เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 103 : บรรพบุรุษตระกูลเฉินเลือกที่จะมาตายด้วยตนเอง

บทที่ 103 : บรรพบุรุษตระกูลเฉินเลือกที่จะมาตายด้วยตนเอง

บทที่ 103 : บรรพบุรุษตระกูลเฉินเลือกที่จะมาตายด้วยตนเอง


บทที่ 103 : บรรพบุรุษตระกูลเฉินเลือกที่จะมาตายด้วยตนเอง

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของเฉินหลิงเซียงพลันหยุดเต้นไปชั่วขณะ

เขา...เขาจะไปตามนัดที่ขุนเขาอินหมางงั้นหรือ?!

“ลู่เย่ เจ้าอย่าเพิ่งวู่วามสิ ตราบใดที่ยังมีภูเขาเขียวขจี ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืนให้เผา”

“ตาเฒ่าอินหมางมันไร้ยางอาย…ขุนเขาอินหมางนั่นมันสร้างฐานที่มั่นมานานหลายปีแล้ว ได้ยินมาว่าบนเขานั่น อย่างน้อยที่สุดมันก็มีพลังเทียบเท่าครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์เลยนะ!”

“ลู่เย่ เจ้ายังหนุ่มยังมีอนาคตอีกไกล ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องไปเสี่ยงต่อสู้กับผู้เฒ่าอินหมางในตอนนี้”

“เจ้าหนีไปพร้อมกับข้าเถอะนะ ถ้าอยู่ที่ดินแดนฝ่ายเหนือไม่ได้ เราก็ไปดินแดนฝ่ายใต้ ฝ่ายตะวันออก หรือแม้กระทั่งไปแคว้นหยุนโจวก็ได้”

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของเฉินหลิงเซียงก็พลันสว่างวาบขึ้นมา

“ใช่แล้ว! เราไปแคว้นหยุนโจวกันก็ได้…ใครๆก็พูดกันว่าแคว้นหยุนโจวเป็นอันดับหนึ่งในด้านวิถียุทธ์ของเจ็ดแคว้นแห่งต้าจิ่ง ระดับยุทธ์สูงส่งอย่างยิ่ง ทั้งยังมีวาสนาโอกาสอยู่ทุกหนแห่ง”

“ถ้าไปที่นั่น ไม่แน่ว่าเราอาจจะทะลวงระดับได้เร็วยิ่งขึ้นก็เป็นได้!”

ลู่เย่มองเฉินหลิงเซียงที่พยายาม​เกลี้ยกล่อมให้หนีไปด้วยกัน…เขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

“ก่อนหน้านี้ในคลังสมบัติลับ ข้าได้โอสถปรมาจารย์มา ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเจ้า…เจ้าจะเดาไม่ออกเลยหรือว่าตอนนี้ข้าบรรลุถึงขอบเขตใดแล้ว”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหลิงเซียงก็เข้าใจในทันที

คำพูด​นี้ เท่ากับว่าลู่เย่ยอมรับเป็นนัยๆ แล้วว่า...เขาได้บรรลุขอบเขตปรมาจารย์แล้วจริงๆ!

“ข้าพอจะเดาได้ และก็เพราะว่าเดาออกนั่นแหละ ข้าถึงได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้เจ้าจากไป”

“คุณชายลู่ ในบรรดาคนที่ข้าเคยพบเจอมา ท่านคือผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ฝืนชะตาฟ้าดินที่สุดแล้ว”

“ด้วยอายุของท่าน ในภายภาคหน้าย่อมสามารถบรรลุความสำเร็จในวิถียุทธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้อย่างแน่นอน”

“ผู้เฒ่าอินหมางนั่นรังแกผู้น้อยอย่างไร้ยางอาย พวกเราไม่จำเป็นต้องไปถือสาหาความกับมันเลย”

“เเละในเมื่อดินแดนฝ่ายเหนือแห่งนี้ไม่ต้อนรับพวกเรา อย่างนั้นพวกเราก็แค่จากไปก็สิ้นเรื่อง”

เมื่อได้ยิน​เช่นนี้ ลู่เย่เพียงยิ้มบางๆ

เฉินหลิงเซียงเดาออกว่าเขาได้เลื่อนขึ้นเป็นปรมาจารย์แล้ว แต่กระนั้นก็ยังคงเกลี้ยกล่อมให้เขาจากไป

เเละนั่นก็คงเป็นเพราะนางรู้สึกว่าชื่อเสียงของผู้เฒ่าอินหมางนั้นน่าเกรงขามเกินไปนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การอยู่บนขุนเขาอินหมางยังช่วยเสริมพลังให้มันได้ไม่น้อย นางจึงรู้สึกว่าหากเขาขึ้นไปบนเขาในสภาพที่เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ใหม่ๆ…ก็อาจจะไม่ใช่ฝ่ายที่ได้เปรียบ

เพียงแต่ว่า…

แค่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าขีดสุดที่ต้องอาศัยฐานที่มั่นของตนเอง ถึงจะพอสัมผัสพลังของครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์ได้เนี่ยนะ

คนเเบบนั้นจะคู่ควรพอให้เขาต้องระเห็จออกจากดินแดนฝ่ายเหนือไปได้หรือ?

