- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 103 : บรรพบุรุษตระกูลเฉินเลือกที่จะมาตายด้วยตนเอง
บทที่ 103 : บรรพบุรุษตระกูลเฉินเลือกที่จะมาตายด้วยตนเอง
บทที่ 103 : บรรพบุรุษตระกูลเฉินเลือกที่จะมาตายด้วยตนเอง
บทที่ 103 : บรรพบุรุษตระกูลเฉินเลือกที่จะมาตายด้วยตนเอง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของเฉินหลิงเซียงพลันหยุดเต้นไปชั่วขณะ
เขา...เขาจะไปตามนัดที่ขุนเขาอินหมางงั้นหรือ?!
“ลู่เย่ เจ้าอย่าเพิ่งวู่วามสิ ตราบใดที่ยังมีภูเขาเขียวขจี ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืนให้เผา”
“ตาเฒ่าอินหมางมันไร้ยางอาย…ขุนเขาอินหมางนั่นมันสร้างฐานที่มั่นมานานหลายปีแล้ว ได้ยินมาว่าบนเขานั่น อย่างน้อยที่สุดมันก็มีพลังเทียบเท่าครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์เลยนะ!”
“ลู่เย่ เจ้ายังหนุ่มยังมีอนาคตอีกไกล ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องไปเสี่ยงต่อสู้กับผู้เฒ่าอินหมางในตอนนี้”
“เจ้าหนีไปพร้อมกับข้าเถอะนะ ถ้าอยู่ที่ดินแดนฝ่ายเหนือไม่ได้ เราก็ไปดินแดนฝ่ายใต้ ฝ่ายตะวันออก หรือแม้กระทั่งไปแคว้นหยุนโจวก็ได้”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของเฉินหลิงเซียงก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
“ใช่แล้ว! เราไปแคว้นหยุนโจวกันก็ได้…ใครๆก็พูดกันว่าแคว้นหยุนโจวเป็นอันดับหนึ่งในด้านวิถียุทธ์ของเจ็ดแคว้นแห่งต้าจิ่ง ระดับยุทธ์สูงส่งอย่างยิ่ง ทั้งยังมีวาสนาโอกาสอยู่ทุกหนแห่ง”
“ถ้าไปที่นั่น ไม่แน่ว่าเราอาจจะทะลวงระดับได้เร็วยิ่งขึ้นก็เป็นได้!”
ลู่เย่มองเฉินหลิงเซียงที่พยายาม​เกลี้ยกล่อมให้หนีไปด้วยกัน…เขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
“ก่อนหน้านี้ในคลังสมบัติลับ ข้าได้โอสถปรมาจารย์มา ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเจ้า…เจ้าจะเดาไม่ออกเลยหรือว่าตอนนี้ข้าบรรลุถึงขอบเขตใดแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหลิงเซียงก็เข้าใจในทันที
คำพูด​นี้ เท่ากับว่าลู่เย่ยอมรับเป็นนัยๆ แล้วว่า...เขาได้บรรลุขอบเขตปรมาจารย์แล้วจริงๆ!
“ข้าพอจะเดาได้ และก็เพราะว่าเดาออกนั่นแหละ ข้าถึงได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้เจ้าจากไป”
“คุณชายลู่ ในบรรดาคนที่ข้าเคยพบเจอมา ท่านคือผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ฝืนชะตาฟ้าดินที่สุดแล้ว”
“ด้วยอายุของท่าน ในภายภาคหน้าย่อมสามารถบรรลุความสำเร็จในวิถียุทธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้อย่างแน่นอน”
“ผู้เฒ่าอินหมางนั่นรังแกผู้น้อยอย่างไร้ยางอาย พวกเราไม่จำเป็นต้องไปถือสาหาความกับมันเลย”
“เเละในเมื่อดินแดนฝ่ายเหนือแห่งนี้ไม่ต้อนรับพวกเรา อย่างนั้นพวกเราก็แค่จากไปก็สิ้นเรื่อง”
เมื่อได้ยิน​เช่นนี้ ลู่เย่เพียงยิ้มบางๆ
เฉินหลิงเซียงเดาออกว่าเขาได้เลื่อนขึ้นเป็นปรมาจารย์แล้ว แต่กระนั้นก็ยังคงเกลี้ยกล่อมให้เขาจากไป
เเละนั่นก็คงเป็นเพราะนางรู้สึกว่าชื่อเสียงของผู้เฒ่าอินหมางนั้นน่าเกรงขามเกินไปนั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การอยู่บนขุนเขาอินหมางยังช่วยเสริมพลังให้มันได้ไม่น้อย นางจึงรู้สึกว่าหากเขาขึ้นไปบนเขาในสภาพที่เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ใหม่ๆ…ก็อาจจะไม่ใช่ฝ่ายที่ได้เปรียบ
เพียงแต่ว่า…
แค่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าขีดสุดที่ต้องอาศัยฐานที่มั่นของตนเอง ถึงจะพอสัมผัสพลังของครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์ได้เนี่ยนะ
คนเเบบนั้นจะคู่ควรพอให้เขาต้องระเห็จออกจากดินแดนฝ่ายเหนือไปได้หรือ?
