- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 102 : ครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์
บทที่ 102 : ครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์
บทที่ 102 : ครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์
บทที่ 102 : ครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์
“ท่านบรรพบุรุษพูดถูก!”
“ตระกูลเฉินของเรายืนหยัดมาได้นานหลายปีเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะการยอมจำนนเพื่อเอาตัวรอด หรือการมีชีวิตอยู่อย่างน่าสมเพชภายใต้การข่มขู่ของผู้อื่น!”
“ยอมยืนหยัดจนตัวตาย ดีกว่าคุกเข่าเพื่อมีชีวิต!”
“เพราะหากเป็นเช่นนั้น ตระกูลเฉินที่ยังคงอยู่รอด ก็คงไม่แคล้วถูกผู้คนหัวเราะเยาะ”
แม้ว่าผู้อาวุโสตระกูลเฉินหลายคนจะมีหนวดเคราขาวโพลน แต่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาในยามนี้กลับหนักแน่นและทรงพลัง
ผู้เฒ่าอินหมางแห่งขุนเขาอินหมางหมายจะใช้อำนาจบารมีขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าของตนเองมาข่มขู่ตระกูลเฉินเมืองลั่วฮวา เพื่อให้ตระกูลเฉินต้องถูกผู้อื่นดูแคลนไปตลอดกาล…
ในฐานะคนของตระกูลเฉิน พวกเขายอมไม่ได้เด็ดขาด!
ถึงแม้ว่า...ผลลัพธ์ที่ต้องเผชิญจากการตัดสินใจครั้งนี้คือความพินาศก็ตาม
….
เมื่อข่าวที่ผู้เฒ่าอินหมางสั่งให้ตระกูลเฉินส่งตัวคนแพร่ออกไป ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็เชื่อว่า คราวนี้ตระกูลเฉินจะต้องทานรับแรงกดดันจากขุนเขาอินหมางไม่ไหวอย่างแน่นอน
แม้ว่าขุนเขาอินหมางจะมีคนเพียงสองคน ซึ่งก็คืออาจารย์และศิษย์คู่หนึ่ง แต่ในสายตาของผู้คนมากมาย... ผู้เฒ่าอินหมางก็คือจุดสูงสุดแห่งขอบเขตเหนือสวรรค์!
“ตระกูลเฉินนี่ช่างเคราะห์ร้ายโดยไม่รู้ตัวจริงๆ”
“ถ้าหากยอมส่งตัวคนให้ ก็เท่ากับต้องแบกรับคำครหาว่าทรยศหักหลังสหาย แต่ถ้าไม่ยอมส่งตัวให้ ก็เห็นได้ชัดว่าผู้เฒ่าอินหมางคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่”
“ตามความเห็นข้านะ ตระกูลเฉินคงต้านทานแรงกดดันไม่ไหวหรอก”
“ตระกูลสืบทอดกันมานับพันปี มีคนทั้งสายหลักสายรองรวมกันกว่าพันชีวิต เพื่อเห็นแก่ภาพรวมแล้ว...ข้าว่าตระกูลเฉินคงจะเลือกแบกรับคำครหานี้ไว้เอง”
ขณะที่ภายนอกกำลังคาดเดากันไปต่างๆนานา
เมื่อคำตอบของตระกูลเฉินถูกส่งไปถึงขุนเขาอินหมาง ผู้เฒ่าอินหมางก็ได้ประกาศกร้าวออกมาอีกครั้ง
เขากล่าวว่า นี่เป็นเรื่องของศิษย์เขา เดิมทีเขาไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ทว่าความแค้นที่ญาติสนิทถูกสังหารนั้นไม่อาจไม่ชำระได้
ดังนั้น หากยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นไม่อยากลากตระกูลเฉินเข้ามาพัวพัน ก็ควรจะออกมาแสดงตัวและรับผิดชอบเรื่องนี้เสียแต่โดยดี
ผู้เฒ่าอินหมางได้ประกาศิตเอาไว้ว่า เขาจะนั่งรออยู่ที่ขุนเขาอินหมางเป็นเวลาสิบวัน เพื่อรอให้คนที่สมควรมา มาปรากฏตัวที่ขุนเขาอินหมาง
และหลังจากจบศึกครั้งนี้ ความแค้นทั้งหมดจะถือเป็นอันสิ้นสุดลง
แต่ถ้าหาก...ผ่านไปสิบวันแล้ว ชายลึกลับที่สังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังยังไม่มาถึงขุนเขาอินหมาง...