วิชาสามดาบสะท้านสวรรค์ของเขาก็บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว

ตราประทับโบราณสี่จตุรเทพก็เข้าสู่ขั้นพื้นฐานแล้ว

ทักษะย่างก้าวมังกรท่องสี่ทิศก็บรรลุสู่ขั้นชำนาญแล้ว...

ผู้เฒ่าอินหมางที่อาศัยแค่พลังเสริมจากความเป็นครึ่งก้าวปรมาจารย์ แค่สามารถรับเพลงดาบจากสามดาบสะท้าน​สวรรค์ของเขาได้สักดาบหนึ่ง…ก็นับว่าเก่งกาจไม่เลวแล้ว

“ผู้เฒ่าอินหมางแข็งแกร่งกว่าบุตร​ศักดิ์สิทธิ์สามหยินอยู่บ้าง…แต่ก็แค่นั้นแหละ” ลู่เย่กล่าวอย่างเฉยเมย

พอได้ฟังดังนั้น เฉินหลิงเซียงก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ ว่าในบรรดาเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับลู่เย่นั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง

นั่นก็คือ การไล่ล่าบุตร​ศักดิ์สิทธิ์สามหยินจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปทั่วดินแดนลับ!

เมื่อเห็นว่าลู่เย่ได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เฉินหลิงเซียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันแล้วกล่าวว่า

“ดี! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”

เพราะถ้าหากลู่เย่ไปแล้วเอาชนะผู้เฒ่าอินหมางได้ ทั้งสองก็ย่อมสามารถลงจากเขาและจากไปได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าหากพ่ายแพ้...

ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่เฉินหลิงเซียงขอติดตามไปด้วย ก็เห็นได้ชัดว่านางได้เตรียมใจที่จะร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกันแล้ว

ลู่เย่มองเฉินหลิงเซียงด้วยความประหลาดใจ เเต่สุดท้ายก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า

“ในเมื่อเจ้าอยากไป ถ้าอย่างนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ”

….

หลายวันต่อมา

ณ ตีนเขาอินหมาง

ขุนเขาที่เคยเงียบเหงาในยามปกติ บัดนี้กลับคึกคักและมีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ จนมันได้สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ

ถึงขนาดมีคนหัวใสบางคนมาตั้งแผงลอยขายอาหารและของจุกจิกต่างๆที่ตีนเขาแห่งนี้แล้วด้วยซ้ำ

ในตอนนี้ กำหนดเวลาสิบวันของผู้เฒ่าอินหมางก็ได้ผ่านพ้นไปแล้วหกวัน

จากที่ตอนแรกมีคนบางส่วนคิดว่ายอดฝีมือลึกลับที่สังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังจะมายังขุนเขาอินหมาง

มาถึงตอนนี้…คนส่วนใหญ่กลับเปลี่ยนความคิดไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

เพราะข่าวสารแพร่กระจายไปรวดเร็วถึงเพียงนี้ ตราบใดที่คนผู้นั้นไม่ได้กำลังเก็บตัวฝึกตนแบบปิดตาย ป่านนี้ก็สมควรจะได้รับข่าวแล้ว

แต่ทว่ากาลเวลากลับผ่านไปวันแล้ววันเล่า กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย

ผู้คนนับไม่ถ้วนจึงคาดเดากันไปว่า ถึงแม้ยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นจะสามารถสังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังได้ แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับผู้เฒ่าอินหมาง ก็คงจะยังด้อยกว่าอยู่ดี

และถึงแม้ผู้เฒ่าอินหมางจะพูดจาดูสวยหรู แต่คนเหล่านี้ก็รู้ดีว่าทันทีที่ไปถึงที่นั่น ก็เท่ากับต้องตัดสินแพ้ชนะกันถึงชีวิต และความแค้นกับคนตาย...ก็ย่อมสิ้นสุดลงโดยปริยาย

ในสถานการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการไปส่งตัวเองตายเช่นนี้ การที่ยอดฝีมือลึกลับไม่มาปรากฏตัว ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

อีกทั้งเพราะบรรพบุรุษตระกูลหวังที่ยอดฝีมือลึกลับสังหารไปนั้นเป็นผู้ฝึกตนสายมาร ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อยอดฝีมือลึกลับผู้นี้พอสมควร​

“ถ้าให้ข้าพูดนะ เขาก็ไม่ควรมาตั้งแต่แรกแล้ว ไอ้เฒ่าหัวงูอินหมางนั่นมันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ใครมาก็เสียเปรียบทั้งนั้น”

“ถ้าเป็นข้า ข้าก็ไม่มาเหมือนกัน ถ้าจะสู้กันจริงๆ…ใครมันจะไปเลือกสู้ในฐานที่มั่นของไอ้เฒ่านั่นกันเล่า?”