วิชาสามดาบสะท้านสวรรค์ของเขาก็บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว
ตราประทับโบราณสี่จตุรเทพก็เข้าสู่ขั้นพื้นฐานแล้ว
ทักษะย่างก้าวมังกรท่องสี่ทิศก็บรรลุสู่ขั้นชำนาญแล้ว...
ผู้เฒ่าอินหมางที่อาศัยแค่พลังเสริมจากความเป็นครึ่งก้าวปรมาจารย์ แค่สามารถรับเพลงดาบจากสามดาบสะท้าน​สวรรค์ของเขาได้สักดาบหนึ่ง…ก็นับว่าเก่งกาจไม่เลวแล้ว
“ผู้เฒ่าอินหมางแข็งแกร่งกว่าบุตร​ศักดิ์สิทธิ์สามหยินอยู่บ้าง…แต่ก็แค่นั้นแหละ” ลู่เย่กล่าวอย่างเฉยเมย
พอได้ฟังดังนั้น เฉินหลิงเซียงก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ ว่าในบรรดาเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับลู่เย่นั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
นั่นก็คือ การไล่ล่าบุตร​ศักดิ์สิทธิ์สามหยินจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปทั่วดินแดนลับ!
เมื่อเห็นว่าลู่เย่ได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เฉินหลิงเซียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันแล้วกล่าวว่า
“ดี! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
เพราะถ้าหากลู่เย่ไปแล้วเอาชนะผู้เฒ่าอินหมางได้ ทั้งสองก็ย่อมสามารถลงจากเขาและจากไปได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าหากพ่ายแพ้...
ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่เฉินหลิงเซียงขอติดตามไปด้วย ก็เห็นได้ชัดว่านางได้เตรียมใจที่จะร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกันแล้ว
ลู่เย่มองเฉินหลิงเซียงด้วยความประหลาดใจ เเต่สุดท้ายก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อเจ้าอยากไป ถ้าอย่างนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ”
….
หลายวันต่อมา
ณ ตีนเขาอินหมาง
ขุนเขาที่เคยเงียบเหงาในยามปกติ บัดนี้กลับคึกคักและมีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ จนมันได้สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ
ถึงขนาดมีคนหัวใสบางคนมาตั้งแผงลอยขายอาหารและของจุกจิกต่างๆที่ตีนเขาแห่งนี้แล้วด้วยซ้ำ
ในตอนนี้ กำหนดเวลาสิบวันของผู้เฒ่าอินหมางก็ได้ผ่านพ้นไปแล้วหกวัน
จากที่ตอนแรกมีคนบางส่วนคิดว่ายอดฝีมือลึกลับที่สังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังจะมายังขุนเขาอินหมาง
มาถึงตอนนี้…คนส่วนใหญ่กลับเปลี่ยนความคิดไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
เพราะข่าวสารแพร่กระจายไปรวดเร็วถึงเพียงนี้ ตราบใดที่คนผู้นั้นไม่ได้กำลังเก็บตัวฝึกตนแบบปิดตาย ป่านนี้ก็สมควรจะได้รับข่าวแล้ว
แต่ทว่ากาลเวลากลับผ่านไปวันแล้ววันเล่า กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย
ผู้คนนับไม่ถ้วนจึงคาดเดากันไปว่า ถึงแม้ยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นจะสามารถสังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังได้ แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับผู้เฒ่าอินหมาง ก็คงจะยังด้อยกว่าอยู่ดี
และถึงแม้ผู้เฒ่าอินหมางจะพูดจาดูสวยหรู แต่คนเหล่านี้ก็รู้ดีว่าทันทีที่ไปถึงที่นั่น ก็เท่ากับต้องตัดสินแพ้ชนะกันถึงชีวิต และความแค้นกับคนตาย...ก็ย่อมสิ้นสุดลงโดยปริยาย
ในสถานการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการไปส่งตัวเองตายเช่นนี้ การที่ยอดฝีมือลึกลับไม่มาปรากฏตัว ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
อีกทั้งเพราะบรรพบุรุษตระกูลหวังที่ยอดฝีมือลึกลับสังหารไปนั้นเป็นผู้ฝึกตนสายมาร ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อยอดฝีมือลึกลับผู้นี้พอสมควร​
“ถ้าให้ข้าพูดนะ เขาก็ไม่ควรมาตั้งแต่แรกแล้ว ไอ้เฒ่าหัวงูอินหมางนั่นมันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ใครมาก็เสียเปรียบทั้งนั้น”
“ถ้าเป็นข้า ข้าก็ไม่มาเหมือนกัน ถ้าจะสู้กันจริงๆ…ใครมันจะไปเลือกสู้ในฐานที่มั่นของไอ้เฒ่านั่นกันเล่า?”