เมื่อนั้น ก็จะเป็นเวลาที่ผู้เฒ่าอินหมางจะลงจากเขา และมุ่งหน้าไปยังตระกูลเฉินเมืองลั่วฮวาด้วยตนเอง!
พอคำประกาศนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทั่วทั้งดินแดนฝ่ายเหนือก็พลันเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที
สิบวัน!
นั่นหมายความว่า หากยอดฝีมือลึกลับที่สังหารบรรพบุรุษตระกูลหวังไม่เดินทางไปยังขุนเขาอินหมาง... ผู้เฒ่าอินหมางก็จะลงมือกับตระกูลเฉิน
“ตอนแรกข้านึกว่าตัวเองก็นับว่าไร้ยางอายพอตัวแล้วนะ แต่พอได้เห็นผู้เฒ่าอินหมางเท่านั้นแหละ ข้าถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่า ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดเป็นอย่างไร”
“ยังจะมีหน้ามาบอกว่าหลังจบศึกความแค้นจะสิ้นสุดลงอีก ถ้าคนไปจริงๆแล้ว จะมีชีวิตรอดลงจากเขามาได้เรอะ?”
“จริงอย่างยิ่ง พูดจาซะสวยหรูดูดี ขนาดย่าข้าอายุเก้าสิบได้ฟังแล้วยังรู้เลยว่าเชื่อไม่ได้แม้แต่น้อย”
“ในดินแดนฝ่ายเหนือนี้มีใครบ้างไม่รู้ว่า ผู้เฒ่าอินหมางสร้างฐานที่มั่นอยู่บนขุนเขาอินหมางมานับร้อยปี…บนนั้น ข้าเกรงว่ามันคงจะมีพลังเทียบเท่าครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์ได้จริงๆ เเล้วใครหน้าไหนมันจะไปสู้กับเขาในถิ่นของเขากันเล่า”
“แต่ว่านะ ตระกูลเฉินก็ช่างมีกระดูกสันหลังจริงๆ เฮ้อ...ดูท่าแล้ว คงจะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ในไม่ช้า”
ข่าวสารได้แพร่สะพัดไปทั่วดินแดนฝ่ายเหนืออย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง
ในตอนนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สนใจเรื่องนี้ก็ได้เตรียมตัวเดินทางไปยังขุนเขาอินหมางเพื่อรอชมสถานการณ์แล้ว
เพราะถ้าหากยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขาก็จะได้เป็นสักขีพยานในศึกครั้งใหญ่
แม้ว่าผลลัพธ์...อาจจะเป็นการจบชีวิตลงที่ขุนเขาอินหมางก็ตาม
แต่ถ้าหากต้องรอเก้อ ก็ถือโอกาสติดตามผู้เฒ่าอินหมางไปยังเมืองลั่วฮวา เพื่อไปดูตาเฒ่าไร้ยางอายนี่ลงมือกับตระกูลเฉินเสียเลย
เพียงชั่วพริบตา ก็มีเงาร่างของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ต่างมุ่งหน้าไปยังขุนเขาอินหมางกันเป็นทิวแถว
….
