเจ็บจากการทะลวงด่าน
เดินทางไปยังดินแดนฝ่ายตะวันออกของแคว้นซวนโจวเพื่อเข้าร่วมงานประมูลแลกเปลี่ยนของสมาคมพ่อค้าซวนโจวครั้งหนึ่ง
ในครั้งนั้น นับว่าได้เห็นยอดฝีมือทางยุทธ์มากมาย ถึงขนาดว่าผู้ที่มีพลังเหนือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เจ็ดขึ้นไปก็มีอยู่ไม่น้อย เรียกได้ว่าเป็นงานชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ของแคว้นซวนโจวเลยทีเดียว
“เอ๊ะ พี่หญิง ทำไมข้ารู้สึกว่า รูปร่างของชายชุดดำคนนี้…เขาดูคุ้นๆตาจังเลยนะ?”
ข้างๆกัน เจียงหลิงเยว่ก็มีความสงสัยเช่นเดียวกัน
“มาจากดินแดนฝ่ายตะวันออกหรือ?” เจียงหลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง
เพราะตามข่าวลือบอกว่า ชายชุดดำผู้นี้เป็นสหายของเฉินหลิงเซียง และเฉินหลิงเซียงก็เคยเดินทางไปยังดินแดนฝ่ายตะวันออกหลายครั้งเช่นกัน
การที่จะรู้จักยอดฝีมือทางยุทธ์จากดินแดนฝ่ายตะวันออกของแคว้นซวนโจว นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
หลังจากขจัดความสงสัยในใจลงไปแล้ว คนทั้งสองก็จดจ่ออยู่กับภาพที่ถูกฉายออกมา
หินบันทึกภาพชั้นต่ำเช่นนี้ ไม่สามารถบันทึกเสียงเอาไว้พร้อมกันได้ ทำได้เพียงบันทึกฉากเท่านั้น ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่ได้ยินบทสนทนาในภาพ
แต่ทว่าเนื้อหาบทสนทนาของทั้งสองฝ่าย อันที่จริงก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วดินแดนฝ่ายเหนือแล้วเช่นกัน
และแล้ว ทันทีที่ผู้เฒ่าอินหมางสะบัดฝ่ามือออกไป มังกรไร้เขาที่ทรงพลังพอที่จะสยบยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าได้ทุกผู้ทุกนาม ก็พลันปรากฏร่างขึ้นมาจากทะเลหมอกในหุบเขา!
จากนั้น ก็พลันเห็นชายชุดดำลึกลับผู้นั้น ชักดาบยาวธรรมดาๆที่ดูแล้วก็รู้ว่าระดับต่ำเล่มหนึ่งออกมา ก่อนจะฟาดฟันลงไปเพียงดาบเดียว...
เพียงชั่วพริบตา ทะเลหมอกก็ปั่นป่วนรุนแรง
มังกรไร้เขาจบชีวิต….และยอดเขาอินหมางก็ถล่มทลาย!!
(จบตอน)