“มิน่าล่ะถึงได้รับศิษย์จากตระกูลสายมารมาเป็นลูกศิษย์ได้ ไอ้เฒ่านี่ก็เป็นพวกหน้าหนาเหมือนกัน”
คำพูดทำนองนี้ แพร่กระจายไปทั่วทุกแห่งหนของขุนเขาอินหมาง
และเมื่อคำพูดเหล่านี้ลอยเข้าหูของผู้เฒ่าอินหมางที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา แววตาของผู้เฒ่าอินหมางก็ปรากฏร่องรอยแห่งความขุ่นมัวทันที​
เขารู้ดีว่าหลังจากเรื่องนี้จบลง ชื่อเสียงของตนเองในดินแดนฝ่ายเหนือ บางทีอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่ถึงกระนั้น…เขาก็คาดไม่ถึงเลยว่ามันจะย่ำแย่ถึงเพียงนี้
เมื่อเทียบกับครึ่งเดือนก่อนแล้ว มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
คำประกาศของเขาในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่จะไม่ส่งผลอะไรต่ออีกฝ่ายเลย…กลับกันยังถูกผู้คนหยิบยกขึ้นมาหัวเราะเยาะอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้เฒ่าอินหมางรู้ดีว่าประวัติศาสตร์นั้นถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะเสมอ
ขอเพียงแค่ในครานี้ ยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นกล้าที่จะมา แล้วจองจำมันไว้บนขุนเขาอินหมางแห่งนี้ตลอดกาล
พอเวลาผ่านไปสักสองสามปี จะยังมีใครมาใส่ใจเรื่องนี้อีกกันเล่า?
“วันที่หกแล้วสินะ เฉินเทียนม่อ... หวังว่าตระกูลเฉินของเจ้าจะไม่ทำลายอนาคตตัวเองนะ”
ดวงตาชรากวาดมองกลุ่มคนมืดฟ้ามัวดินที่ตีนเขาอินหมางแวบหนึ่ง ก่อนที่ผู้เฒ่าอินหมางจะหลับตาลงอีกครั้ง
ในไม่ช้า เวลาอีกสองวันก็ผ่านพ้นไป
วันที่แปดได้มาเยือน
มาถึงตอนนี้ แม้แต่คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มสุดท้ายที่ยังคงเชื่อว่ายอดฝีมือลึกลับจะมา…ก็เริ่มที่จะลังเลใจแล้ว
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ได้เหินเวหามาจากแดนไกล ก็ได้ดึงดูดสายตานับไม่ถ้วนในทันที
“ยอดฝีมือลึกลับไม่มา...แต่บรรพบุรุษตระกูลเฉินกลับมาแทนงั้นหรือ?!”
“เฮือก...การที่บรรพบุรุษตระกูลเฉินมาถึงในตอนนี้ มันหมายความว่าอย่างไรกัน? ถ้าหากยอดฝีมือลึกลับไม่มา เท่ากับว่าบรรพบุรุษตระกูลเฉินมาส่งตัวเองถึงที่มิใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว ในเมื่อลั่นวาจาออกไปแล้ว ถึงตอนนั้นผู้เฒ่าอินหมางคงไม่ยอมปล่อยให้บรรพบุรุษตระกูลเฉินจากไปง่ายๆแน่”
เเน่​นอน​ว่า เงาร่างที่เดินทางนับพันลี้มายังขุนเขาอินหมางผู้นี้ ก็คือบรรพบุรุษตระกูลเฉิน…เฉินเทียนม่อ!
“อินหมาง! ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเดินทางไปยังตระกูลเฉิน…เฒ่าชราผู้นี้มาเพื่อตายเอง!”
ครู่ต่อมา บรรพบุรุษตระกูลเฉินก็ได้เหินร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือขุนเขาอินหมาง…ทอดสายตามองไปยังผู้เฒ่าอินหมางที่กำลังนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหาหุบเขาอันว่างเปล่า พลางเปล่งเสียงดังกึกก้องออกไป
พอคำพูดนี้ดังขึ้น ที่ตีนเขาอินหมางก็พลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
หรือว่า...เพื่อที่จะปกป้องตระกูลเฉินเอาไว้ บรรพบุรุษตระกูลเฉินถึงกับเลือกที่จะมาตายด้วยตนเองงั้นหรือ?!
การเผชิญหน้ากับผู้เฒ่าอินหมางนั้น บรรพบุรุษตระกูลเฉินไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย
นี่เขา….ต้องมีความกล้าหาญมากถึงเพียงไหนกัน?
….
และในขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับคำพูดของบรรพบุรุษตระกูลเฉิน
บนเส้นทางที่ไม่ไกลจากขุนเขาอินหมางนัก
บนหลังอาชาสองตัวซึ่งมีคนนั่งอยู่ตัวละหนึ่งคน…กำลังเดินทางมาอย่างไม่เร่งรีบใดๆ (ชิวเกิ๊นนนน)​
(จบตอน)