ณ เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง
แม้จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีพรสวรรค์ด้านค่ายกล แต่เฉินหลิงเซียงก็ยังคงขลุกตัวอยู่ในห้องเพื่อศึกษาค้นคว้ามานานหลายวัน
เเต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว…ต้องเดินออกจากห้องมา เพื่อตั้งใจจะออกไปหาอะไรกินข้างนอกเสียหน่อย
นางยังคงคุ้นเคยกับการกินอาหารเพื่อเติมเต็มท้องให้หายหิวมากกว่า
ครู่ต่อมา ขณะที่ยืนอยู่บนถนนในเมือง หูของเฉินหลิงเซียงก็พลันขยับเล็กน้อย เพราะนางได้ยินเสียงผู้คนในโรงน้ำชาเล็กๆข้างๆกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส
พอได้ลองตั้งใจฟังบทสนทนานั้นดู เฉินหลิงเซียงก็ถึงกับชะงักงัน และแล้วสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปในทันที
ผู้เฒ่าอินหมางจะลงมือกับตระกูลเฉินของนางงั้นหรือ?!
แล้วที่สำคัญ...คนลึกลับที่ผู้เฒ่าอินหมางกำลังตามหาอยู่...
คือลู่เย่งั้นหรือ?
นางรีบเดินเข้าไปสอบถามถึงวันเวลาในทันที และเมื่อเฉินหลิงเซียงได้ยินว่ากำหนดเวลาสิบวันนั้นได้ผ่านไปแล้วสามวัน และคนภายนอกส่วนใหญ่ต่างก็เชื่อว่าคนลึกลับผู้นั้นจะไม่ไปตามนัดที่ขุนเขาอินหมางเป็นแน่
สีหน้าของนางก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันใด พลางรีบมุ่งหน้ากลับไปยังโรงเตี๊ยม เพราะเรื่องนี้ นางต้องรีบปรึกษากับลู่เย่เป็นการด่วน
แม้ว่านางจะคาดเดาว่าลู่เย่บรรลุเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว แต่การคาดเดาก็เป็นเพียงการคาดเดา ยังไม่ได้รับการยืนยันจากปากของลู่เย่เลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น หากลู่เย่ยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ เฉินหลิงเซียงก็ไม่ต้องการให้เขาไปยังขุนเขาอินหมางเป็นอันขาด
ก็อย่างที่ผู้คนนับไม่ถ้วนได้กล่าวไว้ บนขุนเขาอินหมางนั้น ผู้เฒ่าอินหมางก็เรียกได้ว่าก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ไปแล้วข้างหนึ่งโดยสมบูรณ์!
ตราบใดที่ยังไม่บรรลุเป็นปรมาจารย์ การเหยียบย่างขึ้นไปบนขุนเขาอินหมางก็แทบจะไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย
ส่วนเรื่องของตระกูลเฉินนั้น เฉินหลิงเซียงตั้งใจว่าหลังจากได้พูดคุยกับลู่เย่เสร็จแล้ว จะรีบให้คนในตระกูลขนย้ายข้าวของออกจากเมืองลั่วฮวาทันที
กิจการทรัพย์สินสูญเสียไปก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่คนยังอยู่ ท้ายที่สุดแล้วย่อมมีวันที่จะกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง
…..
ภายในห้องพัก
ลู่เย่เพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการบำเพ็ญสมาธิทำความเข้าใจพอดี
การจมดิ่งอยู่กับการทำความเข้าใจเป็นเวลานาน ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าทางสมองอยู่บ้าง ซึ่งนี่เป็นสัญญาณของการใช้พลังจิตไปเป็นจำนวนมาก
“ในที่สุดก็เข้าสู่ขั้นพื้นฐานได้เสียที ไม่เสียแรงที่ใช้เวลาไปเกือบครึ่งเดือน”
ในตอนนี้ ความเข้าใจในศาสตร์แห่งค่ายกลของลู่เย่ได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว อีกทั้งยังสามารถวาดอักขระค่ายกลที่สมบูรณ์ออกมาได้หนึ่งชุด
เพียงแต่ว่า ในมือของเขายังไม่มีแผ่นค่ายกลเปล่าอยู่ในตอนนี้
“ไม่รู้ว่าที่ร้านค้าในเมือง จะมีแผ่นค่ายกลเปล่าขายหรือเปล่านะ...”
พอความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว ลู่เย่ก็กำลังจะลุกขึ้นเพื่อออกไปข้างนอก
แต่ทันใดนั้นเฉินหลิงเซียงก็รีบร้อนกลับมาถึงโรงเตี๊ยมและเคาะประตูห้องของเขาเสียก่อน
“มีเรื่องอะไรงั้นรึ”
ลู่เย่มองเฉินหลิงเซียงที่มีสีหน้าตื่นตระหนกอยู่บ้างด้วยความประหลาดใจ…น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นนางมีท่าทีร้อนรนถึงเพียงนี้
จำได้ว่าแม้แต่ตอนที่เผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ในขบวนโจรปล้นสินค้า ดูเหมือนว่านางก็ยังไม่ตื่นตกใจเท่าตอนนี้เลย
เฉินหลิงเซียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบเล่าข่าวสารทั้งหมดที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อครู่ออกไปจนหมดเปลือก
“ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกเจ็ดวันกว่าจะครบกำหนดสิบวัน”
“ลู่เย่...หรือว่าเรา...เราหนีไปด้วยกันดีใหม?”
ระหว่างทางที่กลับมา เฉินหลิงเซียงก็ได้ครุ่นคิดอีกครั้ง
ต่อให้ลู่เย่จะเป็นปรมาจารย์ที่เพิ่งบรรลุขึ้นมาใหม่ๆ แต่ด้วยระยะเวลาที่สั้นเกินไป การควบคุมพลังของตนเองก็อาจจะยังไม่ดีเท่าปรมาจารย์ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นสูงสุดที่เป็นมานานแล้ว
ดังนั้นการต้องเผชิญหน้ากับผู้เฒ่าอินหมางที่ก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ไปแล้วครึ่งหนึ่ง จึงไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสชนะอย่างแน่นอน
นางไม่ต้องการให้ลู่เย่ต้องไปเสี่ยงอันตรายเช่นนี้
ด้วยเหตุนี้ เฉินหลิงเซียงจึงอยากจะเกลี้ยกล่อมให้ลู่เย่หนีไปพร้อมกับตระกูลเฉิน
ในเมื่อดินแดนฝ่ายเหนือแห่งนี้อยู่ไม่ได้ อย่างมากก็แค่ไม่อยู่ก็สิ้นเรื่อง
แคว้นซวนโจวหรือกระทั่งอาณาจักรต้าจิ่งนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีที่ไหนกันเล่าที่จะไปไม่ได้?
เเละหลังจากได้ฟังข่าวสารที่เฉินหลิงเซียงนำกลับมา ดวงตาของลู่เย่ก็หรี่ลงเล็กน้อย
“ผู้เฒ่าอินหมาง...ครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์งั้นรึ?”
ในเมื่อคนผู้นี้เป็นอาจารย์ของหวังโหย่วไฉ ถ้าอย่างนั้นความแค้นระหว่างสองฝ่ายก็คงไม่อาจคลี่คลายลงได้แล้ว
ลู่เย่มองเฉินหลิงเซียงที่มีสีหน้ากระวนกระวายใจ…เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างใจเย็น
“ไม่ต้องร้อนใจไป ยังเหลือเวลาอีกเจ็ดวัน...นั่นมากพอแล้ว”
“เจ้าว่าอะไรนะ?!” นางเบิกตากว้างทันที
ลู่เย่ทอดสายตามองท้องฟ้านอกหน้าต่างอย่างสงบนิ่ง
“ข้าบอกว่า...ยังเหลือเวลาอีกเจ็ดวัน”
“เวลานั่นมากพอที่จะขึ้นไปยังขุนเขาอินหมางอย่างสบายๆเลย”
(จบตอน)