“มิน่าล่ะถึงได้รับศิษย์จากตระกูลสายมารมาเป็นลูกศิษย์ได้ ไอ้เฒ่านี่ก็เป็นพวกหน้าหนาเหมือนกัน”

คำพูดทำนองนี้ แพร่กระจายไปทั่วทุกแห่งหนของขุนเขาอินหมาง

และเมื่อคำพูดเหล่านี้ลอยเข้าหูของผู้เฒ่าอินหมางที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา แววตาของผู้เฒ่าอินหมางก็ปรากฏร่องรอยแห่งความขุ่นมัวทันที​

เขารู้ดีว่าหลังจากเรื่องนี้จบลง ชื่อเสียงของตนเองในดินแดนฝ่ายเหนือ บางทีอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แต่ถึงกระนั้น…เขาก็คาดไม่ถึงเลยว่ามันจะย่ำแย่ถึงเพียงนี้

เมื่อเทียบกับครึ่งเดือนก่อนแล้ว มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

คำประกาศของเขาในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่จะไม่ส่งผลอะไรต่ออีกฝ่ายเลย…กลับกันยังถูกผู้คนหยิบยกขึ้นมาหัวเราะเยาะอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เฒ่าอินหมางรู้ดีว่าประวัติศาสตร์นั้นถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะเสมอ

ขอเพียงแค่ในครานี้ ยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นกล้าที่จะมา แล้วจองจำมันไว้บนขุนเขาอินหมางแห่งนี้ตลอดกาล

พอเวลาผ่านไปสักสองสามปี จะยังมีใครมาใส่ใจเรื่องนี้อีกกันเล่า?

“วันที่หกแล้วสินะ เฉินเทียนม่อ... หวังว่าตระกูลเฉินของเจ้าจะไม่ทำลายอนาคตตัวเองนะ”

ดวงตาชรากวาดมองกลุ่มคนมืดฟ้ามัวดินที่ตีนเขาอินหมางแวบหนึ่ง ก่อนที่ผู้เฒ่าอินหมางจะหลับตาลงอีกครั้ง

ในไม่ช้า เวลาอีกสองวันก็ผ่านพ้นไป

วันที่แปดได้มาเยือน

มาถึงตอนนี้ แม้แต่คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มสุดท้ายที่ยังคงเชื่อว่ายอดฝีมือลึกลับจะมา…ก็เริ่มที่จะลังเลใจแล้ว

แต่แล้วในตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ได้เหินเวหามาจากแดนไกล ก็ได้ดึงดูดสายตานับไม่ถ้วนในทันที

“ยอดฝีมือลึกลับไม่มา...แต่บรรพบุรุษตระกูลเฉินกลับมาแทนงั้นหรือ?!”

“เฮือก...การที่บรรพบุรุษตระกูลเฉินมาถึงในตอนนี้ มันหมายความว่าอย่างไรกัน? ถ้าหากยอดฝีมือลึกลับไม่มา เท่ากับว่าบรรพบุรุษตระกูลเฉินมาส่งตัวเองถึงที่มิใช่หรือ?”

“ใช่แล้ว ในเมื่อลั่นวาจาออกไปแล้ว ถึงตอนนั้นผู้เฒ่าอินหมางคงไม่ยอมปล่อยให้บรรพบุรุษตระกูลเฉินจากไปง่ายๆแน่”

เเน่​นอน​ว่า เงาร่างที่เดินทางนับพันลี้มายังขุนเขาอินหมางผู้นี้ ก็คือบรรพบุรุษตระกูลเฉิน…เฉินเทียนม่อ!

“อินหมาง! ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเดินทางไปยังตระกูลเฉิน…เฒ่าชราผู้นี้มาเพื่อตายเอง!”

ครู่ต่อมา บรรพบุรุษตระกูลเฉินก็ได้เหินร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือขุนเขาอินหมาง…ทอดสายตามองไปยังผู้เฒ่าอินหมางที่กำลังนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหาหุบเขาอันว่างเปล่า พลางเปล่งเสียงดังกึกก้องออกไป

พอคำพูดนี้ดังขึ้น ที่ตีนเขาอินหมางก็พลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที

หรือว่า...เพื่อที่จะปกป้องตระกูลเฉินเอาไว้ บรรพบุรุษตระกูลเฉินถึงกับเลือกที่จะมาตายด้วยตนเองงั้นหรือ?!

การเผชิญหน้ากับผู้เฒ่าอินหมางนั้น บรรพบุรุษตระกูลเฉินไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย

นี่เขา….ต้องมีความกล้าหาญมากถึงเพียงไหนกัน?

….

และในขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับคำพูดของบรรพบุรุษตระกูลเฉิน

บนเส้นทางที่ไม่ไกลจากขุนเขาอินหมางนัก

บนหลังอาชาสองตัวซึ่งมีคนนั่งอยู่ตัวละหนึ่งคน…กำลังเดินทางมาอย่างไม่เร่งรีบใดๆ (ชิวเกิ๊นนนน)​

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 103 : บรรพบุรุษตระกูลเฉินเลือกที่จะมาตายด้วยตนเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว